วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

Diabetic amyotrophy and lumbosacral radiculoplexus neuropathy

Diabetic amyotrophy and lumbosacral radiculoplexus neuropathy

นึกถึง diabetic amyotrophy เมื่อผู้ป่วยเบาหวานมีอาการปวดสะโพก ขาหนีบ หรือต้นขารุนแรงข้างเดียว ตามด้วยขาอ่อนแรงและกล้ามเนื้อลีบ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ และความผิดปกติกระจายเกินขอบเขตของรากประสาทหรือเส้นประสาทเส้นเดียว กลุ่มอาการนี้เรียกว่า lumbosacral radiculoplexus neuropathy (LRPN) เพราะกระทบได้ทั้งรากประสาท lumbosacral plexus และเส้นประสาทส่วนปลาย รูปแบบคล้ายกันพบได้ในผู้ที่ไม่มีเบาหวานด้วย

ลักษณะทางคลินิก

  • ปวดก่อน อ่อนแรงตาม อาการมักเริ่มเฉียบพลันหรือกึ่งเฉียบพลัน ปวดแสบ ปวดแปลบ หรือมี allodynia จากนั้นเริ่มอ่อนแรง โดยมักเด่นที่ hip flexion, hip adduction และ knee extension ตรวจพบกล้ามเนื้อลีบและ reflex ลดลงได้
  • เริ่มเฉพาะที่แล้วลาม อาจลามลงขาส่วนปลายจนเกิด foot drop หรือไปขาอีกข้างในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน อาการชามักเด่นน้อยกว่าอาการปวดและอ่อนแรง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เป็นลักษณะร่วมที่ช่วยให้สงสัยโรค อาจมี orthostatic symptoms หรือความผิดปกติของการขับถ่ายร่วมด้วย
  • กลไกที่มีหลักฐานสนับสนุนคือ microvasculitis ของหลอดเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาท ทำให้เกิด ischemic axonal injury

การวินิจฉัย

การประเมิน

สิ่งที่มองหา

ตรวจระบบประสาท

ระบุว่ากล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ในหลาย myotomes และหลาย peripheral nerve territories หรือไม่ หากจำกัดเฉพาะ quadriceps ให้พิจารณา femoral neuropathy หากมี hyperreflexia หรือ spasticity ให้ประเมินรอยโรคในไขสันหลัง

EMG/NCS

ช่วยระบุตำแหน่งและขอบเขตของรอยโรค มักพบ patchy axonal loss โดย CMAP/SNAP amplitudes ลดลง และ needle EMG พบ denervation ในกล้ามเนื้อที่เลี้ยงด้วยหลายรากและหลายเส้นประสาท อาจพบความผิดปกติใน paraspinal muscles ด้วย

MRI lumbar spine และ lumbosacral plexus

ใช้หาสาเหตุกดเบียดหรือแทรกซึม เช่น เนื้องอก อาจพบ T2 signal สูง เส้นประสาทโต หรือ enhancement ซึ่งช่วยสนับสนุน LRPN แต่ต้องตีความร่วมกับอาการและ EMG/NCS

เลือดและ CSF

ตรวจ glucose/HbA1c และเลือกตรวจหา systemic inflammation, vasculitis หรือการติดเชื้อตามข้อบ่งชี้ พิจารณา LP เมื่ออาการผิดแบบหรือการตรวจเบื้องต้นยังอธิบายไม่ได้ CSF protein อาจสูงแต่มีความจำเพาะต่ำ

ประเด็นสำหรับ ER ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดและขาอ่อนแรงใหม่ ให้แยกสาเหตุที่ต้องรักษาเร่งด่วนตามบริบท เช่น cauda equina compression เมื่อมี saddle anesthesia หรือปัสสาวะค้างใหม่ และ iliopsoas/retroperitoneal hematoma เมื่อปวดขาหนีบร่วมกับ quadriceps weakness โดยเฉพาะในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

