วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Nonsuicidal self-injury in pediatric: Assessment, Treatment

Nonsuicidal self-injury (NSSI) ในเด็ก/วัยรุ่น: Assessment, Treatment


Assessment

1) เป้าหมายของการประเมิน

1.       ยืนยันว่ามี NSSI หรือไม่ และ “รูปแบบ” เป็นอย่างไร

2.       แยก NSSI vs suicidal self-injury (เพราะกำหนดระดับการดูแล/การส่งต่อ)

3.       ประเมิน ความรุนแรงทางการแพทย์ + ความเสี่ยง suicide ในปัจจุบัน/อนาคต

4.       ทำ functional assessment/chain analysis เพื่อวางแผนรักษา

5.       ประเมิน comorbidity + psychosocial context + protective factors


2) ทำไมต้อง “ถามตรง ๆ”

  • แม้ NSSI พบมากในวัยรุ่น แต่แพทย์จำนวนมาก ไม่ได้ประเมินเป็น routine (หลายคนรู้สึกไม่พร้อม)
  • NSSI มัก “ซ่อน” ได้: ใน community sample มีสัดส่วนมากที่ ไม่เคยบอกใคร
    👉 ดังนั้นควร ถามเชิงรุก ทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครอง ไม่รอให้เล่าเอง

3) เมื่อไหร่ควรสงสัย NSSI (clinical clues)

สงสัยในวัยรุ่นที่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง:

  • บาดเจ็บ/อุบัติเหตุบ่อย ๆ อธิบายไม่ชัด โดยเฉพาะที่ forearm/wrist/hand
    • รอยแผลเป็นเด่นที่ nondominant arm ชวนสงสัย
  • การแต่งกายผิดฤดูกาล/ผิดบริบท เพื่อปกปิดแผล
    • ใส่กำไล/สายรัดปิดท่อนแขนกว้าง ๆ
    • ใส่แขนยาวทั้งที่อากาศร้อน
    • เลี่ยงกิจกรรมต้องเปิดผิว เช่น พละ/ว่ายน้ำ
  • มีประวัติ NSSI มาก่อน
  • (เสริมจากบริบท) มี distress สูง/ปัญหาการควบคุมอารมณ์/ความขัดแย้งในบ้าน/peer stress

4) โครงสร้างการประเมิน (ภาพรวม)

ควรเป็นส่วนหนึ่งของ initial clinical evaluation:

  • psychiatric & medical history
  • mental status exam + physical exam
  • lab เฉพาะที่จำเป็น (ตามความเสี่ยง/บริบท)
  • ทำได้ มากกว่า 1 session (ถ้าต้องสร้าง rapport/ข้อมูลซับซ้อน)
  • ระหว่าง session อาจให้ self-monitoring ความคิดอยากทำ/การทำจริง (ช่วยทำ chain analysis)

5) Physical assessment & wound care (อย่าลืมเรื่องนี้)

แม้ส่วนใหญ่เป็นแผลตื้น แต่ควร:

  • ตรวจแผล: ตำแหน่ง/จำนวน/ความลึก/การดูแลแผลเอง
  • ประเมิน infection (แดง บวม ร้อน เจ็บ หนอง ไข้)
  • พิจารณา tetanus vaccination ตามชนิดแผล/วิธีที่ใช้
  • ถ้ามีการ “แชร์อุปกรณ์” คิดถึงความเสี่ยง blood-borne infection ตามความเหมาะสม

6) Psychological assessment: วิธีสัมภาษณ์ที่ช่วยได้จริง

6.1 จัดรูปแบบการคุย

  • แนะนำ: สัมภาษณ์ ทั้งร่วมกันและแยกกัน (ผู้ป่วยมักเปิดเผยมากขึ้นเมื่อไม่มีผู้ปกครอง)
  • ห้ามสัญญาความลับแบบ absolute หากมีความเสี่ยงทำร้ายตนเอง
  • โทนการคุย: สงบ เปิดกว้าง ไม่ตัดสิน
    เพราะ reaction เชิงลบทำให้ stigma เพิ่มและ “ไม่ยอมบอกครั้งต่อไป”

6.2 คำถามเปิดประเด็น (เริ่มหลังถาม distress/coping)

ตัวอย่าง:

  • เวลาเครียดมาก ๆ เคยทำอะไรเพื่อจัดการความรู้สึกบ้าง ทั้งแบบช่วยได้และแบบที่อาจไม่ค่อยดี?”
  • เคยทำอะไรเพื่อ ตั้งใจทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจจะตาย ไหม เช่น กรีด/เผา/ข่วน?”

