วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Caustic Ingestion in Children

Caustic ingestion in children
หลักสำคัญ: ประเมิน airway ก่อนเสมอ; ไม่มีแผลในปากไม่ได้ตัด esophageal injury และการตัดสินใจส่องกล้องต้องพิจารณาทั้งอาการและความกัดกร่อนของสาร

1. กลไกและสารที่เสี่ยง

  • ด่างเข้มข้น เช่น น้ำยาล้างท่อ/ล้างเตา ที่มี sodium หรือ potassium hydroxide → liquefaction necrosis ทำลายเนื้อเยื่อลึก เสี่ยง esophageal necrosis และ perforation โดยเฉพาะ pH >11.5–12.5
  • กรดเข้มข้น เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ กรดแบตเตอรี่ กรดเกลือ → coagulation necrosis; เกิดได้ทั้ง esophageal injury และ gastric injury โดยเฉพาะบริเวณ antrum → gastric outlet obstruction
  • ความรุนแรงขึ้นกับ ชนิด ความเข้มข้น ปริมาณ รูปแบบของสาร และระยะเวลาสัมผัส ไม่ควรใช้ pH เพียงอย่างเดียว
  • Household bleach ความเข้มข้นทั่วไป (≈5% sodium hypochlorite): กินเล็กน้อยมักบาดเจ็บไม่รุนแรง แต่ผลิตภัณฑ์เข้มข้น/อุตสาหกรรมเสี่ยงสูงกว่า
  • Laundry/dishwasher pods: อาจเกิด esophageal injury, aspiration, respiratory distress และ CNS depression
  • สารแข็ง/ผง/เม็ด: ติดเยื่อบุ ทำให้แผลลึกเฉพาะที่และ upper airway injury; อาการทางเดินหายใจอาจช้า 1–2 ชั่วโมง

2. ประเมินเบื้องต้น

ซักชนิดและชื่อผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ/ความเข้มข้น เวลาสัมผัส ปริมาณที่อาจกลืน และ accidental versus intentional ingestion; ขอภาชนะหรือภาพฉลาก และปรึกษาศูนย์พิษวิทยา

ตำแหน่งบาดเจ็บ

อาการที่ต้องค้นหา

Upper airway

เสียงแหบ stridor หอบ retraction

Esophagus

น้ำลายไหล กลืนเจ็บ/กลืนลำบาก ไม่ยอมกิน เจ็บหน้าอก

Stomach

ปวดท้อง อาเจียน hematemesis

Perforation

เจ็บหน้าอก/หลังรุนแรงต่อเนื่องร่วมกับไข้; abdominal guarding, rebound, rigidity; shock

อาการและแผลในช่องปากทำนายความรุนแรงภายในได้ไม่ดี โดยเฉพาะเด็กเล็ก

3. การดูแลใน ER

  • ABC และ close monitoring: หากมี stridor, progressive airway edema หรือ respiratory distress ให้เตรียม definitive airway โดยทีมที่มีประสบการณ์ และประสานวิสัญญี/ENT
  • ผู้ป่วยมีอาการหรือเสี่ยงสูง → NPO, IV access, supportive care และปรึกษา pediatric GI/ศัลยกรรม
  • ห้ามทำให้อาเจียน
  • ห้าม neutralization ด้วยกรดหรือด่าง เพราะปฏิกิริยาอาจสร้างความร้อนและเพิ่มการบาดเจ็บ
  • ไม่ให้ activated charcoal เป็น routine: จับสารเหล่านี้ได้ไม่ดีและบดบังการส่องกล้อง
  • ไม่ให้ดื่มน้ำ/นมปริมาณมากเพื่อเจือจาง: ไม่มีประโยชน์ชัดเจนและเพิ่มอาเจียน/aspiration
  • ห้ามใส่ NG tube แบบ blind

