Pediatric Cardiac Arrest and CPR: PALS 2025
ภาวะหัวใจหยุดเต้นในเด็กส่วนใหญ่มักเป็นปลายทางของ
respiratory failure หรือ shock ต่างจากผู้ใหญ่ซึ่งมักเกิดจาก primary cardiac cause ดังนั้นการตรวจพบ deterioration และแก้ไข hypoxemia,
ventilation และ perfusion ตั้งแต่ก่อนเกิด cardiac
arrest จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
แนวทางนี้ใช้กับทารกและเด็ก
โดยไม่รวมการกู้ชีพทารกแรกเกิดในห้องคลอด
1. การป้องกัน cardiac arrest
โรงพยาบาลควรมีระบบเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเด็กที่เริ่มมีอาการทรุดลง
เช่น
- Pediatric
Early Warning System/Score (PEWS)
- Rapid
Response Team หรือ Medical Emergency Team
- การติดตามแนวโน้มของระดับความรู้สึกตัว งานในการหายใจ สีผิว ชีพจร
ความดัน และ urine output
- การส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มี pediatric critical care หรือ ECMO capability เมื่อเหมาะสม
ควรคิดถึง impending arrest เมื่อพบ
- ระดับความรู้สึกตัวลดลง
- apnea,
gasping หรือหายใจไม่เพียงพอ
- bradycardia
ร่วมกับ poor perfusion
- hypotension
ซึ่งถือเป็น late sign ของ pediatric
shock
- weak
central pulse, mottling, prolonged capillary refill หรือ cold
extremities
ใน severe acute myocarditis,
cardiomyopathy หรือ refractory cardiogenic shock ควรปรึกษาศูนย์ที่ทำ mechanical circulatory support/VA-ECMO ตั้งแต่ก่อนเกิด cardiac arrest หากสามารถทำได้
2. การวินิจฉัย cardiac arrest
เมื่อพบเด็กไม่ตอบสนองและไม่หายใจหรือหายใจเฮือก
1.
เรียกทีมช่วยเหลือและขอ defibrillator/AED
2.
ตรวจการหายใจและ central
pulse พร้อมกัน ไม่เกิน 10 วินาที
3.
เริ่ม CPR หาก
o คลำชีพจรไม่ได้ หรือ
o ไม่แน่ใจว่ามีชีพจร หรือ
o HR
<60 ครั้ง/นาที ร่วมกับ poor perfusion แม้ได้ช่วย
oxygenation และ ventilation แล้ว
ตำแหน่งคลำชีพจร
- Infant:
brachial หรือ femoral pulse
- Child:
carotid หรือ femoral pulse
3. High-quality CPR
องค์ประกอบสำคัญประกอบด้วย
- กดหน้าอกเร็ว 100–120 ครั้ง/นาที
- ความลึกอย่างน้อยหนึ่งในสามของ anterior-posterior chest
diameter
- Infant
ประมาณ 4 ซม.
- Child
ประมาณ 5 ซม.
- Adolescents
ไม่ควรเกินประมาณ 6 ซม.