การรักษาและพยากรณ์โรค

  • ควบคุมอาการปวด ใช้ยาสำหรับ neuropathic pain เช่น duloxetine, amitriptyline, gabapentin หรือ pregabalin ตามโรคร่วมและความทนยา หากตอบสนองบางส่วนอาจเสริมยาคนละกลุ่ม
  • ฟื้นฟูการเดินตั้งแต่ระยะแรก ให้กายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด ประเมินความเสี่ยงหกล้มและความจำเป็นของไม้เท้า walker หรือ ankle-foot orthosis หากมี foot drop
  • Steroid และ IVIG มีบทบาทจำกัด หลักฐานยังไม่แสดงว่าการให้เป็นกิจวัตรช่วยให้ฟื้นกำลังหรือการเดินเร็วขึ้น ให้พิจารณาร่วมกับประสาทแพทย์เป็นราย ๆ ในผู้ที่อ่อนแรงรุนแรงและยังทรุดต่อ หรือปวดรุนแรงแม้รักษาตามอาการแล้ว
  • โรคมักเป็นครั้งเดียวและฟื้นช้า อาการอาจลามต่อหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนก่อนทรงตัวแล้วค่อยดีขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากฟื้นเพียงบางส่วน และอาจเหลือ foot drop หรืออ่อนแรงระยะยาว

 

Diabetic autonomic neuropathy

Diabetic autonomic neuropathy

Diabetic autonomic neuropathy (DAN) อาจกระทบหลายระบบพร้อมกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ หน้ามืดเมื่อยืน อิ่มเร็ว ท้องผูกหรือท้องเสีย ปัสสาวะผิดปกติ และเหงื่อผิดปกติ ส่วน cardiovascular autonomic neuropathy (CAN) มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสัมพันธ์กับ silent myocardial ischemia และอัตราตายที่สูงขึ้น การวินิจฉัยอาศัยรูปแบบอาการและการประเมินสาเหตุอื่นที่อธิบายอาการได้

คัดกรองเมื่อไร

ตาม ADA 2026 ให้ประเมินอาการและอาการแสดงของ autonomic neuropathy ใน เบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่วินิจฉัย และใน ชนิดที่ 1 เมื่อครบ 5 ปี จากนั้นอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมี diabetic peripheral neuropathy หรือ diabetic kidney disease ร่วมด้วย การคัดกรองเริ่มจากซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วเลือกส่งตรวจเฉพาะระบบตามอาการ

อาการและการประเมินตามระบบ

ระบบ

อาการที่ชวนสงสัย

การประเมินและดูแลเบื้องต้น

หัวใจและหลอดเลือด

ชีพจรขณะพักเร็ว เหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง หน้ามืดหรือเป็นลมเมื่อยืน

วัด BP และ HR ท่านอนและยืน ทบทวนภาวะพร่องสารน้ำและยาที่ลดความดันหรือกดชีพจร หากยังไม่ชัด พิจารณา cardiovascular autonomic reflex testing

ทางเดินอาหารส่วนต้น

อิ่มเร็ว แน่นหลังอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือระดับน้ำตาลแกว่งสัมพันธ์กับมื้ออาหาร

ทบทวนยาที่ชะลอ gastric emptying เช่น opioids และ GLP-1 receptor agonists และประเมิน mechanical obstruction ก่อนตรวจยืนยันด้วย gastric emptying scintigraphy เริ่มปรับอาหารเป็นมื้อเล็กและพิจารณา prokinetic หากอาการยังคงอยู่

ลำไส้

ท้องผูก ท้องเสีย หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้

ทบทวนยา เช่น metformin และหาสาเหตุอื่นตามอาการก่อนให้การรักษาตามอาการ

กระเพาะปัสสาวะและเพศสัมพันธ์

ปัสสาวะค้าง สายปัสสาวะอ่อน ปัสสาวะเล็ด ติดเชื้อซ้ำ หรือ erectile dysfunction

พิจารณาวัด postvoid residual เมื่อสงสัยปัสสาวะค้าง และแยกทางออกกระเพาะปัสสาวะอุดกั้น การติดเชื้อ และผลจากยา