ถ้าตอบ “ใช่” ต้องถามต่อเพื่อแยก intent และสำรวจรายละเอียด


7) แกนสำคัญที่สุด: แยก “suicidal vs nonsuicidal”

7.1 หลักการจัดกลุ่ม

  • มี intent to die “แม้เล็กน้อย/กำกวม” จัดเป็น suicidal (suicide attempt/behavior)
    (แนวคิด “err on the side of safety”)
  • ไม่มีหลักฐาน intent to die NSSI

7.2 นิยามที่ควรรู้ (ใช้จัดหมวดหมู่)

Suicidal

  • suicidal ideation:
    • active (“อยากฆ่าตัวตาย/คิดจะทำ”)
    • passive (“อยากตาย/ไม่อยากตื่น”)
  • suicide plan: วิธี สถานที่ เวลา
  • preparatory acts: เตรียมการ (สะสมยา ซื้ออาวุธ เขียนจดหมาย ลาผู้อื่น แจกของ)
  • suicide attempt: ทำร้ายตนเองที่มี intent to die

Nonsuicidal

  • thoughts of NSSI (คิดจะกรีดเพื่อระบาย/ลงโทษตนเอง โดยไม่อยากตาย)
  • NSSI behavior (ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายทันที ไม่ socially sanctioned)

บางราย “ทำ/ขู่ทำ” เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่า suicidal ทั้งที่ไม่อยากตาย ยังจัดเป็น NSSI (มักเป็น social positive reinforcement) และควรหลีกเลี่ยงคำว่า “gesture” เพราะเชิงดูถูก


8) สิ่งที่ต้องถามเมื่อยืนยัน NSSI (Functional assessment / Chain analysis)

ให้คิดเป็นหัวข้อ “เริ่ม–รูปแบบ–ตัวกระตุ้น–ผลตามมา–หน้าที่ของพฤติกรรม–ปัจจัยป้องกัน”

8.1 ชุดคำถามขั้นต่ำที่ควรถาม (ใช้งาน OPD/ER ได้)

1) Onset

  • เริ่มเมื่อไหร่? ครั้งแรกเกิดอะไรขึ้น? ทำไมตอนนั้นถึงทำ?

2) Frequency (อดีต/ปัจจุบัน)

  • เดือนที่ผ่านมา/ปีที่ผ่านมา/ช่วงที่หนักสุดในชีวิต: ถี่แค่ไหน?
  • 1 episode มี “จำนวนแผล” ประมาณเท่าไร?
  • แนวโน้มช่วงหลัง: เพิ่ม/ลด/คงเดิม?

3) Methods

  • ใช้วิธีอะไรบ้าง (กรีด/เผา/ข่วน/กระแทก/ฯลฯ)
  • เคยเพิ่มวิธีใหม่ ๆ ไหม (สะท้อน escalation/contagion)

4) Medical severity / care

  • เคยต้องพบแพทย์/เย็บแผล/ติดเชื้อไหม?
  • ดูแลแผลอย่างไร? มีแชร์อุปกรณ์ไหม?

5) Location

  • ทำตรงไหนของร่างกาย (ช่วยประเมินการปกปิด/ความรุนแรง/ความเสี่ยงติดเชื้อ)

6) Context

  • ทำคนเดียวหรือมีคนอยู่ด้วย? มี peer influence/online exposure ไหม?

7) Episode duration

  • โดยทั่วไปนานกี่นาที? (นานผิดปกติอาจสะท้อน distress สูงกว่า)

8) Antecedents (triggers)

  • ก่อนทำเกิดอะไรขึ้น/คิดอะไร/รู้สึกอะไร?
    • พบบ่อย: anger, anxiety, hopelessness, sadness
    • ตัวกระตุ้น: conflict, academic stress, trauma reminders ฯลฯ

9) Consequences

  • ตอนทำ “เจ็บไหม”
  • หลังทำทันทีรู้สึกอย่างไร (relief?)
  • อีกหลายชั่วโมง/วัน รู้สึกอย่างไร (guilt/shame?)

