วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Arginine vasopressin deficiency (AVP-D)

Arginine vasopressin deficiency (AVP-D)

AVP-D หรือชื่อเดิม central diabetes insipidus คือภาวะหลั่ง AVP/ADH ไม่เพียงพอ ทำให้ไตดูดกลับน้ำลดลง เกิด hypotonic polyuria → กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก หากดื่มชดเชยไม่ได้จะเกิด hypernatremia และ dehydration

1. พยาธิสรีรวิทยาที่สำคัญ

AVP สร้างจาก supraoptic และ paraventricular nuclei ใน hypothalamus แล้วส่งผ่าน axon ใน pituitary stalk ไปเก็บและหลั่งที่ posterior pituitary

  • AVP ลด → การนำ aquaporin-2 ไปที่ collecting duct ลดลง → ขับปัสสาวะปริมาณมากและเจือจาง
  • รอยโรคที่ hypothalamus หรือ proximal stalk มีโอกาสทำให้ AVP-D ถาวร
  • การบาดเจ็บเฉพาะ posterior pituitary/distal tract มักเป็นชั่วคราว เพราะ AVP ที่สร้างใน hypothalamus อาจเปลี่ยนไปหลั่งบริเวณ proximal tract/median eminence ได้
  • มี neuronal reserve มาก โดยเซลล์ที่ยังทำงานประมาณ 10–15% อาจเพียงพอป้องกัน polyuria

2. สาเหตุสำคัญ

กลุ่ม

ตัวอย่างและจุดสังเกต

Neurosurgery/trauma

Sellar–suprasellar surgery, moderate–severe TBI, pituitary stalk injury, basilar skull fracture; ส่วนใหญ่เป็นชั่วคราว

Autoimmune neurohypophysitis

Lymphocytic infundibuloneurohypophysitis; อาจมี stalk thickening และสัมพันธ์กับ autoimmune disease อื่น

Tumor

Craniopharyngioma, germinoma, metastasis โดยเฉพาะ lung/breast, lymphoma/leukemia

Infiltrative/systemic disease

Langerhans cell histiocytosis, sarcoidosis, IgG4-related disease, GPA

Vascular disease

SAH, hypothalamic ischemia/hemorrhage; หลังรักษา anterior communicating artery aneurysm อาจมี adipsia ร่วม

Genetic/congenital

Familial AVP gene mutation, Wolfram syndrome, septo-optic dysplasia, congenital hypopituitarism

อื่น ๆ

Brain death, ยาบางชนิด/หลังหยุด vasopressin infusion; idiopathic หลังค้นหาสาเหตุแล้ว

Pituitary adenoma ที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแทบไม่ทำให้ AVP-D หากพบ sellar mass ร่วมกับ AVP-D ต้องทบทวน craniopharyngioma, germinoma, metastasis, inflammatory/infiltrative lesion หรือ apoplexy แทนการสรุปว่าเกิดจาก adenoma

3. อาการและกลุ่มเสี่ยง

อาการหลักคือ polyuria, nocturia และ polydipsia อาจมี headache, diplopia หรืออาการขาด anterior pituitary hormones จากโรคต้นเหตุ

Serum Na ปกติไม่ได้ตัด AVP-D เพราะผู้ที่ thirst mechanism ปกติและเข้าถึงน้ำได้มักดื่มชดเชยจน Na อยู่ในช่วงปกติค่อนไปทางสูง

เสี่ยง severe hypernatremia เมื่อ:

  • ทารก/เด็กเล็ก ผู้ป่วยซึมหรือช่วยตัวเองไม่ได้
  • หลังผ่าตัด หรือถูกจำกัดการเข้าถึงน้ำ
  • มี hypodipsia/adipsia
  • ผู้ป่วย AVP-D เดิมที่ desmopressin ถูกงดหรือให้ล่าช้า

Adipsic AVP-D คือ AVP deficiency ร่วมกับความกระหายน้ำบกพร่อง จึงเสี่ยง hypernatremia มาก และใช้ “ดื่มตามกระหาย” เป็นกลไกป้องกันไม่ได้