4. การตรวจและข้อบ่งชี้ EGD

  • CXR: เมื่อมี respiratory symptoms หรือสงสัย perforation; มองหา pneumomediastinum, pleural effusion, pneumothorax หรือ free subdiaphragmatic air ไม่จำเป็นเป็น routine ในเด็กไม่มีอาการ
  • Contrast-enhanced CT: พิจารณาเมื่อสงสัย perforation, deep necrosis หรือ vascular complication
  • Upper GI contrast study: ไม่ใช่การตรวจหลักเพื่อประเมิน acute mucosal injury; ถ้าสงสัยรั่วเลือก water-soluble contrast

EGD ควรทำภายใน 24 ชั่วโมง ในเด็กมีอาการ เช่น oral burns, drooling, dysphagia, vomiting, hematemesis, dyspnea หรือปวดท้อง โดยต้อง stabilize ก่อน แนวทาง ESGE/ESPGHAN สนับสนุนการส่องกล้องในเด็กกลุ่มนี้เช่นกัน.

สำหรับ เด็กไม่มีอาการแต่ทราบว่ากินสารกัดกร่อนสูง หรือไม่ทราบความกัดกร่อน พิจารณา EGD แม้ตรวจปากปกติ ส่วนแนวทางยุโรปเปิดให้งด EGD ในเด็กไม่มีอาการและไม่มีแผลปากหากติดตามได้ดี จึงควรตัดสินใจร่วมกับ GI/พิษวิทยาตามผลิตภัณฑ์และความน่าเชื่อถือของประวัติ.

ควรเลื่อน/หลีกเลี่ยง EGD หากยัง hemodynamically unstable, มี severe respiratory distress, severe pharyngolaryngeal edema/necrosis หรือมีหลักฐาน perforation; การส่องกล้องหลังวันที่ 4 เสี่ยง perforation เพิ่มขึ้น

5. Observe และ disposition

กลุ่มผู้ป่วย

แนวทาง

ไม่มีอาการ + สารกัดกร่อนต่ำ + กินเล็กน้อย

Observe หลายชั่วโมง ประเมินซ้ำ และทดลองดื่มเมื่อเหมาะสม; กลับบ้านได้ถ้ายังไม่มีอาการ กลืนปกติ และติดตามได้

ไม่มีอาการ + สารกัดกร่อนสูง/ไม่ทราบชนิดหรือความเข้มข้น

ปรึกษา GI/พิษวิทยาเพื่อพิจารณา EGD และ admission

มีอาการ

Admit, NPO และประเมิน EGD

Airway compromise, shock หรือสงสัย perforation

Resuscitation, ICU และปรึกษาทีมศัลยกรรม/airway เร่งด่วน

 “หลายชั่วโมง” ไม่ได้กำหนดเวลา observe ตายตัว จึงไม่ควรใช้ครบเวลาอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ discharge โดยเฉพาะสารผง/เม็ดหรือสารเข้มข้น

6. Endoscopic grade และการรักษาต่อ

Grade

ลักษณะ

0

เยื่อบุปกติ

1

Edema, hyperemia

2A

Erosion/แผลตื้น ไม่มี deep หรือ circumferential ulcers

2B

Deep focal หรือ circumferential ulcers

3A

Focal necrosis

3B

Extensive necrosis

  • Grade 2B–3: เสี่ยง stricture สูง; พิจารณา feeding tube ภายใต้ direct visualization และวางแผนโภชนาการ
  • PPI: ใช้ในผู้มีอาการประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หลักฐานประสิทธิผลยังจำกัด
  • Antibiotics: ให้เมื่อสงสัย perforation/infection; prophylaxis ใน grade 2B–3 เป็นแนวปฏิบัติของบางศูนย์ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนให้ทุกราย
  • Corticosteroids: ไม่ให้ routine ทุก grade; พิจารณาเฉพาะ grade 2B ที่ไม่มี perforation โดยทีม GI เช่น methylprednisolone 1 g/1.73 m² IV วันละครั้ง × 3 วัน หลักฐานยังไม่แน่นอน และไม่แนะนำสำหรับ grade 1, 2A หรือ 3