- ปล่อยให้ทรวงอกคืนตัวเต็มที่หลังการกดแต่ละครั้ง
- ลดช่วงหยุดกดหน้าอกให้สั้นที่สุด
- เปลี่ยนผู้กดหน้าอกประมาณทุก 2 นาที
หรือเร็วกว่านั้นหากเหนื่อย
- หลีกเลี่ยง excessive ventilation
- ทำ CPR บนพื้นผิวที่แข็งและราบ
หากอยู่บนเตียงให้ปรับความสูงเพื่อให้กดหน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิคกดหน้าอกในทารก
เมื่อมีผู้ช่วยตั้งแต่สองคนขึ้นไป แนะนำให้ใช้ two-thumb
encircling hands technique เพราะให้ความลึกและแรงดันเลือดดีกว่า
two-finger technique
หากไม่สามารถโอบรอบทรวงอกได้
อาจใช้ส้นมือข้างเดียวกดครึ่งล่างของ sternum โดยหลีกเลี่ยง xiphoid
process
Compression-to-ventilation ratio
ก่อนใส่ advanced airway
- ผู้ช่วย 1 คน: 30:2
- ผู้ช่วยตั้งแต่ 2 คน: 15:2
ควรหยุดกดหน้าอกเพื่อช่วยหายใจแต่ละครั้งให้น้อยที่สุด
เมื่อใส่ advanced airway แล้ว
- กดหน้าอกต่อเนื่อง 100–120 ครั้ง/นาที
- ช่วยหายใจ 20–30 ครั้ง/นาที หรือประมาณ 1
ครั้งทุก 2–3 วินาที
- ให้ลมหายใจแต่ละครั้งประมาณ 1 วินาที
เพียงให้เห็นทรวงอกยก
- หลีกเลี่ยง hyperventilation และ excessive
tidal volume
4. ถ้ามี pulse แต่ไม่หายใจ
หากคลำชีพจรได้แต่ผู้ป่วยไม่หายใจหรือหายใจไม่เพียงพอ
- เปิดทางเดินหายใจ
- ช่วยหายใจ 1 ครั้งทุก 2–3 วินาที
- ประเมิน pulse ประมาณทุก 2 นาที
- หาก HR <60 ครั้ง/นาทีร่วมกับ poor
perfusion แม้ oxygenation และ ventilation
เพียงพอแล้ว ให้เริ่ม chest compression
Bradycardia ในเด็กมักเกิดจาก hypoxemia การแก้ airway และ ventilation จึงต้องทำพร้อมกับการเตรียม CPR และยา
5. Cardiac arrest algorithm
หลังเริ่ม CPR ให้ติด monitor/defibrillator
และแยก rhythm เป็น
1.
Shockable rhythm: VF หรือ pulseless
VT
2.
Nonshockable rhythm: asystole หรือ
PEA
ตรวจ rhythm ทุกประมาณ 2
นาที โดยให้ช่วงหยุดกดหน้าอกสั้นที่สุด
Shockable rhythm: VF/pulseless VT
Defibrillation
- ครั้งแรก: 2 J/kg
- ครั้งที่สอง: 4 J/kg
- ครั้งต่อไป: ≥4 J/kg และอาจเพิ่มได้ถึง
10 J/kg หรือพลังงานสูงสุดสำหรับผู้ใหญ่ของเครื่องนั้น
โดยไม่ควรเกินค่านี้
ให้ชาร์จเครื่องระหว่างกดหน้าอก
เมื่อพร้อมช็อกให้หยุดกดหน้าอกเฉพาะช่วง rhythm check และ shock
แล้วกลับมากดหน้าอกทันทีโดยไม่เสียเวลาคลำชีพจร
ลำดับการรักษาโดยย่อ
1.
เริ่ม CPR ให้ออกซิเจน
และติด defibrillator
2.
Shock 2 J/kg
3.
CPR 2 นาที และใส่ IV/IO
4.
Shock 4 J/kg
5.
CPR 2 นาที และให้ epinephrine
6.
Shock ≥4 J/kg
7.
CPR 2 นาที และให้ amiodarone
หรือ lidocaine
8.
ทำซ้ำพร้อมค้นหา reversible
causes
Epinephrine
- 0.01
mg/kg IV/IO
- เท่ากับ 0.1 mL/kg ของสารละลาย 0.1
mg/mL หรือความเข้มข้นเดิม 1:10,000
- ให้ซ้ำทุก 3–5 นาที
- ขนาดสูงสุดต่อครั้งโดยทั่วไป 1 mg
สำหรับ shockable rhythm ให้เน้น
defibrillation ที่รวดเร็ว และให้ epinephrine หลัง initial defibrillation attempts ตาม algorithm
ยาสำหรับ refractory VF/pulseless VT
ให้หลัง defibrillation ครั้งที่
3 และ 5 ตาม algorithm โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
- Amiodarone
5 mg/kg IV/IO bolus
อาจให้ซ้ำได้ รวมไม่เกิน 3 doses
หรือ
- Lidocaine
1 mg/kg IV/IO bolus
อาจตามด้วย infusion 20–50 micrograms/kg/min หากมี ROSC หรือ recurrent ventricular arrhythmia
Magnesium ไม่ใช้เป็น routine แต่พิจารณาใน torsades de pointes หรือ documented
hypomagnesemia
Nonshockable rhythm: PEA/asystole
1.
เริ่ม high-quality CPR
2.
ให้ออกซิเจนและช่วย ventilation
อย่างเหมาะสม
3.
ใส่ IV หรือ IO
4.
ให้ epinephrine โดยเร็วที่สุด
5.