4. ยืนยันการวินิจฉัย

ขั้นที่ 1: ยืนยันว่าเป็น polyuria จริง

ใช้ 24-hour urine collection เมื่อเหมาะสม:

  • Urine output >40–50 mL/kg/day
  • แยกจาก urinary frequency ที่ปัสสาวะบ่อยแต่ปริมาตรรวมไม่มาก

ขั้นที่ 2: แยก water diuresis จาก solute diuresis

Urine osmolality

การแปลผล

<300 mOsm/kg

Hypotonic polyuria สนับสนุน water diuresis

>600 mOsm/kg

สนับสนุน solute diuresis

300–600 mOsm/kg

อาจเป็น partial/mixed disorder; ประเมิน daily solute excretion และบริบทเพิ่มเติม

ตรวจ serum Na/osmolality, glucose, renal function, K และ Ca พร้อมทบทวน mannitol, diuretics และสารน้ำที่ได้รับ

ขั้นที่ 3: แยก AVP-D, AVP resistance และ primary polydipsia

  • ใช้ stimulated copeptin เมื่อมี reliable assay และ protocol
  • Hypertonic saline–stimulated copeptin มีความแม่นยำสูง แต่ต้องติดตาม Na อย่างใกล้ชิดในศูนย์ที่ชำนาญ
  • อีกทางเลือกคือ supervised water-deprivation test ร่วมกับ desmopressin response
  • Partial AVP-D และ chronic primary polydipsia อาจแยกยาก ไม่ควรแปลจากผลจุดเดียว

ผู้ที่มี hypernatremia ร่วมกับปัสสาวะเจือจางไม่เหมาะสม ไม่ควรถูกทำ water deprivation เพิ่มโดยอัตโนมัติ ให้ประเมินตามแนวทาง hypernatremic polyuria

5. หลังผ่าตัด: ระวัง triphasic response

ระยะ

ลักษณะ

ระยะแรก

AVP-D → ปัสสาวะมากและเจือจาง มักเริ่มเร็วหลังผ่าตัด

ประมาณวันที่ 3–6 เป็นต้นไป

AVP จาก degenerating nerve terminals หลั่งออกมา → SIAD/hyponatremia อาจนาน 5–7 วัน

ระยะท้ายในบางราย

กลับเป็น AVP-D ถาวร หากสูญเสีย AVP neurons มาก

Polyuria หลังผ่าตัดไม่ใช่ AVP-D ทุกราย ต้องแยกการขับสารน้ำส่วนเกิน, mannitol-induced diuresis และ hyperglycemia โดยดู urine concentration, Na และ fluid balance ร่วมกัน

6. ค้นหาสาเหตุหลังยืนยัน AVP-D

ยกเว้นกรณีชั่วคราวที่สัมพันธ์กับผ่าตัด/trauma ชัดเจน ควรทำ MRI brain/pituitary ก่อนและหลัง contrast ครอบคลุม hypothalamus, stalk และ pituitary

MRI ที่ช่วยชี้นำ

  • Posterior pituitary bright spot หาย: สนับสนุน neurohypophyseal dysfunction แต่ ไม่จำเพาะและไม่ใช้ยืนยัน/ตัดโรคเดี่ยว ๆ
  • Stalk thickening: พบได้ใน autoimmune, infiltrative, infectious และ neoplastic disease
  • MRI แรกปกติหรือไม่จำเพาะ ยังไม่ตัด occult germinoma/histiocytosis

หากยังไม่พบสาเหตุ ให้เลือกตรวจตามบริบท เช่น chest imaging, AFP/β-hCG, IgG4, TB testing และการประเมิน sarcoidosis; PET/CT, skeletal imaging หรือ CSF studies ใช้ในรายคัดเลือก ผลผิดปกติควรยืนยันด้วยการตรวจที่เหมาะสม รวมถึง biopsy จากอวัยวะที่เข้าถึงได้เมื่อมีข้อบ่งชี้

Idiopathic AVP-D ต้องติดตามต่อ: MRI ซ้ำ 3–6 เดือน แล้วปีละครั้งประมาณ 5 ปี พร้อมประเมิน anterior pituitary function ทุกปี เพราะรอยโรคต้นเหตุอาจปรากฏภายหลัง