เหงื่อและรูม่านตา

เหงื่อออกลดลงที่เท้าร่วมกับผิวแห้งแตก เหงื่อออกที่ใบหน้าขณะกินอาหาร หรือปรับสายตาในที่มืดลำบาก

ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและตรวจรอยแตกที่เท้า หากมีอาการทางสายตาให้ตรวจหาสาเหตุทางจักษุร่วมด้วย

CAN และ orthostatic hypotension

  • ตรวจที่ข้างเตียง วัด BP และ HR หลังนอนพัก แล้ววัดซ้ำเมื่อยืนที่ 1 และ 3 นาที หาก SBP ลด ≥20 mmHg หรือ DBP ลด ≥10 mmHg ภายใน 3 นาที เข้าเกณฑ์ orthostatic hypotension การที่ HR เพิ่มน้อยเมื่อเทียบกับความดันที่ลดลงสนับสนุน neurogenic orthostatic hypotension แต่ต้องตีความร่วมกับยาที่กดชีพจรและความผิดปกติของจังหวะหัวใจ
  • ตรวจยืนยันเมื่อจำเป็น ใช้ cardiovascular autonomic reflex tests เช่น HR variability ระหว่างหายใจลึก, Valsalva และการตอบสนองต่อการยืน ผลผิดปกติหนึ่งการทดสอบสนับสนุน CAN ระยะแรก ผลผิดปกติตั้งแต่สองการทดสอบสนับสนุนการวินิจฉัย และ orthostatic hypotension ที่พบร่วมกับผลตรวจผิดปกติบ่งถึงระยะก้าวหน้า
  • รักษา orthostatic symptoms เริ่มจากแก้ภาวะพร่องสารน้ำและทบทวนยา ให้ลุกเปลี่ยนท่าช้า ๆ พิจารณาเพิ่มน้ำและเกลือตามข้อจำกัดของหัวใจและไต หรือใช้ abdominal binder หากยังมีอาการ พิจารณา midodrine, droxidopa หรือ fludrocortisone ตามโรคร่วมและติดตามความดันขณะนอน โดยระวังบวมและน้ำเกินเมื่อใช้ fludrocortisone

ประเด็นสำหรับ ER ผู้ป่วยเบาหวานที่มี syncope, resting tachycardia หรือเหนื่อยผิดปกติควรได้รับการประเมินสาเหตุเฉียบพลันตามอาการก่อนสรุปว่าเป็น CAN โดยเฉพาะ arrhythmia, volume depletion และ myocardial ischemia ซึ่งอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจนในผู้ป่วยกลุ่มนี้

 

Diabetic neuropathy

Diabetic neuropathy

ระบาดวิทยาและการจำแนกกลุ่มอาการ

Distal symmetric polyneuropathy (DSPN) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะเด่นคือการรับความรู้สึกลดลงแบบสมมาตร เริ่มที่ปลายเท้าและค่อย ๆ ลามขึ้นในรูปแบบ stocking–glove ส่วนอาการปวดเฉียบพลันร่วมกับขาอ่อนแรงข้างเดียว หรืออาการปวดแสบรุนแรงหลัง HbA1c ลดเร็ว ชี้ไปที่กลุ่มอาการอื่นที่สัมพันธ์กับเบาหวาน

ระบาดวิทยา

  • ความชุกของ diabetic polyneuropathy ประมาณ 30% จาก meta-analysis และอาจเข้าใกล้ 50% เมื่อเป็นเบาหวานมานาน ตัวเลขแตกต่างตามเกณฑ์วินิจฉัยและประชากรที่ศึกษา
  • พบมากขึ้นเมื่อเป็นเบาหวานนานหรือมีภาวะน้ำตาลสูงรุนแรง และสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และ metabolic syndrome
  • ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่มีอาการ แม้ตรวจพบ sensory loss การสูญเสียความรู้สึกที่เท้าเพิ่มความเสี่ยงต่อแผล การติดเชื้อซ้ำ และการตัดอวัยวะ