ให้ epinephrine ซ้ำทุก 3–5 นาที
6.
ตรวจ rhythm ทุกประมาณ
2 นาที
7.
ค้นหาและรักษา reversible
causes
ใน nonshockable pediatric cardiac
arrest ควรให้ epinephrine ภายใน 5 นาทีแรกหลังเริ่มกดหน้าอก และควรให้เร็วกว่านั้นหากสามารถทำได้
หาก rhythm เปลี่ยนเป็น VF/pulseless
VT ให้เปลี่ยนไปใช้ shockable rhythm algorithm ทันที
6. Vascular access
สามารถใช้ IV หรือ IO
ระหว่าง pediatric cardiac arrest ได้
- หากหา IV ไม่ได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ควรเสียเวลาหลายนาทีในการแทงซ้ำ
- ให้เปลี่ยนไปใช้ IO access
- หลังให้ยาทาง peripheral IV/IO ให้ flush
ตามด้วยการยก extremity หากเหมาะสม
- ไม่แนะนำ endotracheal drug administration เมื่อสามารถให้ยาทาง
IV/IO ได้
7. Airway และ ventilation
Bag-mask ventilation ที่ทำโดยผู้มีทักษะอาจมีประสิทธิภาพเพียงพอในช่วงแรก
และไม่ควรหยุดกดหน้าอกนานเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ
พิจารณา advanced airway เมื่อ
- bag-mask
ventilation ไม่เพียงพอ
- ต้องช่วยหายใจเป็นเวลานาน
- มีความเสี่ยง aspiration
- จำเป็นต้องควบคุม oxygenation หรือ ventilation
อย่างใกล้ชิด
- ผู้ใส่มีทักษะและสามารถทำโดยรบกวน CPR น้อยที่สุด
อาจเลือกใช้
- Cuffed
endotracheal tube
- Uncuffed
endotracheal tube
- Supraglottic
airway
ปัจจุบัน cuffed ETT สามารถใช้ในทารกและเด็กได้
แต่ต้องเลือกขนาดเหมาะสมและติดตาม cuff pressure โดยทั่วไปไม่ให้สูงเกินประมาณ
20–25 cmH₂O
สูตรประมาณขนาด ETT
- Uncuffed
ETT internal diameter
= 4 + อายุ/4 - Cuffed
ETT internal diameter
= 3.5 + อายุ/4 - ความลึกทางปากโดยประมาณ
= 3 × ETT internal diameter
หรือ 12 + อายุ/2 ซม.
สูตรเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณ ควรใช้ length-based
resuscitation tape และตรวจตำแหน่งจริงเสมอ
การยืนยันตำแหน่ง ETT
ใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่
- เห็นท่อผ่าน vocal cords
- ทรวงอกยกเท่ากัน
- ฟังเสียงหายใจสองข้างและไม่มีเสียงลมเด่นที่กระเพาะ
- continuous
waveform capnography
- ค่า oxygen saturation และการตอบสนองทางคลินิก
- chest
radiograph หลัง ROSC หรือเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย
- lung
ultrasound อาจช่วยยืนยัน ventilation และค้นหา
pneumothorax
หากอาการทรุดลงหลังใส่ท่อ ให้คิดถึง DOPE
- Displacement
- Obstruction
- Pneumothorax
- Equipment
failure
8. Physiologic monitoring ระหว่าง CPR
Invasive blood pressure
หากมี arterial line อยู่แล้ว
สามารถใช้ diastolic blood pressure ช่วยปรับคุณภาพ CPR
โดยเป้าหมายที่สัมพันธ์กับโอกาสรอดชีวิตที่ดีขึ้น ได้แก่
- Infant:
DBP ≥25 mmHg
- Child
≥1
ปี: DBP ≥30 mmHg
หากต่ำกว่าเป้าหมาย ให้ประเมิน
- ความลึกและตำแหน่งของการกดหน้าอก
- chest
recoil
- compression
rate
- intravascular
volume
- reversible
cause
- เวลาและการตอบสนองต่อ epinephrine
End-tidal CO₂
Continuous waveform capnography มีประโยชน์ในการ
- ยืนยันและติดตามตำแหน่ง ETT
- ประเมินแนวโน้ม cardiac output ระหว่าง CPR
- ตรวจพบ ROSC เมื่อ ETCO₂
เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ค่า ETCO₂ ต่ำอาจบ่งชี้ว่าคุณภาพ
CPR หรือ pulmonary blood flow ไม่เพียงพอ
แต่ ไม่ควรใช้ค่า ETCO₂ ค่าเดียวเพื่อพยากรณ์โรคหรือตัดสินใจหยุด
CPR
CPR feedback devices
อุปกรณ์ audiovisual feedback สามารถใช้ช่วยปรับอัตรา ความลึก และ chest recoil ได้
โดยต้องไม่รบกวนการกู้ชีพหรือทำให้ทีมสนใจตัวเลขมากกว่าภาพรวมของผู้ป่วย