7. ประเด็นสำคัญสำหรับ ER/ผู้ป่วยใน

  • ผู้ป่วย AVP-D ที่ NPO ต้องมีแผน desmopressin และสารน้ำทดแทน การงดยาโดยไม่มีแผนอาจทำให้ hypernatremia รุนแรง
  • ติดตาม Na, urine output และ fluid balance เมื่อป่วยเฉียบพลันหรือเปลี่ยนการรักษา
  • ผู้ป่วย adipsia, ซึม หรือเข้าถึงน้ำไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องจัดน้ำชดเชยอย่างเป็นระบบ

การรักษา Arginine vasopressin deficiency (AVP-D)

AVP-D หรือชื่อเดิม central diabetes insipidus รักษาหลักด้วย desmopressin ร่วมกับการทดแทนน้ำที่สูญเสีย เป้าหมายคือควบคุม nocturia/polyuria ให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยรักษาสมดุลน้ำและ Na และหลีกเลี่ยง hyponatremia จาก antidiuresis มากเกินไป

1. หลักการเลือกการรักษา

  • Partial AVP-D อาการน้อย: อาจใช้ low-solute diet ± thiazide หรือ desmopressin ก่อนนอน
  • Polyuria/nocturia มาก: ใช้ desmopressin เป็นยาหลัก
  • ดื่มน้ำเองไม่ได้, adipsia, ซึม หรือ NPO: ต้องมีแผนให้ยาและน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่อาศัยความกระหาย
  • หลังผ่าตัด/trauma อาจเป็นชั่วคราว จึงต้องประเมินการฟื้นตัวและความจำเป็นของยาซ้ำ

เริ่มจากควบคุม nocturia เพื่อให้นอนหลับได้ แล้วปรับการควบคุมช่วงกลางวันตามอาการ โดยเปิดโอกาสให้มี aquaresis เป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องกดปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง

2. Desmopressin: ขนาดและการเลือก formulation

เป็น AVP analogue ที่มี antidiuretic effect สูง แต่ vasopressor effect น้อย

รูปแบบ

ขนาดผู้ใหญ่/การใช้

Oral tablet

เริ่ม 0.1 mg ก่อนนอน แล้วค่อยปรับ; maintenance โดยทั่วไป 0.1–0.8 mg/day แบ่งให้ บางรายถึง 1.2 mg/day

Intranasal

โดยทั่วไป 10–20 micrograms ต่อครั้ง วันละ 1–2 ครั้ง ปรับตามการตอบสนอง

Sublingual melt

มีขนาด 60, 120, 240 micrograms; bioavailability ต่างจาก tablet ต้องปรับใหม่

Parenteral

ในผู้ป่วยในที่มี AVP-D และปัสสาวะมากเจือจาง อาจใช้ 1–2 micrograms IV/IM แล้วประเมิน clinical/biochemical response ก่อนให้ซ้ำ

ขนาด parenteral ข้างต้นสอดคล้องกับ Society for Endocrinology inpatient guidance โดยต้องติดตาม Na และ urine output ใกล้ชิด ไม่ให้ซ้ำตามเวลาอย่างเดียวหากยังมี antidiuresis มาก

ข้อควรจำ

  • ขนาดระหว่าง oral–intranasal–parenteral เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ต้อง retitrate และระวังหน่วย mg กับ micrograms
  • Oral ใช้ง่ายและผู้ป่วยมักชอบ; อาหารลดการดูดซึมได้ หากตอบสนองไม่ดีควรทบทวนวิธีกินยา
  • หลัง transsphenoidal surgery หรือเยื่อบุจมูกผิดปกติ ควรเลือก oral/parenteral แทน intranasal ตามบริบท
  • Acute illness และการดูดซึมไม่แน่นอนอาจเหมาะกับ parenteral
  • ใช้ desmopressin ระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยติดตามและปรับตามการตอบสนอง

3. ป้องกัน desmopressin-associated hyponatremia

หลังได้รับยา ไตไม่สามารถกด antidiuresis ตามน้ำที่ดื่มได้ตามปกติ หากยังดื่มมากตามความเคยชิน จะเกิด water retention และ hyponatremia