รูปแบบทางคลินิก

กลุ่มอาการ

ลักษณะที่ช่วยแยก

Distal symmetric sensorimotor polyneuropathy

การรับความรู้สึกลดลงที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง ค่อย ๆ ลามขึ้น อาจตรวจพบการรับ pinprick, temperature หรือ vibration ลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรงมักตามมาเมื่อโรครุนแรง

Autonomic neuropathy

อาจมี orthostatic hypotension, gastroparesis, ท้องผูกหรือท้องเสีย อาการอาจค่อยเป็นค่อยไปและเกิดได้หลายระบบ ควรประเมินสาเหตุอื่นก่อนสรุปว่าเกิดจากเบาหวาน

Diabetic amyotrophy หรือ lumbosacral radiculoplexus neuropathy

มักเริ่มด้วยปวดสะโพกหรือต้นขาข้างเดียวแบบเฉียบพลัน ตามด้วยกล้ามเนื้อขาส่วนต้นอ่อนแรงและลีบ อาจมีน้ำหนักลดและลามไปขาอีกข้าง

Thoracic radiculopathy

ปวดผนังทรวงอกหรือท้องรุนแรง บางรายปวดเป็นแถบตาม dermatome จนอาจดูคล้ายโรคในช่องท้อง

Focal mononeuropathy

เส้นประสาทสมองที่พบบ่อยคือ CN III, VI และ IV ส่วน peripheral nerve ที่พบบ่อยคือ median nerve ที่ข้อมือ รองลงมามี ulnar neuropathy และ common peroneal neuropathy ซึ่งอาจทำให้เกิด foot drop

Mononeuropathy multiplex

เส้นประสาทหลายเส้นผิดปกติแบบไม่สมมาตร ควรนึกถึง vasculitic neuropathy ใน differential diagnosis

Treatment-induced neuropathy of diabetes (TIND)

ปวดแสบรุนแรงและ/หรือมี autonomic dysfunction หลังระดับน้ำตาลดีขึ้นอย่างรวดเร็วในผู้ป่วยที่มี hyperglycemia เรื้อรัง

ประเด็นที่ใช้แยกโรค

Diabetic amyotrophy มักมีลำดับ ปวดก่อน → อ่อนแรงและลีบตาม โดยพยาธิสภาพครอบคลุม nerve roots, plexus และ peripheral nerves จึงอาจดูคล้าย femoral neuropathy ในระยะแรก อาการอาจดำเนินต่อหลายเดือนก่อนค่อย ๆ ฟื้นบางส่วน ใช้ EMG/NCS ช่วยระบุตำแหน่ง และพิจารณา imaging ตามข้อบ่งชี้เพื่อหาสาเหตุอื่น เช่น รอยโรคกดเบียด หลักฐานประโยชน์ของ steroid และ IVIG ยังจำกัดและไม่สอดคล้องกัน

TIND ควรนึกถึงเมื่อเกิด neuropathic pain หรือ autonomic dysfunction ภายใน 8 สัปดาห์ หลัง HbA1c ลดลง ≥2 จุดเปอร์เซ็นต์ใน 3 เดือน เช่น จาก 12% เหลือ 10% ตามเกณฑ์ที่ใช้ในงานวิจัย เกิดได้หลังใช้ทั้งอินซูลินและยาลดน้ำตาลชนิดรับประทาน และอาจพบ retinopathy หรือ nephropathy แย่ลงร่วมด้วย