9. Reversible causes
ค้นหาและรักษาสาเหตุที่แก้ไขได้ตลอดการกู้ชีพ
โดยใช้ประวัติ เหตุการณ์ก่อน arrest การตรวจร่างกาย bedside
glucose, blood gas, electrolytes, point-of-care ultrasound และข้อมูลจาก
monitor
Hs
- Hypovolemia
- Hypoxia
- Hydrogen
ion excess/acidosis
- Hypo-/hyperkalemia
และ metabolic disorders
- Hypothermia
- Hypoglycemia
ควรตรวจและรักษาหากพบ
แต่ไม่จำเป็นต้องจัดเป็นสาเหตุมาตรฐานในทุก mnemonic
Ts
- Tension
pneumothorax
- Cardiac
tamponade
- Toxins
- Pulmonary
thrombosis
- Coronary
thrombosis
- Trauma
หรือสาเหตุเฉพาะอื่นตามบริบท
POCUS อาจช่วยค้นหา tamponade,
pneumothorax, pulmonary embolism หรือภาวะหัวใจว่างจาก hypovolemia
แต่ต้องทำโดยผู้มีทักษะและต้องไม่ทำให้หยุดกดหน้าอกนานขึ้น
การไม่เห็น cardiac activity จาก ultrasound เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจยุติการกู้ชีพ
10. Special circumstances
Opioid-associated emergency
หากสงสัย opioid poisoning และผู้ป่วยมี pulse แต่หายใจไม่เพียงพอ
- เปิดทางเดินหายใจ
- ช่วย ventilation
- ให้ naloxone
หากเกิด cardiac arrest ให้ทำ
standard CPR และ ventilation ก่อน
การให้ naloxone อาจพิจารณาได้ แต่ต้องไม่ทำให้ CPR,
defibrillation หรือ epinephrine ล่าช้า
Torsades de pointes
พิจารณา magnesium sulfate 25–50 mg/kg
IV/IO โดยขนาดสูงสุด 2 g พร้อมแก้ไข electrolyte
disturbance และหยุดยาที่ทำให้ QT prolongation
Hyperkalemic arrest
ให้การรักษา hyperkalemia พร้อม
standard resuscitation เช่น calcium,
insulin-glucose และวิธีลด potassium อื่นตามความเหมาะสม
โดยไม่หยุด CPR
Pulmonary hypertension
หลีกเลี่ยง hypoxemia, hypercarbia และ acidosis ; เมื่อมี PHT crises (Rt HF) ให้ oxygen และทำ alkalosis induction (hyperventilation
หรือ alkali administration) และให้ pulmonary
vasodilator เช่น inhaled nitric oxide หรือ inhaled
prostacyclin และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ/ECMO team อย่างรวดเร็ว
11. Extracorporeal CPR
อาจพิจารณา ECPR ในเด็กที่เกิด
in-hospital cardiac arrest เมื่อ
- มีสาเหตุที่คาดว่าสามารถแก้ไขได้
- มี underlying cardiac disease หรือ postcardiotomy
arrest
- เริ่ม CPR อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพดี
- มีระบบ ECMO พร้อมใช้งานและสามารถ cannulate
ได้ทันท่วงที
ECPR ไม่ใช่ routine treatment สำหรับ pediatric cardiac arrest ทุกกรณี
และไม่ควรทำให้ high-quality conventional CPR ลดลง
Post–cardiac arrest care
การดูแลหลัง ROSC ต้องดำเนินการแบบเป็นระบบ
เพราะ secondary brain injury, myocardial dysfunction และ recurrent
shock อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง
1. Oxygenation
หลัง ROSC อาจให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูงในช่วงแรกจนวัดค่าได้เชื่อถือได้
จากนั้นปรับ FiO₂ เพื่อหลีกเลี่ยงทั้ง hypoxemia และ hyperoxemia
เป้าหมายทั่วไป
- SpO₂
94–99%
- ไม่จำเป็นต้องคง SpO₂ 100% หากสามารถรักษาระดับ
94–99% ได้
2. Ventilation
ติดตาม continuous ETCO₂
และตรวจ blood gas
- มุ่งรักษา PaCO₂ ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
โดยทั่วไปคือ normocapnia
- หลีกเลี่ยงทั้ง severe hypocapnia และ hypercapnia
- อาจปรับเป้าหมายเฉพาะราย เช่น intracranial hypertension หรือ chronic hypercapnia
ไม่ควรใช้สูตรคาดการณ์ PaCO₂
จาก ETCO₂ โดยไม่ตรวจ blood