7. ภาวะแทรกซ้อนและติดตาม

  • Esophageal stricture: เริ่มเกิดประมาณ 3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มีอาการภายใน 2 เดือน → dysphagia, regurgitation, กินได้น้อยหรือน้ำหนักลด
  • Grade ≥2A: ให้ทำ contrast esophagogram ที่ประมาณ 2–3 สัปดาห์ หรือใช้ close follow-up และตรวจทันทีเมื่อมีอาการตามแผนของ GI
  • Stricture รักษาหลักด้วย endoscopic dilation มักต้องทำซ้ำ; refractory cases อาจใช้ mitomycin C, stent หรือผ่าตัด
  • Gastric outlet obstruction: อาจปรากฏ 3–10 สัปดาห์หลังบาดเจ็บ โดยเฉพาะ gastric burns รุนแรง
  • ระยะยาว: severe caustic esophageal injury เพิ่มความเสี่ยง esophageal squamous cell carcinoma หลังผ่านไปหลายสิบปี; dysphagia ที่เกิดใหม่หรือแย่ลงต้องประเมินทันที

คำแนะนำก่อนกลับบ้าน: กลับมาทันทีเมื่อหอบ เสียงแหบ น้ำลายไหล กลืนลำบาก อาเจียนต่อเนื่อง อาเจียนเป็นเลือด เจ็บหน้าอก ปวดท้องรุนแรง หรือมีไข้

Chronic hepatitis C

Chronic hepatitis C

อาการและธรรมชาติของโรค

ประเด็นสำคัญ: Chronic HCV อาจไม่มีอาการและมี ALT ปกติได้ แม้มีพังผืดหรือตับแข็งแล้ว ความรุนแรงของโรคควรประเมินจากระดับ fibrosis และการทำงานของตับ ไม่ใช่ ALT หรือ viral load เพียงอย่างเดียว

อาการและผลตรวจ

  • ส่วนใหญ่ไม่มีอาการจำเพาะ อาจมีอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ/ข้อ ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคร่วมและไม่สัมพันธ์กับระดับ fibrosis
  • ALT ปกติได้ถึงประมาณหนึ่งในสาม ส่วนที่สูงมักสูงเล็กน้อย; ALT >10 เท่าของค่าปกติพบไม่บ่อย
  • HCV RNA ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของตับอักเสบหรือพังผืด ค่า RNA สูงจึงไม่ได้แปลว่าตับเสียมาก
  • ถ้า ALT เพิ่มมากหรือมีดีซ่านใหม่ ควรหาสาเหตุอื่นร่วม เช่น HAV/HBV, ยาหรือสมุนไพร, ischemic hepatitis และทางเดินน้ำดีอุดตัน ก่อนสรุปว่าเป็น HCV flare

Extrahepatic manifestations ที่ควรนึกถึง

ระบบ

ภาวะที่สัมพันธ์กับ HCV

หลอดเลือด/ภูมิคุ้มกัน

Mixed cryoglobulinemia / cryoglobulinemic vasculitis

ไต

Membranoproliferative glomerulonephritis; อาจพบ proteinuria และ microscopic hematuria

โลหิตวิทยา

Lymphoma, immune-mediated thrombocytopenia

ผิวหนัง

Porphyria cutanea tarda, lichen planus

อื่น ๆ

Thyroiditis/autoantibodies, เบาหวานและ insulin resistance

เกล็ดเลือดต่ำใน HCV อาจเกิดจาก portal hypertension หรือ immune-mediated thrombocytopenia จึงต้องประเมินร่วมกับข้อมูลอื่น

ธรรมชาติของโรคเมื่อยังไม่ได้กำจัดเชื้อ

การดำเนินโรค

ความเสี่ยงโดยประมาณตามเอกสาร

หลังได้รับเชื้อ → chronic infection

50–85%

Chronic infection → cirrhosis

5–30% ภายใน 20–30 ปี

Advanced/bridging fibrosis (F3) → cirrhosis

ประมาณ 10%/ปี ในบาง cohort

Compensated cirrhosis → decompensation

ประมาณ 4%/ปี

Cirrhosis → HCC

ประมาณ 0–3%/ปี ในการศึกษาที่เอกสารอ้าง

ตัวเลขเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก cohort ในอดีต และแปรผันตามประชากร ระดับ fibrosis และโรคร่วม ไม่ควรนำมาใช้พยากรณ์ผู้ป่วยที่รักษาหายด้วย DAA โดยตรง