10) Function (ทำไปเพื่ออะไร)

  • ช่วยอะไรเขา? ระบายอารมณ์? หยุดความคิดแย่ ๆ? ลงโทษตนเอง? สื่อสาร/ขอความช่วยเหลือ? หลบเลี่ยงสถานการณ์?

11) Protective factors / resistance

  • มีครั้งไหนที่อยากทำแต่ “ไม่ทำ” ไหม? อะไรช่วยให้หยุดได้?
  • เคยหยุดได้เป็นช่วง ๆ ไหม? ทำอย่างไรถึงหยุด?

12) Impact on functioning

  • กระทบโรงเรียน/เพื่อน/ครอบครัว/กิจกรรมที่อยากทำไหม?

13) Motivation to stop

  • เคยพยายามหยุดไหม? หยุดได้นานแค่ไหน? ตอนนี้อยากหยุดไหม?

8.2 สิ่งที่ต้องประเมินเพิ่มเสมอ

  • ความสัมพันธ์/ความเครียดในบ้าน–เพื่อน–โรงเรียน
  • อาการ/โรคร่วมทางจิตเวช (depression, anxiety, PTSD, SUD, eating disorder, BPD traits ฯลฯ)
  • support system: เคยบอกใครไหม? มีการรักษาอยู่แล้วหรือยัง?

9) ปัญหาพบบ่อย: ข้อมูลผู้ป่วย vs ผู้ปกครองขัดกัน

  • พบได้ว่าพฤติกรรมเดียวกัน เด็กบอก “อยากตาย” แต่ผู้ปกครองบอก “แค่เรียกร้องความสนใจ”
    👉 ให้ “สำรวจเหตุผลที่ข้อมูลไม่ตรงกัน” + ประเมินความสัมพันธ์ในบ้าน + ชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือก่อนสรุป
    และเมื่อไม่แน่ใจเรื่อง intent ถือเป็น suicidal เพื่อความปลอดภัย

10) เครื่องมือประเมิน (Instruments) — ใช้เสริม ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกคน

ในงานจริงอาจไม่ได้ใช้ routine แต่ช่วย “วัดความถี่/หน้าที่ของพฤติกรรม” และติดตามผล

1) Functional Assessment of Self-Mutilation (FASM)

  • แบบ self-report “ช่วง 1 ปี”
  • ครอบคลุมหลายวิธี + ความถี่ของแต่ละวิธี + function รวม ๆ

2) Self-Injurious Thoughts and Behaviors Interview (SITBI)

  • structured interview ครอบคลุมทั้ง suicidal + nonsuicidal
  • จุดแข็ง: ช่วยเคลียร์คำตอบกำกวม/ขัดกัน และแยก intent ได้ดี
  • ใช้เวลาประมาณ 10–45 นาที (ขึ้นกับประวัติ)

3) อื่น ๆ

  • Inventory of Statements about Self-Injury (ISAS): ลงลึก “หลาย function”
  • Alexian Brothers Assessment of Self-Injury
  • Non-Suicidal Self-Injury – Assessment Tool

Pearls สั้น ๆ สำหรับแพทย์

  • ถามตรง ๆ + โทนไม่ตัดสิน = ได้ข้อมูลมากขึ้น
  • อย่าประเมินแค่ “แผลลึกไหม” ให้ดู frequency, escalation, multiple methods, doing alone, pain absent, functional impairment, comorbidity
  • ทุกครั้งที่มี self-injury ประเมิน suicidality ควบคู่ เสมอ เพราะ co-occur ได้ โดยเฉพาะเมื่อความรุนแรงสูงขึ้น

หลักการรักษาทั่วไป (General principles)

1) เป้าหมายการรักษา

  • ความปลอดภัยมาก่อน (ทั้งแผลทางกาย + ความเสี่ยง suicidality ที่อาจร่วมอยู่)
  • ลด ความถี่ / ลด ความรุนแรง / ลด การเสริมแรงพฤติกรรม (habit loop)
  • เพิ่ม ทักษะ coping ที่ปลอดภัย และแก้ปัจจัยคงอยู่ (trigger/function)
  • รักษา โรคร่วมทางจิตเวช ควบคู่ (แต่ไม่คาดหวังว่าแค่รักษาโรคร่วมแล้ว NSSI จะหายเสมอ)