Acute CN III palsy ใน ER อาจเกิดจาก diabetic microvascular ischemia และมี pupil sparing แต่รูม่านตาปกติเพียงอย่างเดียวตัด aneurysm ไม่ได้ ควรประเมินด้วย CTA หรือ MRA โดยเร่งด่วน เมื่อพบ acute isolated CN III palsy แม้รูม่านตายังตอบสนองดี

Diabetic neuropathic cachexia เป็นกลุ่มอาการที่พบน้อย มี neuropathy รุนแรงร่วมกับน้ำหนักลดมากโดยไม่ตั้งใจและอาจมีอาการซึมเศร้า ส่วน diabetic anorexia หมายถึง painful polyneuropathy ที่สัมพันธ์กับการลดน้ำหนักโดยตั้งใจ ซึ่งอาการอาจดีขึ้นเมื่อน้ำหนักกลับขึ้น


พยาธิกำเนิดของ Diabetic Polyneuropathy

Distal symmetric polyneuropathy (DSPN) เป็น length-dependent axonopathy ที่เส้นใยประสาทเสื่อมจากปลายเข้าหาโคน (dying-back degeneration) โดยกระทบ sensory axons ที่ยาวที่สุด ทั้งชนิดมีและไม่มี myelin รวมถึงเส้นใย autonomic ส่วน motor axons ได้รับผลกระทบน้อยกว่าในระยะแรก จึงมักเริ่มด้วยอาการชาหรือการรับความรู้สึกลดลงที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นแบบ stocking–glove

กลไกหลัก

ภาวะน้ำตาลและไขมันสูงเรื้อรังทำให้ mitochondria ทำงานผิดปกติ การสร้าง ATP ลดลง ขณะที่ reactive oxygen species (ROS) เพิ่มขึ้น ROS ทำลาย mitochondria และรบกวนการทำงานของเซลล์เพิ่มเติม เกิดวงจรที่ทำให้ทั้งภาวะขาดพลังงานและ oxidative stress รุนแรงขึ้น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญจึงครอบคลุมทั้ง ระยะเวลาและความรุนแรงของ hyperglycemia และ metabolic syndrome

ปลาย axon ต้องอาศัยการลำเลียง mitochondria จากตัวเซลล์ เมื่อการลำเลียงผิดปกติ ปลายของ axon ที่ยาวที่สุดจึงเปราะบางต่อภาวะขาดพลังงาน กลไกนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดอาการจึงเริ่มที่เท้าก่อนมือ ความผิดปกติที่ตัวเซลล์ประสาทใน dorsal root ganglia อาจมีส่วนร่วมด้วย

กลไกเสริม

ผลต่อเส้นประสาท

Polyol pathway

กลูโคสส่วนเกินถูกเปลี่ยนเป็น sorbitol โดยใช้ NADPH ทำให้ความสามารถในการต้าน oxidative stress ลดลง

Hexosamine pathway

กลูโคสส่วนเกินไหลเข้าสู่เส้นทางนี้มากขึ้น มีส่วนเพิ่ม oxidative stress และการอักเสบ

AGE–RAGE signaling

น้ำตาลจับกับโปรตีนแบบไม่อาศัยเอนไซม์ เกิด advanced glycation end products (AGEs) ซึ่งกระตุ้น RAGE ทำให้ ROS และการอักเสบเพิ่มขึ้น

Microvascular ischemia

Endothelial dysfunction ทำให้หลอดเลือดคลายตัวลดลงและหดตัวมากขึ้น พบผนังหลอดเลือดใน endoneurium หนาตัวได้ตั้งแต่ระยะแรก ภาวะเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทลดลงซ้ำเติมการบาดเจ็บจาก metabolic stress

Impaired nerve repair

การซ่อมแซมและการงอกใหม่ของเส้นใยประสาทลดลง การลดลงของ neurotrophic signaling เช่น NGF, BDNF และ IGF อาจมีส่วน โดยหลักฐานบางส่วนมาจากสัตว์ทดลอง อินซูลินเองมีฤทธิ์ neurotrophic จึงอาจเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมที่บกพร่องในเบาหวานชนิดที่ 1