ปัจจัยที่ทำให้โรคดำเนินเร็ว

  • ระดับ fibrosis และ inflammation ตั้งต้น เป็นตัวทำนายที่สำคัญที่สุด
  • ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะปริมาณมาก
  • อายุสูงขณะได้รับเชื้อ โดยเฉพาะ >40–55 ปี และเพศชาย
  • HIV หรือ HBV coinfection
  • เบาหวาน, insulin resistance, obesity และ hepatic steatosis
  • เคยเกิด hepatic decompensation แล้ว

ความสัมพันธ์กับกาแฟ statin วิตามินดี หรือกัญชาส่วนใหญ่เป็นข้อมูล observational จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุเริ่มการรักษาเพื่อชะลอ HCV โดยเฉพาะ

การรู้จัก cirrhosis และ decompensation

ตับแข็งอาจเกิดอย่างเงียบ ๆ และไม่จำเป็นต้องมีตับโต ผลตรวจที่สนับสนุน ได้แก่ platelet ต่ำ, albumin ต่ำ, bilirubin สูง แต่ไม่มีค่าใดยืนยันได้เพียงอย่างเดียว

ภาวะที่บ่งชี้ decompensation ได้แก่ ascites, variceal bleeding และ hepatic encephalopathy; ดีซ่านใน chronic HCV ควรทำให้นึกถึง advanced liver disease และหาสาเหตุที่กระตุ้นให้ทรุดลง

AFP สูงเล็กน้อยไม่เท่ากับ HCC เพราะอาจสูงจากการอักเสบหรือ cirrhosis ต้องแปลผลร่วมกับ imaging และแนวโน้มค่า AFP

ข้อสรุปในการดูแล

  • ยืนยัน active infection ด้วย HCV RNA และประเมิน fibrosis ด้วยวิธี noninvasive เช่น FIB-4 และ transient elastography พร้อมประเมิน synthetic function และภาวะแทรกซ้อน
  • ควรให้ DAA ในผู้ติดเชื้อเกือบทุกราย แม้ไม่มีอาการหรือ ALT ปกติ ยกเว้นผู้มีอายุคาดการณ์สั้นที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรักษา HCV การปลูกถ่ายตับ หรือการรักษาอื่น.
  • งดแอลกอฮอล์และควบคุม metabolic risk factors
  • หากมี cirrhosis ต้องเฝ้าระวัง HCC ทุก 6 เดือนต่อเนื่องแม้ได้ SVR แล้ว และประเมิน portal hypertension/varices ตามแนวทาง.

กรณีได้รับยากดภูมิ

Steroid อาจทำให้ HCV RNA เพิ่ม แม้ ALT ลดลง; short course ไม่น่ามีผลมากต่อการดำเนินโรคระยะยาว ส่วน chemotherapy โดยเฉพาะ rituximab อาจสัมพันธ์กับ RNA/ALT flare จึงควรติดตาม แต่ต้องแยก drug-induced liver injury และสาเหตุอื่นร่วมด้วย


การคัดกรองและวินิจฉัย

หลักสำคัญ: anti-HCV ใช้คัดกรองการเคยสัมผัสเชื้อ ส่วน HCV RNA ใช้ยืนยันการติดเชื้อปัจจุบัน ผล antibody บวกเพียงอย่างเดียวไม่ยืนยัน chronic HCV และอาจยังบวกหลังรักษาหายแล้ว.