2) ใครควร “เริ่มรักษา” และใครพอ “เฝ้าดูได้”

Indications for treatment (ควรรักษา/ส่งต่อจริงจัง)

  • มีหลาย episode (ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งกันการฝังเป็นนิสัย)
  • มี episode เดียวแต่
    • ใช้เป็น coping ต่อ distress สูง
    • เสี่ยง/อันตรายทางการแพทย์ (เช่น กรีดด้วยใบมีด)
    • ต้องการการรักษา (เช่น เย็บแผล)

Watchful waiting + mental health evaluation (พอเฝ้าดูร่วมกับประเมินได้)

  • episode เดียว ตื้น/ไม่ต้องรักษาแผล และมีลักษณะ “ทดลอง/พฤติกรรมชั่วคราว” มากกว่าใช้เป็น coping ต่อ distress

แต่ยังควรมี mental health evaluation และคัดกรอง suicidality/โรคร่วม


3) ตั้ง “ความคาดหวัง” ให้ถูก

  • คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถหยุดได้ทันที โดยเฉพาะรายที่ทำบ่อย
  • เป้าหมายระยะสั้นที่ถือว่าก้าวหน้า:
    • ทำ ถี่น้อยลง
    • ทำ เบาลง/วิธีอันตรายน้อยลง (เช่น จากกรีด ข่วนตื้น)
    • ตอน urge มา สามารถใช้ coping อื่นแทนได้

4) ท่าทีของแพทย์: สำคัญมาก

  • งานวิจัยพบว่าแพทย์/บุคลากรจำนวนหนึ่งมีท่าทีเชิงลบ (irritation/anger/frustration) ต่อผู้ป่วยที่ self-injure
  • ถ้าคุยแบบ ตำหนิ/ตัดสิน/ทำให้รู้สึกผิด ผู้ป่วยมัก drop out, และ “ไม่บอกอีก”
    หลักปฏิบัติ: โทนสงบ เมตตา จริงจังกับความปลอดภัย แต่ไม่ลงโทษ

5) ครอบครัวต้องมีบทบาท

  • แนะนำให้ รวมพ่อแม่/ผู้ปกครองในแผนรักษา
  • หลักฐานรวมบอกว่า psychotherapy ที่มี family component มาก มักเห็นผลลด self-harm มากกว่าแบบ family component น้อย
    บทบาทครอบครัวที่เป็นรูปธรรม
  • ช่วย monitor ความปลอดภัย/สิ่งแวดล้อม
  • ลด family conflict/เพิ่ม communication
  • สนับสนุนการไปต่อเนื่องกับการบำบัด

6) Confidentiality กับผู้เยาว์: วางกติกาตั้งแต่ต้น

ทำอะไรตั้งแต่แรกพบ

  • ตกลง “ขอบเขตความลับ” กับเด็กและผู้ปกครอง แบบชัดเจน (โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงอันตราย)
  • อนุญาตให้เด็กพูดส่วนตัวบ้าง แต่ ไม่สัญญาความลับแบบ absolute

จะบอกพ่อแม่ไหม? ใช้ปัจจัยเหล่านี้ชั่งน้ำหนัก

  • ความถี่
  • วิธีที่ใช้ (lethality/ความเสี่ยง)
  • ความรุนแรงทางการแพทย์ของแผล
  • distress ที่ขับพฤติกรรม
  • functional impairment
  • มี psychopathology และ/หรือ suicidal ideation/behavior ร่วมไหม

ตัวอย่างที่ “อาจ” เก็บเป็นความลับได้

  • ทำ 1–2 ครั้ง แผลตื้น วิธีเดียว ไม่ต้องรักษาแผล และ ไม่มี suicidality

ตัวอย่างที่ “ควรบอก” เพื่อความปลอดภัย

  • ทำถี่ (เช่น รายสัปดาห์), รุนแรงขึ้น, หรือมี suicidal thoughts/behavior ร่วม

วิธีบอกควรคุยกับเด็กก่อน เพื่อรักษา rapport และให้เด็ก “เลือกวิธีบอก” ได้ เช่น

1.       แพทย์บอกผู้ปกครองเอง (เด็กไม่อยู่) แต่ซ้อมว่าจะพูดอะไร

2.       บอกพร้อมเด็ก

3.       ให้เด็กบอก โดยแพทย์นั่งด้วยช่วยประคอง


7) ระดับการดูแล (Level of care): เลือกให้ “ปลอดภัยแต่ไม่เกินจำเป็น”