gas ในผู้ป่วยที่ hemodynamics ไม่คงที่
3. Hemodynamic support
ติดตาม ECG, blood pressure, urine
output, lactate และ perfusion อย่างต่อเนื่อง
- รักษา systolic และ mean arterial
pressure ให้มากกว่า 10th percentile ตามอายุและเพศ
- หลีกเลี่ยง hypotension อย่างจริงจัง
- ให้ crystalloid เฉพาะเมื่อมีหลักฐานว่า preload
ไม่เพียงพอ และประเมินซ้ำหลังแต่ละ bolus
- ใช้ vasoactive/inotropic drugs ตาม physiology
เช่น epinephrine, norepinephrine, milrinone หรือ dobutamine
- ใช้ echocardiography/POCUS ประเมิน ventricular
function และ volume status เมื่อทำได้
4. Temperature control
ในเด็กที่ยังไม่รู้สึกตัวหลัง ROSC ต้อง
- ติดตาม core temperature ต่อเนื่อง
- ป้องกันและรักษาไข้
- ใช้ active temperature control
ทางเลือกที่ยอมรับได้ ได้แก่
- ควบคุมอุณหภูมิ 32–34°C แล้วตามด้วย 36–37.5°C
หรือ - ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 36–37.5°C
ควรป้องกันไข้ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วันหลัง cardiac arrest และหลีกเลี่ยง rewarming
ที่รวดเร็ว
5. Neurologic care
- ประเมิน neurologic examination ซ้ำเป็นระยะ
- รักษา glucose, oxygenation, ventilation และ perfusion
ให้เหมาะสม
- ทำ continuous หรือ repeated EEG ในผู้ป่วยที่ยังมี encephalopathy
- รักษาทั้ง clinical และ electrographic
seizures
- พิจารณา CT/MRI ตามข้อบ่งชี้และเวลาที่เหมาะสม
ไม่แนะนำ seizure prophylaxis เป็น routine ในผู้ป่วยที่ไม่มี seizure
การพยากรณ์ neurologic outcome ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ clinical examination, EEG,
imaging, biomarkers และแนวโน้มตามเวลา
ไม่ควรใช้ผลตรวจชนิดเดียวหรือประเมินเร็วเกินไป
12. การหยุดการกู้ชีพ
ไม่มีระยะเวลา CPR หรือจำนวน
epinephrine ที่ใช้เป็นเกณฑ์ตายตัวในการยุติการกู้ชีพเด็ก
ข้อความที่ว่า “CPR นานเกิน
20 นาทีหรือได้ epinephrine 2 doses แล้วแทบไม่มีโอกาสรอด”
ไม่ควรนำมาใช้เป็นกฎในการหยุด CPR เพราะเด็กบางราย
โดยเฉพาะผู้ที่เกิด arrest ในโรงพยาบาล มี reversible
cause, hypothermia, toxicologic cause หรือสามารถทำ ECPR อาจรอดชีวิตพร้อมผลลัพธ์ทางระบบประสาทที่ดีได้แม้ CPR เป็นเวลานาน
การตัดสินใจควรพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
- witnessed
หรือ unwitnessed arrest
- no-flow
และ low-flow time
- initial
rhythm
- สาเหตุและโอกาสแก้ไข
- คุณภาพของ CPR
- การตอบสนองของ DBP และ ETCO₂
- โรคประจำตัวและ functional status เดิม
- การเข้าถึง definitive treatment หรือ ECPR
- ความประสงค์และเป้าหมายการรักษาของครอบครัว
- clinical
trajectory ตลอดการกู้ชีพ
ไม่ควรใช้ ETCO₂, ultrasound
cardiac standstill, lactate, pH หรือ duration of CPR เพียงตัวใดตัวหนึ่งเพื่อยุติการกู้ชีพ
13. Family presence during resuscitation
ควรเสนอให้ผู้ปกครองหรือสมาชิกครอบครัวสามารถอยู่ระหว่างการกู้ชีพได้เมื่อ
- ครอบครัวต้องการ
- ไม่รบกวนการรักษา
- มีบุคลากรหนึ่งคนคอยอธิบายเหตุการณ์ ดูแลความปลอดภัย
และให้การสนับสนุน
Family presence ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ของการกู้ชีพแย่ลง
และอาจช่วยลดความรู้สึกไร้อำนาจ ทำให้เข้าใจความรุนแรงของเหตุการณ์
และช่วยกระบวนการ grieving
หากการกู้ชีพไม่สำเร็จ
ควรแจ้งอย่างตรงไปตรงมาและใช้คำว่า “เสียชีวิต” อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความเสียใจ
เปิดโอกาสให้ครอบครัวถามคำถามและกล่าวลา
จุดเน้นจาก PALS 2025
1.