ใครควรตรวจ

  • ผู้ใหญ่ ≥18 ปี อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และ หญิงตั้งครรภ์ทุกการตั้งครรภ์ ตามแนวทาง CDC/AASLD-IDSA; CDC ยกเว้นพื้นที่ที่ความชุก HCV RNA-positive <0.1%
  • ตรวจเมื่อมี ALT/AST ผิดปกติ โรคตับ หรือตับแข็ง แม้เคยตรวจลบมาก่อน
  • ผู้มีประวัติใช้ยาเสพติดชนิดฉีด, HIV, ฟอกเลือด, สัมผัสเลือดจากเข็มตำ หรือได้รับเลือด/อวัยวะในยุคก่อนมีการคัดกรองที่เชื่อถือได้
  • ผู้มี extrahepatic manifestations เช่น mixed cryoglobulinemia, MPGN, porphyria cutanea tarda, lichen planus หรือ thrombocytopenia ที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ขอตรวจควรได้รับการตรวจ แม้ไม่เปิดเผยปัจจัยเสี่ยง.

การตรวจซ้ำเมื่อยังมีความเสี่ยง

กลุ่ม

แนวทาง

ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดต่อเนื่อง, MSM ที่มี HIV/ใช้ PrEP หรือมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อต่อเนื่อง

ตรวจซ้ำประมาณ ทุก 6–12 เดือน ตามระดับความเสี่ยง

Maintenance hemodialysis

ทุก 6 เดือน ตาม KDIGO ที่เอกสารอ้าง

เคยติดเชื้อและหายแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยง

ใช้ HCV RNA ตรวจ reinfection

ตั้งครรภ์และยังใช้ยาเสพติดชนิดฉีด

พิจารณาตรวจซ้ำใกล้คลอด แม้ตรวจช่วงต้นครรภ์แล้ว

วิธีตรวจที่เหมาะสม

สั่ง “anti-HCV with reflex HCV RNA if reactive” เพื่อให้ห้องปฏิบัติการตรวจ RNA ต่อจากตัวอย่างเดิม ลดการเจาะเลือดซ้ำและการขาดติดตาม หาก anti-HCV เป็น equivocal/indeterminate ให้ตรวจ RNA เช่นกัน

กรณี สงสัย acute HCV, สัมผัสเชื้อภายใน 6 เดือน หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง ให้ตรวจ HCV RNA แม้ antibody ลบ โดย RNA มักตรวจพบประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ ขณะที่ antibody มักใช้เวลา 8–11 สัปดาห์และอาจช้ากว่านั้น.

การแปลผล

Anti-HCV

HCV RNA

ความหมายและการดำเนินการ

Negative

ไม่ได้ตรวจ

Chronic HCV ไม่น่าเป็น; ถ้ามี recent exposure/acute hepatitis/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ให้ตรวจ RNA

Positive

Detected

มีการติดเชื้อปัจจุบัน → ประเมินโรคตับและเชื่อมต่อรักษา; ผลครั้งเดียวแยก acute/chronic ไม่ได้

Positive

Not detected

ไม่พบการติดเชื้อปัจจุบัน โดยทั่วไปเป็นการติดเชื้อเดิมที่หายแล้ว หรือ antibody false positive

Negative

Detected

สนับสนุน acute infection ใน window period หรือการไม่สร้าง antibody ในผู้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

กรณี Ab positive/RNA negative ส่วนใหญ่ไม่ต้องตรวจเพิ่มเติม แต่ควรตรวจ RNA ซ้ำเมื่อมี recent exposure, อาการเข้าได้กับ hepatitis, ความเสี่ยงต่อเนื่อง หรือสงสัยปัญหาตัวอย่างตรวจ หากต้องการแยก past infection จาก false-positive antibody อาจใช้ antibody assay คนละชนิด โดยผลไม่ได้แยกได้เด็ดขาดเสมอ