หลักคิด

  • ให้ปลอดภัยที่สุด พร้อมคง functioning (โรงเรียน/สังคม/ครอบครัว) ให้มากที่สุด

Outpatient (ส่วนใหญ่)

  • เหมาะเมื่อ ไม่อยู่ในระดับ moderate/high/imminent suicide risk และครอบครัวพอ monitor ได้

Inpatient hospitalization (พิจารณาเมื่อ)

  • ทำให้เกิด การบาดเจ็บรุนแรง ต้องการการรักษา (เช่น sutures)
  • บ้าน monitor ไม่ได้
  • มีอาการร่วมที่เป็น safety risk (เช่น agitation รุนแรง, aggression/violence, psychosis)

ระวัง admit เกินจำเป็น: ถ้าเป็น NSSI “ล้วน” ไม่มี suicidal planning ไม่มี psychosis/aggression และดูแลนอก รพ. ได้ มัก ไม่จำเป็นต้องนอน รพ. เพราะการ admit ที่ไม่จำเป็นทำให้เด็กไม่อยากเปิดเผยในอนาคต

Day/Partial hospitalization

  • เหมาะเมื่อมีโรคร่วมและ functional impairment ปานกลาง (เช่น ขาดเรียนบ่อย) แต่ยัง monitor ที่บ้านได้

8) เพิ่ม motivation (โดยเฉพาะรายที่ “ไม่อยากเปลี่ยน”)

Motivational Interviewing (MI)

เหมาะมากเมื่อเด็ก “ambivalent” หรือ NSSI ได้ประโยชน์เชิง reinforcement สูง

  • เป้าหมาย: ช่วยให้เห็น “ข้อดี/ข้อเสียของการทำต่อ vs เปลี่ยน” และเพิ่ม self-efficacy
  • มักใช้ 1–5 session, session ละ ~60 นาที
    หัวข้อคุยที่ควรแตะ:
  • ผลกระทบทางกาย/ใจ/สังคม
  • pros/cons ของ NSSI
  • ความหมายของพฤติกรรมในชีวิต
  • เป้าหมายชีวิต/สิ่งที่อยากได้จริง ๆ
  • อุปสรรคต่อการหยุด และช่องทางช่วยเหลือ

9) Safety plan (crisis response plan): “ควรมีทุกคน”

ทำร่วมกันแบบ individualized เพื่อเพิ่มความปลอดภัย (ใช้ clinical experience/แนวปฏิบัติ)
องค์ประกอบหลัก

1.       warning signs + triggers ใกล้เคียงก่อนทำ

2.       coping strategies ตอน urge มา

o   distraction/relax: ออกกำลัง เพลง เขียน journal อ่านหนังสือ ฯลฯ

o   เปลี่ยน environment ไปอยู่ “ที่มีคน” หรือ “สถานที่ปลอดภัย” (ไม่จำเป็นต้องบอกทุกคนว่า urge มา)

3.       คน/บริการที่ติดต่อได้เมื่อไม่ปลอดภัย (ครอบครัว เพื่อน ทีมสุขภาพจิต)

4.       ทำ environment ให้ปลอดภัย: เอา/ล็อก/จำกัด access ต่ออุปกรณ์ที่ใช้ทำร้าย


10) ไม่แนะนำ “no-harm contract / contracting for safety”

  • ไม่มีหลักฐานว่าลด self-harm ได้
  • อาจทำลาย therapeutic alliance และทำให้แพทย์ “มั่นใจเกินจริง” แบบ false security
    ทางเลือกที่ดีกว่า: safety plan + ongoing dialogue + reassessment of risk เป็นระยะ

11) Peer/Internet influences: ต้องถามและต้องคุยกับพ่อแม่

  • บางรายทำร่วมกับเพื่อน/ได้รับอิทธิพลจาก social media/เว็บไซต์
  • พ่อแม่ควรรู้เพื่อจัดการความปลอดภัย
  • บางรายต้อง จำกัดการเข้าถึง peer กลุ่มเสี่ยง/คอนเทนต์กระตุ้น/บางแพลตฟอร์ม ชั่วคราว