  • ผู้ที่ thirst mechanism ปกติให้ ดื่มตามกระหาย ไม่ฝืนดื่มมาก
  • สอนอาการเตือน: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึม สับสน หรือชัก
  • ใช้ขนาดยาต่ำสุดที่ควบคุมอาการได้
  • อาจวางแผน delayed dose/desmopressin escape เพื่อให้มี aquaresis เป็นระยะตามแผนเฉพาะบุคคล; ไม่ใช้การงดยาเองในผู้มี adipsia หรือเข้าถึงน้ำไม่ได้
  • NSAIDs อาจเสริม antidiuresis และทำให้ Na ต่ำ; AKI อาจทำให้ฤทธิ์ยานานขึ้น

การตรวจ Na

ช่วงเวลา

การติดตาม

เริ่มยา

1–2 วัน หลังเริ่ม

ผลครั้งแรกปกติ

ตรวจซ้ำวันที่ 4–7

ขนาดยาคงที่

ประมาณทุก 3–6 เดือน ตามความเสี่ยง

เปลี่ยนขนาดยา/เจ็บป่วย/กินดื่มเปลี่ยน/ไตทำงานลดลง

ตรวจถี่ขึ้น

ถ้ามี symptomatic hyponatremia จาก desmopressin ไม่ควรหยุดยาทันทีโดยไม่มีแผน เพราะอาจเกิด brisk aquaresis ทำให้ Na เพิ่มเร็ว โดยเฉพาะเมื่อให้ hypertonic saline ร่วม ควรปรึกษาทีมชำนาญเพื่อควบคุมการแก้ Na; บางกรณีต้องคง desmopressin ขณะรักษาด้วย 3% NaCl

4. ผู้ป่วยในที่ดื่มไม่ได้หรือมี hypernatremia

  • ประเมิน hemodynamics, volume status, Na, glucose, renal function และ urine output
  • ถ้ามี circulatory volume depletion ให้กู้ intravascular volume ก่อน แล้วทดแทน free-water deficit/ongoing losses
  • ใช้ oral/NG water เมื่อปลอดภัย หรือ IV fluid ที่เหมาะสม เช่น D5W ตามบริบท
  • ให้ desmopressin เมื่อมี ปัสสาวะมากและเจือจางอย่างไม่เหมาะสม พร้อมปรับสารน้ำตามผลจริง
  • เมื่อยาออกฤทธิ์ ปัสสาวะอาจลดลงมาก ต้องลดอัตราน้ำทดแทนเพื่อป้องกัน Na ลดเร็ว/น้ำเกิน

ห้ามให้ sterile water ทาง IV โดยตรง เพราะทำให้ hemolysis

การชดเชย polyuria ด้วย D5W อัตราสูงโดยยังไม่ได้ควบคุม AVP-D อาจทำให้ hyperglycemia → glucosuria → osmotic diuresis ซึ่งตอบสนองต่อ desmopressin ไม่ดี ต้องตรวจ glucose และแก้สาเหตุร่วม

5. Low-solute diet และยาอื่น

Low-solute diet: ลด Na และหลีกเลี่ยงโปรตีนมากเกินจำเป็น เพื่อลด renal solute load และ obligatory urine volume โดยต้องคงโภชนาการให้เพียงพอ

วิธี

บทบาท/ข้อจำกัด

Thiazide

ลด distal water delivery จากการเพิ่ม proximal reabsorption; ใช้ในบางราย โดยเฉพาะทารกหรือ partial AVP-D

NSAIDs

ลด urine output ได้ แต่เสี่ยง AKI/GI toxicity และ hyponatremia เมื่อใช้ร่วม desmopressin