ข้อควรระวังในการอ่านผลแล็บ

  • “RNA detected, below lower limit of quantification” ยังหมายถึงตรวจพบเชื้อ ไม่เท่ากับ “not detected”
  • ควรใช้ RNA assay ที่มี detection limit ≤25 IU/mL
  • ไม่ต้องติดตาม viral load เป็นระยะเพื่อพยากรณ์โรค ในผู้ป่วย chronic HCV ที่ยังไม่ได้รักษา เพราะไม่สะท้อนความรุนแรงของ fibrosis
  • Rapid anti-HCV test ยังเป็นเพียงการคัดกรอง ต้องยืนยัน active infection ด้วย RNA
  • HCV core antigen เป็นทางเลือกเมื่อ RNA เข้าไม่ถึง แต่ไวต่ำกว่า โดยเฉพาะ viral load ต่ำ; ถ้า antigen ลบแต่ยังสงสัย ให้ตรวจ RNA.
  • Occult HCV ที่พบ RNA ในเซลล์/เนื้อตับแต่ไม่พบใน serum มีความสำคัญทางคลินิกไม่ชัดเจน ไม่ใช่การตรวจที่ทำเป็นกิจวัตร

เมื่อตรวจพบ HCV RNA

ประเมินระดับ fibrosis/cirrhosis และการทำงานของตับ พร้อมจัดระบบเข้าสู่การรักษา DAA ได้แก่ CBC/platelet, hepatic panel, renal function, INR ตามบริบท และ noninvasive fibrosis assessment ตรวจ HBV/HIV และพิจารณาวัคซีน HAV/HBV หากยังไม่มีภูมิ

ทารกที่เกิดจากมารดามี HCV: CDC แนะนำ HCV RNA NAT อายุ 2–6 เดือน; ไม่ใช้ antibody ในวัยทารกเพื่อยืนยัน เพราะอาจเป็น antibody จากมารดา.


การดูแล Chronic hepatitis C

DAA (Direct-acting antiviral) เป็นการรักษาหลัก ควรประเมินเพื่อรักษาผู้ที่ตรวจพบ HCV RNA ทุกราย เป้าหมายคือ SVR12 (sustained virological response at 12 wk): HCV RNA ไม่พบ ≥12 สัปดาห์หลังจบยา ซึ่งถือว่ารักษาหาย ช่วยลดการเสียชีวิต ภาวะแทรกซ้อนของตับ และ HCC แต่ไม่ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ.

ก่อนเริ่มรักษา

  • ประเมิน fibrosis/cirrhosis และประวัติ decompensation ได้แก่ ascites, variceal bleeding และ hepatic encephalopathy
  • ตรวจ CBC/platelet, hepatic panel, renal function และ INR ตามบริบท พร้อมประเมิน fibrosis ด้วย FIB-4/transient elastography
  • ทบทวนการรักษา HCV เดิม ยาประจำ ยาซื้อเอง และสมุนไพร เพื่อเลือกสูตรและตรวจ drug interactions
  • ตรวจ HIV และ HBV: HBsAg, anti-HBc, anti-HBs เพราะอาจเกิด HBV reactivation ระหว่างหรือหลัง DAA
  • ประเมิน extrahepatic manifestations เช่น cryoglobulinemia และ HCV-associated kidney disease

ผู้ที่ยังใช้ยาเสพติดชนิดฉีดสามารถรับ DAA ได้ ควรจัดการรักษาที่เข้าถึงง่าย ร่วมกับ harm reduction และการรักษา substance use disorder

การดูแลทั่วไปและการใช้ยา

ประเด็น

แนวทาง

แอลกอฮอล์

แนะนำ งดทั้งหมด

Metabolic risks

ลดน้ำหนักเมื่ออ้วน ควบคุมเบาหวาน/insulin resistance และเลิกบุหรี่

Paracetamol

Chronic HCV ที่ตับทำงานปกติไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง; แนะนำ ไม่เกิน 2 g/วัน รวมทุกผลิตภัณฑ์

NSAIDs

หลีกเลี่ยงใน advanced liver disease/cirrhosis โดยเฉพาะมี ascites หรือเสี่ยงไตเสีย/เลือดออก

Statins

ใช้ได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ใน stable/compensated liver disease แต่ต้องตรวจ interaction กับ DAA