ป้องกัน arrest ด้วยระบบตรวจจับ deterioration และ rapid
response
2.
เน้น ventilation เพราะ pediatric arrest มักเริ่มจาก respiratory
failure หรือ shock
3.
หาก HR <60/min ร่วมกับ poor perfusion แม้ช่วย oxygenation/ventilation
แล้ว ให้เริ่ม CPR
4.
ใช้ two-thumb encircling
technique เป็นหลักในการกดหน้าอกทารกเมื่อมีผู้ช่วยสองคน
5.
Nonshockable arrest ต้องให้ epinephrine
โดยเร็ว โดยเฉพาะภายใน 5 นาทีแรก
6.
Shockable arrest ต้องให้ความสำคัญกับ
early defibrillation และลด peri-shock pause
7.
หลัง advanced airway ช่วยหายใจ 20–30 ครั้ง/นาที
8.
ใช้ DBP และ ETCO₂
ช่วยปรับคุณภาพ CPR แต่ไม่ใช้ค่าใดค่าเดียวตัดสินใจหยุด
9.
หลัง ROSC ให้หลีกเลี่ยง
hypoxemia, hyperoxemia, hypotension, abnormal PaCO₂
และ fever
10.
ไม่มี fixed CPR duration หรือจำนวน epinephrine ที่ใช้เป็นเกณฑ์ตายตัวในการหยุดกู้ชีพ
ตัวชี้วัดคุณภาพของระบบกู้ชีพเด็ก
ควรเก็บและทบทวนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่
- เวลาเริ่ม chest compression
- เวลาให้ first epinephrine ใน nonshockable
arrest
- เวลาและพลังงานของ first shock ใน VF/pulseless
VT
- chest
compression fraction
- compression
rate และ depth
- peri-shock
pause
- ventilation
rate
- DBP และ ETCO₂ ระหว่าง CPR
หากมี
- อัตรา ROSC
- survival
to hospital discharge
- neurologic
outcome
- debriefing
หลังเหตุการณ์และปัจจัยด้านทีม
เป้าหมายของการทบทวนไม่ใช่เพียงว่าทีมจำ algorithm
ได้หรือไม่ แต่รวมถึงการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การแบ่งบทบาท
การเตรียมอุปกรณ์ และการแก้ไขสาเหตุของ arrest อย่างทันท่วงที
เอกสารอ้างอิง
Lasa JJ, Dhillon GS, Duff JP, et al. Part 8: Pediatric
Advanced Life Support: 2025 American Heart Association and American Academy of
Pediatrics Guidelines for Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency
Cardiovascular Care. Circulation. 2025;152(Suppl 2):S479–S537.
doi:10.1161/CIR.0000000000001368.
American Heart Association and American Academy of
Pediatrics. Pediatric Basic Life Support: 2025 Guidelines for Cardiopulmonary
Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care.
หมายเหตุ: Guideline เป็นกรอบการรักษา
การดูแลผู้ป่วยจริงต้องปรับตามอายุ น้ำหนัก สาเหตุของ cardiac arrest ทรัพยากร และ protocol ของแต่ละโรงพยาบาล