12) Monitoring ระหว่างการรักษา (ทำให้เป็นระบบ)

แนะนำให้เด็กทำ log รายวัน/รายสัปดาห์:

  • thoughts/urges + behavior (ความถี่/วิธี)
  • antecedents (อารมณ์ลบ/ความขัดแย้ง/เหตุการณ์)
  • consequences (relief guilt/shame)
  • coping skill ที่ใช้แทนตอน urge มา (ได้ผล/ไม่ได้ผล)

ใน DBT อาจใช้ diary card (กระดาษหรือ app)

เครื่องมือช่วยติดตาม (ไม่จำเป็นต้องใช้ routine แต่ช่วยวัดผล):

  • FASM (methods + frequency + functions)
  • ISAS (functions ละเอียด)

13) รักษาโรคร่วม “ควบคู่” และส่งต่อเหมาะสม

  • NSSI มักเกิดร่วมกับ psychiatric disorders ต้องรักษาทั้งคู่
  • แต่โดยมาก อย่าคาดหวังว่ารักษาโรคร่วมอย่างเดียวแล้ว NSSI จะหาย; มักต้องมี psychotherapy เฉพาะทาง NSSI ด้วย
  • ในระบบจริง primary care/ER มักเป็นคนแรกที่พบ บทบาทสำคัญคือ

1.       แสดงความห่วงใยแบบไม่ตัดสิน

2.       ประเมินความปลอดภัย/แผล

3.       เชื่อมต่อเด็ก+ครอบครัวเข้าสู่ mental health care


 การป้องกันและการเลือกการรักษา

ภาพรวม

  • NSSI = intentional self-inflicted tissue damage ไม่มี intent to die และไม่ใช่ socially sanctioned
  • พบมากในวัยรุ่น และสัมพันธ์กับ suicide attempt ในอนาคต ต้องประเมิน suicidality ทุกครั้ง
  • หลักฐาน RCT เฉพาะ NSSI ในวัยรุ่นยังมีจำกัด; คำแนะนำจำนวนมากอาศัยข้อมูลจาก deliberate self-harm (รวมทั้ง suicidal + nonsuicidal)

1) PREVENTION (การป้องกัน)

1.1 School-based programs

  • เป้าหมายหลัก: เพิ่ม awareness/ลด stigma/ส่งเสริม help-seeking
  • ยังไม่มีโปรแกรมป้องกัน NSSI ที่พิสูจน์ efficacy ใน RCT ชัดเจน
  • โปรแกรมที่มีข้อมูลมากสุด: Signs of Self-Injury (SoSI)
    • เพิ่มความรู้ถูกต้อง + ปรับทัศนคติเรื่องการขอความช่วยเหลือ
    • ยังไม่ชัดเจนว่าลดพฤติกรรม/เพิ่ม help-seeking behavior ได้จริง
    • สำคัญ: ไม่พบ iatrogenic harm และโรงเรียนยอมรับได้

1.2 กลยุทธ์เชิงปฏิบัติ (empirically informed)

  • สอน adaptive coping + emotion regulation (เช่น exercise, mindfulness, distress tolerance)
  • เพิ่ม social connectedness (ครอบครัว/โรงเรียน/ชุมชน)
  • ส่งเสริม help-seeking และการสื่อสารเรื่อง distress/ความต้องการดูแลสุขภาพจิต
  • เพิ่มความรู้ให้ ครู/บุคลากรโรงเรียน/ผู้ปกครอง เพื่อเป็น gatekeeper (สังเกตสัญญาณ-พาเข้าระบบ)
  • ระวัง social contagion:
    • หลีกเลี่ยงการทำให้ NSSI “เท่/โรแมนติไซส์”
    • จำกัดการพูดถึง “วิธี/เทคนิค” โดยไม่จำเป็น (โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่เคยทำ)

2) ทำไมคนไข้จำนวนมาก “ไม่มารักษา”

  • พบว่า NSSI จำนวนมาก ไม่ seek treatment
  • เหตุเป็นไปได้: stigma, ไม่เชื่อว่ารักษาได้, หรือพฤติกรรมมี reinforcement สูงทำให้ไม่อยากเลิก
    ในคลินิกมักต้องใช้ engagement + motivational interviewing (ดูหัวข้อองค์ประกอบการรักษา)