ความหมายทางคลินิก

  • อาการทาง sensory เด่นกว่า motor ในระยะแรก สอดคล้องกับการสูญเสีย sensory axons ส่วนปลาย หากอ่อนแรงเด่นตั้งแต่ต้น อาการไม่สมมาตร หรือเริ่มที่กล้ามเนื้อส่วนต้น ควรทบทวนตำแหน่งรอยโรคและกลุ่มอาการอื่น
  • รูปแบบ distal symmetric พบได้ใน neuropathy หลายสาเหตุ เช่น uremic neuropathy และ alcohol-related neuropathy จึงต้องพิจารณาสาเหตุร่วมแม้ผู้ป่วยมีเบาหวาน
  • Oxidative stress เป็นกลไกสำคัญ ส่วนประโยชน์ทางคลินิกของสารต้านอนุมูลอิสระต้องพิจารณาจากหลักฐานของยาแต่ละชนิดและผลลัพธ์ที่ศึกษา

Diabetic distal symmetric polyneuropathy — การคัดกรองและวินิจฉัย

ลักษณะคลาสสิกคืออาการทาง sensory ที่เริ่มจากปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง ค่อย ๆ ลามขึ้นอย่างสมมาตร และเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงในระยะหลัง ผู้ป่วยได้ถึงครึ่งหนึ่งอาจไม่มีอาการ แม้ตรวจพบ sensory loss จึงควรตรวจเท้าและทดสอบการรับความรู้สึกตามรอบ แม้ผู้ป่วยจะไม่รายงานอาการชา

ลักษณะทางคลินิก

  • Positive symptoms ได้แก่ ปวดแสบปวดร้อน ปวดเหมือนไฟช็อต เสียวซ่า หรือเจ็บเมื่อผ้าห่มสัมผัสเท้า (allodynia) มักเด่นตอนกลางคืน
  • Negative symptoms ได้แก่ ชา การรับความรู้สึกลดลง และเสียการทรงตัว อาการเริ่มที่เท้าและค่อย ๆ ลามขึ้นขาก่อนถึงปลายนิ้วมือ เป็นแบบ stocking–glove
  • Small-fiber dysfunction ทำให้การรับเข็มและอุณหภูมิลดลง ส่วน large-fiber dysfunction ทำให้ vibration และ joint position sense ลดลง โดย ankle reflex อาจลดลงหรือหายไปตั้งแต่ระยะแรก
  • Motor weakness มักเกิดในรายที่เป็นมาก โดยเริ่มที่การเหยียดนิ้วเท้าหรือกระดกข้อเท้า หากอ่อนแรงเด่นตั้งแต่แรกควรประเมินสาเหตุอื่น
  • ปัจจัยเสี่ยงหลักคืออายุมาก ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และ HbA1c สูง ปัจจัยร่วมได้แก่โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันผิดปกติ และการสูบบุหรี่

คัดกรองเมื่อไรและตรวจอะไร

ตาม ADA Standards of Care 2026 ให้เริ่มประเมินใน เบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่วินิจฉัย และใน ชนิดที่ 1 เมื่อครบ 5 ปีหลังวินิจฉัย จากนั้นตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนผู้มี prediabetes ที่มีอาการเข้าได้กับ polyneuropathy ควรได้รับการประเมินตามอาการ

สิ่งที่ต้องการประเมิน

วิธีตรวจ

Small-fiber function

ตรวจ pinprick หรือ temperature ที่ปลายเท้า เปรียบเทียบสองข้างและเทียบกับตำแหน่งที่สูงขึ้น

Large-fiber function

ตรวจ vibration ด้วยส้อมเสียง 128 Hz ที่นิ้วหัวแม่เท้า เสริมด้วย joint position sense และ ankle reflex ตามความเหมาะสม

Loss of protective sensation (LOPS)