Chlorpropamide, carbamazepine, clofibrate

ปัจจุบันใช้น้อย เพราะด้อยกว่า desmopressin และมี adverse effects มากกว่า

6. เด็กและทารก

  • เด็กโตที่ดื่มน้ำเองและสื่อสารความกระหายได้: หลักการคล้ายผู้ใหญ่ แต่ปรับขนาดตามอายุและการตอบสนอง
  • ทารก/เด็กเล็ก: เสี่ยงทั้ง hypernatremia จากขาดน้ำ และ hyponatremia จาก desmopressin เพราะสารอาหารส่วนใหญ่เป็นของเหลวและต้องรับน้ำปริมาณมาก
  • ทางเลือก ได้แก่ low renal-solute feed + thiazide หรือ desmopressin ขนาดต่ำภายใต้ pediatric endocrinology
  • หลีกเลี่ยงการจำกัดโปรตีนจนกระทบการเจริญเติบโต
  • ติดตาม Na, น้ำหนัก, ปริมาณนม/น้ำ และ wet diapers อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงเริ่ม/เปลี่ยนยา หรือมีอาเจียน ท้องเสีย กินได้น้อย

สำหรับ ER: ผู้ป่วย AVP-D ที่ NPO ต้องมีคำสั่ง desmopressin + fluid plan + Na monitoring ชัดเจน การงดยาโดยไม่มีแผนอาจทำให้ hypernatremia รุนแรง ขณะที่การให้ยาแล้วคงน้ำทดแทนอัตราสูงเดิมอาจทำให้ hyponatremia ได้

 

Cerebral salt wasting (CSW)

Cerebral salt wasting (CSW)

CSW คือ hypotonic hyponatremia ร่วมกับการสูญเสีย Na ทางไตจนเกิด extracellular volume depletion ในผู้ป่วยโรคระบบประสาท จุดสำคัญที่แยกจาก SIAD คือ ต้องมีหลักฐาน hypovolemia ไม่ใช่อาศัย urine Na สูงเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ความชุกและเกณฑ์วินิจฉัยยังมีข้อถกเถียง และ SIAD เป็นสาเหตุ hyponatremia ใน CNS disease ที่พบบ่อยกว่า

1. พยาธิสรีรวิทยา

กลไกที่เสนอ ได้แก่ renal sympathetic input ลดลง และ/หรือมี natriuretic factors เช่น BNP ทำให้ tubular Na reabsorption ลดลง รวมถึงกด renin–aldosterone

Renal Na loss → hypovolemia → กระตุ้น AVP อย่างเหมาะสมต่อ volume depletion → ขับน้ำอิสระลดลง → hyponatremia

กลไกเหล่านี้ยังไม่ยืนยันแน่ชัด และ BNP สูงไม่สามารถใช้วินิจฉัย CSW ได้

2. พบในสถานการณ์ใด

  • รายงานมากที่สุดใน subarachnoid hemorrhage—SAH
  • อาจพบหลัง CNS surgery, meningitis/encephalitis หรือ CNS tumor
  • มักเริ่มภายใน 10 วันแรก หลัง neurologic event/ผ่าตัด แต่อาจเกิดช้ากว่านั้น
  • ส่วนใหญ่เป็นชั่วคราวและหายภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์

ข้อถกเถียงสำคัญ: urine Na สูงอาจเป็นการขับเกลือที่ได้รับจาก saline ปริมาณมาก หรือ natriuresis จาก SIAD ไม่ใช่ primary salt wasting จึงต้องทบทวน สารน้ำและ Na ที่ได้รับทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเข้าโรงพยาบาล

3. อาการและการวินิจฉัย

สงสัยเมื่อผู้ป่วย CNS disease มี hyponatremia + polyuria/natriuresis + หลักฐาน volume depletion

องค์ประกอบ

ลักษณะที่สนับสนุน CSW

Serum Na / osmolality

Na <135 mmol/L และ plasma hypotonic

Urine osmolality

>100 และมัก >300 mOsm/kg

Urine Na

มัก >40 mmol/L

Serum uric acid

มักต่ำจาก urate wasting

Volume status

Hypovolemia เช่น hypotension, น้ำหนักลด, negative fluid balance หรือ hemoconcentration

Na balance

มีหลักฐานสูญเสีย Na สุทธิก่อนเริ่มทดแทน หากประเมินได้

Urine Na concentration สูงไม่เท่ากับสูญเสีย Na สุทธิ ต้องพิจารณา:

Urinary Na loss/day = Urine Na concentration x Urine volume/day

แล้วเปรียบเทียบกับ Na ที่ได้รับจาก IV fluids, ยา, อาหาร และ salt supplements

4. CSW เทียบกับ SIAD

ลักษณะ

CSW

SIAD

ความผิดปกติหลัก

Renal salt loss

Impaired water excretion

Volume status

ลดลง

ปกติหรือเพิ่มเล็กน้อย

AVP สูง

ตอบสนองต่อ hypovolemia

ไม่เหมาะสมกับ plasma hypotonicity

Urine Na / osmolality

สูง

สูง

Serum uric acid

มักต่ำ

มักต่ำ

หลังแก้ hypovolemia

ในทางทฤษฎี AVP ลด ปัสสาวะเจือจางและ Na เพิ่ม

ปัสสาวะอาจยังเข้มข้น; 0.9% NaCl อาจทำให้ Na ลด

Fluid restriction

อาจทำให้ hypovolemia แย่ลง

ใช้ได้ใน SIAD ทั่วไป แต่ต้องระวังเป็นพิเศษใน SAH

การตอบสนองต่อ saline ไม่ใช่ definitive test เพราะประเมิน volume status ได้ยาก และ CSW อาจเกิดร่วมกับ SIAD

Fractional excretion of urate—FEUA: มีข้อเสนอว่า หลังแก้ hyponatremia ค่า FEUA จะกลับปกติใน SIAD แต่ยัง >11% ใน salt wasting อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันความแม่นยำเพียงพอ ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเดี่ยว ๆ

5. โรคที่ต้องแยก

  • Secondary adrenal insufficiency: ให้ผลเหมือน SIAD และ K อาจปกติ โดยเฉพาะ sellar/suprasellar disease หรือหลัง pituitary surgery
  • Primary adrenal insufficiency: อาจมี hypovolemia, urine Na สูง และ hyperkalemia
  • Thiazide/ยาขับปัสสาวะ
  • สารน้ำไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม, GI loss และสาเหตุ hyponatremia อื่น

ควรตรวจ cortisol ตามบริบทก่อนสรุปว่าเป็น SIAD หรือ CSW โดยไม่ชะลอการรักษาหากสงสัย adrenal crisis

6. การรักษา

เป้าหมายคือแก้ symptomatic hyponatremia และรักษา euvolemia เพื่อคง cerebral perfusion

  • มีอาการทางสมองรุนแรงจาก hyponatremia: ให้ 3% NaCl ตาม emergency protocol พร้อมติดตาม Na และ urine output ใกล้ชิด
  • มี hypovolemia จริง: ต้องทดแทน volume และ ongoing losses; เลือก isotonic/hypertonic saline ตามอาการ ระดับ Na และการตอบสนอง
  • ให้ใช้ 3% NaCl ใน active intracranial pathology ที่มี hyponatremia เพราะเพิ่ม Na ได้ทั้ง CSW และ SIAD ขณะที่ isotonic saline อาจทำให้ Na ลดหากมี SIAD ร่วม
  • เมื่อรับประทานได้ อาจใช้ oral salt supplementation
  • พิจารณา fludrocortisone ในรายที่มี natriuresis ต่อเนื่องและต้องทดแทนสารน้ำ/เกลือมาก; ติดตาม K, BP และ fluid overload

สำหรับ SAH: หลีกเลี่ยง fluid restriction ที่ทำให้ volume depletion และไม่ให้สารน้ำจนเกิด hypervolemia โดยตั้งใจ แนวทาง AHA/ASA 2023 เน้น euvolemia และพิจารณา mineralocorticoid เพื่อลด natriuresis/hyponatremiaได้ แต่ประโยชน์ต่อ delayed cerebral ischemia และ functional outcome ยังไม่ชัดเจน

ติดตามระหว่างรักษา: serial Na/K/Cr, urine output, fluid balance, น้ำหนัก และ hemodynamics พร้อมระวัง Na เพิ่มเร็วเมื่อ volume depletion แก้ไขแล้วและ AVP ถูกกด การมีโรคสมองไม่ได้ยกเว้นความเสี่ยง ODS จาก overcorrection