3) FRAMEWORK การเลือกการรักษา (Choosing treatment)

3.1 หลักการก่อนเลือก modality

1.       ประเมินและจัดการความปลอดภัยก่อน (แผล/means restriction/สภาวะเสี่ยง)

2.       ทำ functional assessment: trigger behavior consequence/function

3.       ดู “บริบท”:

  • ความถี่/ความรุนแรง/หลายวิธีไหม
  • อยู่คนเดียว vs กับเพื่อน (contagion risk)
  • โรคร่วม (MDD/anxiety/PTSD/SUD/BPD traits/eating disorders ฯลฯ)
  • family functioning/ทรัพยากร/ระดับการดูแลที่เข้าถึงได้

โดยทั่วไปให้เริ่ม first-line แล้วไต่ระดับ; แต่ในโลกจริงสามารถสลับตาม availability ได้ เพราะหลายแพ็กเกจมีองค์ประกอบร่วมกัน (skills training)


3.2 ลำดับการรักษาที่แนะนำ (stepwise)

First-line: DBT (Dialectic behavioral therapy) adapted for adolescents (DBT-A)

เหมาะโดยเฉพาะ NSSI ซ้ำ ๆ, emotional dysregulation สูง, มี self-harm/ซึมเศร้า/ลักษณะ BPD traits ร่วม

DBT-A โดยย่อ

  • manualized, มักเป็น outpatient
  • องค์ประกอบหลัก:
    • skills training group: mindfulness, distress tolerance, emotion regulation, interpersonal effectiveness
    • individual therapy: จัดลำดับเป้าหมาย (ลด self-harm ก่อน) + แก้ปัญหาเฉพาะราย
    • between-session coaching (โทร/ช่องทางที่ตกลง) เพื่อใช้ skill ในสถานการณ์จริง
    • therapist consultation/team ลด burnout/เพิ่ม fidelity
  • รูปแบบดั้งเดิมเข้มข้นและยาว (เดิม 1 ปี) แต่มีเวอร์ชันสั้น/ปรับสำหรับ partial/inpatient

Evidence (สรุปภาพรวมเชิงคลินิก)

  • หลายการทดลองในวัยรุ่น/กลุ่มที่มี self-harm พบว่า DBT-A ลดจำนวน episode ของ self-harm และช่วยลด suicidal ideation/อาการซึมเศร้าในบางงาน
  • ผลระยะยาวอาจต้อง maintenance/ระยะเวลานานขึ้น ในบางกลุ่ม
  • “active ingredient” ที่น่าจะสำคัญ: skills component (DBT skills training)

Second-line: Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

ใช้เมื่อ

  • เข้าไม่ถึง DBT-A / ไม่ตอบสนอง / ปฏิเสธ DBT-A
  • NSSI มีความเกี่ยวพันกับ cognitive distortions + problem-solving deficit ชัด

CBT ที่ใช้กับ NSSI (principles)

  • เริ่มจาก functional assessment (antecedents/consequences)
  • cognitive restructuring: แก้ self-criticism/ความคิดลบ/ความสิ้นหวัง
  • behavioral: เปลี่ยน antecedents/ลด reinforcement, เพิ่ม coping ที่แทน NSSI
  • skills: problem solving, distress tolerance, interpersonal skills, mindfulness/breathing
  • มี homework + practice ระหว่าง session

ข้อควรระวัง

  • CBT แบบ “สั้นมาก” (เช่น manual-assisted CBT 2–6 sessions) หลักฐานบางงาน ไม่ชัดเจน/อาจไม่พอ ถ้าจะทำ CBT ควรเป็นแพ็กเกจที่มี จำนวน session เพียงพอ และมี skills ชัด

Third-line: Psychotherapy อื่น ๆ

ใช้เมื่อไม่สามารถใช้/ไม่ตอบสนอง DBT-A และ CBT หรือไม่เหมาะกับผู้ป่วยรายนั้น
ตัวเลือกที่พบใช้:

  • Psychodynamic psychotherapy ที่มี family component
  • Interpersonal psychotherapy (IPT) (อิงกับหลักฐานทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อมี depression/interpersonal stress เด่น)
  • Family therapy หรือ Emotion regulation group therapy (คัดเลือกผู้ป่วยดี ๆ)

Group therapy: ระวังเป็นพิเศษในวัยรุ่น

  • หลักฐาน “ผสม” และมีรายงานบางโปรแกรมทำ self-harm มากขึ้น (เป็นไปได้จาก contagion)
    ถ้าจะใช้ group:
  • โครงสร้างชัด, เน้น skills, มีกติกาเรื่องการไม่แชร์รายละเอียดวิธีทำ, มีการคัดกรอง/monitor ใกล้ชิด

Family therapy: หลักฐานผสม

  • family component “ดูสำคัญ” แต่ family therapy “อย่างเดียว” อาจไม่พอในหลายราย
  • อาจได้ผลในบางบริบท (เช่นครอบครัว dysfunction สูงและยังสื่อสารได้พอ)

4) “องค์ประกอบร่วม” ของการบำบัดที่ได้ผล (common effective elements)

ไม่ว่าชื่อ therapy อะไร ถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้มักช่วยได้มากกว่า:

1.       Psychoeducation (เด็ก+ครอบครัว): NSSI คืออะไร/ทำไมเกิด/วงจร reinforcement/วิธีช่วยแบบไม่ทำให้แย่ลง

2.       Motivation work (เช่น MI): แก้ ambivalence

3.       Target function ของ NSSI จาก chain analysis: trigger NSSI consequence

4.       Skills replacement (เลือกตาม function)

  • problem-solving
  • interpersonal effectiveness/communication/assertiveness
  • cognitive restructuring
  • mindfulness/breathing
  • distress tolerance + adaptive emotion regulation (เช่น exercise)

5.       จัดการ family communication/functioning, และเพิ่ม nonfamily support เมื่อจำเป็น

6.       Parent training ให้ช่วยเสริมทักษะ/monitor/means restriction

7.       รักษา comorbid psychiatric disorders (MDD/anxiety/PTSD/SUD/eating disorders/BPD traits)

8.       ให้จำนวน session “พอ” (มัก 10 sessions หรือมากกว่าใน DBT)

9.       care coordination (จิตแพทย์/นักจิตวิทยา/สังคมสงเคราะห์/ครู)


5) เมื่อไม่ตอบสนองต่อ psychotherapy ตามลำดับ

แนวคิด

  • เปลี่ยน/เพิ่ม psychotherapy อีกแบบ + ใช้ยา “เพื่อโรคร่วม” เป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยง polypharmacy; medication monotherapy มักดีกว่า

ยาที่มักเกี่ยวข้อง (โดยอ้อม/ตาม comorbidity)

  • SSRI (เช่น fluoxetine) / SNRI (เช่น venlafaxine) เมื่อมี depression/anxiety เด่น
  • บางกรณีอาจพิจารณา SGA (เช่น aripiprazole) ในบริบทเฉพาะ (เช่น BPD traits/อารมณ์แปรปรวนรุนแรง) โดยชั่ง metabolic/neurologic adverse effects

ข้อควรจำสำคัญเรื่อง antidepressant ในเด็ก/วัยรุ่น

  • มีข้อมูลเรื่อง เพิ่มความเสี่ยง suicidal thoughts/behaviors ในบางราย (ไม่เพิ่ม suicide death) ต้องให้ข้อมูล+ติดตามใกล้ชิด โดยชั่ง “benefit > risk” เมื่อมีข้อบ่งชี้

6) Practical “เลือกการรักษา” แบบเร็ว (clinical decision aid)

  • NSSI ซ้ำ ๆ / dysregulation สูง / self-harm หลายครั้ง ± BPD traits DBT-A ถ้าเข้าถึงได้
  • เข้าไม่ถึง DBT-A หรือปฏิเสธ / ปัญหาหลักคือ cognitive distortions + problem-solving deficit CBT แบบเต็มแพ็กเกจ
  • interpersonal stress เด่น + depression เด่น พิจารณา CBT/IPT และเสริม family work
  • ต้องใช้ group เลือก group ที่เป็น skills-based และจัดการ contagion อย่างจริงจัง
  • ครอบครัว dysfunction สูง ทุกทางเลือกควรมี family component/parent training

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น