ตรวจ 10-g monofilament อย่างน้อยปีละครั้ง ร่วมกับการทดสอบทางระบบประสาทอีกอย่าง เพื่อระบุเท้าที่เสี่ยงต่อแผลและการตัดอวัยวะ ผล monofilament ปกติยังพบได้ใน neuropathy ระยะแรก

ความเสี่ยงของเท้าโดยรวม

ตรวจผิวหนัง ซอกนิ้ว ตาปลา แผล การติดเชื้อ เท้าผิดรูป และชีพจรเท้า พร้อมประเมินรองเท้าและประวัติแผลเดิม

การตรวจ pinprick หรือ temperature ร่วมกับ vibration ช่วยตรวจหา neuropathy ส่วน monofilament มีบทบาทสำคัญในการประเมินว่าผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บหรือไม่

วินิจฉัยและส่งตรวจเพิ่มเติม

วินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยเฉพาะ symmetric distal sensory loss ที่ดำเนินช้า แม้ผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมาพบแพทย์ด้วยแผลเท้าที่ไม่เจ็บ หากรูปแบบชัดเจน โดยทั่วไปไม่ต้องส่ง EMG/NCS

  • ตรวจ vitamin B12 โดยเฉพาะในผู้มี neuropathy ที่ใช้ metformin หากยังอธิบายสาเหตุไม่ได้หลังซักประวัติและตรวจร่างกาย พิจารณา CBC, comprehensive metabolic panel, B12 และ serum protein electrophoresis with immunofixation ตามบริบท
  • พิจารณาส่งประสาทวิทยาและ EMG/NCS เมื่ออาการไม่สมมาตร เริ่มเฉียบพลันหรือทรุดเร็ว มี motor weakness เด่น หรือมีการกระจายแบบ non-length-dependent สาเหตุที่ควรทบทวน ได้แก่ B12 deficiency, alcohol, CKD, ยาเคมีบำบัด, paraproteinemia, hereditary neuropathy และ CIDP
  • ปวดเท้าอาจมี PAD ร่วมด้วย อาการปวดแสบหรือ allodynia ขณะพักและตอนกลางคืนสนับสนุน neuropathic pain ส่วนปวดขณะเดินและดีขึ้นเมื่อพักสนับสนุน claudication การตรวจพบ sensory loss เพียงอย่างเดียวระบุสาเหตุของอาการปวดไม่ได้ จึงควรตรวจชีพจรเท้าร่วมด้วย

ผู้ที่มี LOPS หรือเคยมีแผลเท้า ควรได้รับการตรวจเท้าทุกครั้งที่มาพบแพทย์และได้รับคำแนะนำให้ตรวจเท้าทั้งสองข้างทุกวัน เพราะแผลจากแรงกดหรือรองเท้าอาจเกิดขึ้นโดยผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ


Diabetic distal symmetric polyneuropathy — การรักษา

การดูแลมี 3 ส่วน ได้แก่ ชะลอการเสื่อมของเส้นประสาท ป้องกันแผลเท้าและการหกล้ม และบรรเทา neuropathic pain ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการปวดก็ยังเสี่ยงต่อแผลหากสูญเสีย protective sensation ส่วนยาลดปวดมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยนอนหลับ เดิน และทำกิจวัตรได้ดีขึ้น

1. ชะลอการดำเนินโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • เบาหวานชนิดที่ 1 การควบคุมน้ำตาลให้เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกมีหลักฐานชัดว่าช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิด neuropathy ส่วน ชนิดที่ 2 ผลของการคุมระดับน้ำตาลต่อ neuropathy มีขนาดเล็กกว่า ควรจัดการน้ำหนัก ความดันโลหิต ไขมัน การสูบบุหรี่ และกิจกรรมทางกายร่วมด้วย
  • ป้องกันแผลเท้า สอนให้ตรวจเท้าทั้งสองข้างทุกวัน ใช้รองเท้าพอดี และตรวจเท้าทุกครั้งที่มาพบแพทย์หากมี sensory loss หรือเคยมีแผลหรือตัดอวัยวะ ประเมินตาปลา เท้าผิดรูป และชีพจรเท้าร่วมด้วย
  • ป้องกันการหกล้ม ประเมิน gait, balance และ orthostatic symptoms ทบทวนยาที่ทำให้ง่วงหรือเวียนศีรษะ และพิจารณากายภาพบำบัดหากเดินไม่มั่นคง
  • ตรวจ vitamin B12 ในผู้ใช้ metformin ที่มี neuropathy แย่ลง โดยเฉพาะเมื่ออาการเปลี่ยนเร็วหรือรูปแบบผิดไปจาก distal symmetric polyneuropathy

2. เลือกยาเมื่อมี painful diabetic neuropathy

เริ่มทีละชนิดในขนาดต่ำแล้วค่อยปรับตามผลและความทนยา เลือกจากโรคร่วม การทำงานของไต ความเสี่ยงหกล้ม และยาที่ใช้อยู่ พร้อมประเมินผลของอาการปวดต่อการนอน อารมณ์ และกิจวัตร แนวทาง ADA 2026 และ AAN จัด SNRI, gabapentinoid, TCA และ sodium channel blocker เป็นกลุ่มยาที่ใช้เริ่มต้นได้

ยา

ขนาดเริ่มต้นในผู้ใหญ่ตาม

ข้อพิจารณาในการเลือก

Duloxetine

20–30 mg วันละครั้ง แล้วเพิ่มเป็น 60 mg/วัน ตามความทนยา

เหมาะเมื่อมี depression หรือ anxiety ร่วม ระวังคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และปฏิกิริยากับยา serotonergic

Venlafaxine

37.5 mg/วัน แล้วค่อยเพิ่มตามการตอบสนอง

เป็น SNRI อีกทางเลือก ติดตามความดันโลหิตและชีพจร

Pregabalin

รวม 75–150 mg/วัน แบ่ง 2–3 ครั้งสำหรับชนิด immediate-release

ปรับตามการทำงานของไต ระวังง่วง เวียนศีรษะ บวม และน้ำหนักขึ้น

Gabapentin

100–300 mg ต่อครั้ง วันละ 1–3 ครั้งตามผู้ป่วย แล้วค่อยปรับขึ้น

ปรับตามการทำงานของไต ระวังง่วง เวียนศีรษะ และ ataxia

Amitriptyline หรือ nortriptyline

10–25 mg ก่อนนอน

ระวัง orthostatic hypotension, urinary retention และ cardiac conduction abnormality โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ Nortriptyline มักมี anticholinergic effects น้อยกว่า amitriptyline

3. เมื่อยาแรกได้ผลไม่พอ

  • แทบไม่ได้ผลหลังปรับถึงขนาดที่ทนได้ หรือมีผลข้างเคียงมาก ให้ลองเปลี่ยนเป็นยาอีกกลุ่ม หาก ได้ผลบางส่วนและทนยาได้ อาจเสริมยาคนละกลุ่ม เช่น duloxetine + pregabalin แล้วติดตามทั้งการลดปวด การนอน การเดิน และผลข้างเคียง
  • ปวดเฉพาะบริเวณหรือทนยารับประทานไม่ได้ พิจารณา topical capsaicin โดยแผ่นแปะ capsaicin 8% ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ใช้ ส่วน lidocaine patch มีหลักฐานจำกัดกว่า รายที่ปวดยังคงรุนแรงหลังลองหลายกลุ่มยาอาจส่ง pain specialist เพื่อประเมินทางเลือก เช่น spinal cord stimulation
  • หลีกเลี่ยง opioids สำหรับอาการปวดเรื้อรังจาก diabetic neuropathy รวมถึง tramadol และ tapentadol เนื่องจากความเสี่ยงระยะยาว เช่น การพึ่งพายา การหกล้ม และ overdose