วัคซีน

HAV/HBV หากไม่มีภูมิ และ pneumococcal ตามข้อบ่งชี้ของ chronic liver disease

อ่อนเพลีย

ประเมินโรคร่วม เช่น depression และ sleep disorder; อาจดีขึ้นหลังรักษาหาย

กาแฟ 2–3 ถ้วย/วันสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของตับที่ดีขึ้นในงาน observational แต่ไม่ทดแทนการรักษา HCV

ข้อควรระวังในการเลือก DAA

ห้ามใช้สูตรที่มี NS3 protease inhibitor เช่น glecaprevir, grazoprevir หรือ voxilaprevir ในผู้มี current/prior decompensated liver disease หรือ Child-Pugh ≥7 ให้ผู้เชี่ยวชาญเลือกสูตรรักษา.

ระหว่างรักษา

  • เน้น adherence อาการไม่พึงประสงค์ และยาที่เริ่มใหม่; ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ simplified treatment สามารถใช้ minimal monitoring ได้
  • ไม่ต้องตรวจ HCV RNA ระหว่างรักษาหรือวันจบยาเป็นกิจวัตร การยังตรวจพบ RNA ระดับต่ำช่วงดังกล่าวไม่ยืนยัน treatment failure
  • ผู้ใช้ยาลดน้ำตาล: เฝ้าระวัง hypoglycemia และปรับยาเมื่อจำเป็น
  • ผู้ใช้ warfarin: ติดตาม INR เพราะขนาดยาที่ต้องการอาจเปลี่ยน
  • ผู้มี cirrhosis: เฝ้าระวังดีซ่าน ascites encephalopathy และการทำงานของตับแย่ลง

การป้องกัน HBV reactivation

สถานะ HBV

แนวทาง

HBsAg positive

ตรวจ baseline HBV DNA; หากเข้าเกณฑ์รักษา HBV ให้เริ่มยาก่อนหรือพร้อม DAA

HBsAg positive แต่ DNA ต่ำ/ไม่พบและยังไม่เข้าเกณฑ์รักษา

เลือก HBV prophylaxis จนถึง 12 สัปดาห์หลังจบ DAA หรือ ติดตาม HBV DNA ทุกประมาณ 4 สัปดาห์

เลือกติดตามแล้ว DNA เพิ่ม

เริ่มยา HBV หาก เพิ่ม >10 เท่าจาก baseline หรือ >1,000 IU/mL เมื่อเดิมตรวจไม่พบ/วัดปริมาณไม่ได้

HBsAg negative / anti-HBc positive

ไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA เป็นกิจวัตรทุกราย แต่ถ้า ALT เพิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่าง/หลัง DAA ให้พิจารณา HBV reactivation

หากจำเป็นต้องใช้ ribavirin

เฝ้าระวัง hemolytic anemia และปรับขนาดตาม Hb/โรคหัวใจ; ยามีความเสี่ยงต่อทารก ต้องจัดการคุมกำเนิดและตรวจการตั้งครรภ์ตามฉลากยาและแนวทาง ให้คุมกำเนิดระหว่างรักษาและ 6 เดือนหลังหยุดยา ทั้งผู้หญิงที่ใช้ยาและคู่ของผู้ชายที่ใช้ยา

หลังจบการรักษา

ผลและสถานะตับ

การติดตาม

SVR และไม่มี cirrhosis/โรคตับอื่น

โดยทั่วไปไม่ต้องติดตามเฉพาะ HCV

ยังมีความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ

ตรวจ HCV RNA อย่างน้อยปีละครั้ง และเมื่อมี liver tests ผิดปกติ; ไม่ใช้ anti-HCV

มี cirrhosis แม้ได้ SVR

เฝ้าระวัง HCC ทุก 6 เดือน และติดตาม portal hypertension/varices ต่อเนื่อง

ไม่ได้ SVR

ประเมิน relapse/reinfection และส่งต่อเพื่อ retreatment

ALT ยังผิดปกติหลัง SVR

หาสาเหตุอื่นของโรคตับ