วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Posttraumatic Stress Disorder in pediatric

PTSD ในเด็กและวัยรุ่น (Posttraumatic Stress Disorder)

1) ภาพรวม (INTRODUCTION)

  • PTSD เป็นความผิดปกติทางจิตเวชที่เกิดตามหลังการเผชิญ traumatic event (เหตุการณ์ที่มีการคุกคาม/เกิดอันตรายรุนแรงต่อชีวิต/ร่างกายตนเองหรือผู้อื่น เช่น interpersonal violence, อุบัติเหตุ, ภัยพิบัติ, การบาดเจ็บ)
  • แม้เด็กจำนวนมากจะเจอ trauma ก่อนโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ มีเพียงส่วนน้อย ที่พัฒนาเป็น PTSD
  • อาการหลักประกอบด้วย 4 กลุ่ม (symptom clusters)

1.       Intrusion

2.       Avoidance

3.       Negative alterations in cognition & mood

4.       Hyperarousal/alterations in arousal & reactivity

  • ผลกระทบสำคัญ: comorbidity (anxiety, depression, substance use), self-harm/suicidality, impairment ด้านการเรียน/สังคม, และมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต (เช่น cardiovascular disease)

2) ระบาดวิทยา (EPIDEMIOLOGY)

Trauma exposure

  • อัตราการเจอ trauma ในเด็ก/วัยรุ่น “สูงแต่แปรผันตามประเทศ/บริบท”
  • รูปแบบความเสี่ยง:
    • เพศชายเจอ physical violence มากกว่า; เพศหญิงเจอ sexual violence มากกว่า
    • วัยเล็ก: physical abuse โดย caregiver, witness domestic violence, kidnapping
    • วัยรุ่น: car accidents, rape/sexual assault, physical assault นอกครอบครัว, การนอน รพ. จาก injury, unexpected death ของคนใกล้ชิด
  • ปัจจัยครอบครัว/สังคม:
    • ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แท้ทั้งสองคน เสี่ยง trauma โดยเฉพาะ interpersonal violence
    • อยู่ในเมือง/บริบทความรุนแรง/สงคราม/ผู้ลี้ภัย เสี่ยงสูงมาก

อุบัติการณ์ PTSD หลังเจอ trauma (Subsequent PTSD)

  • หลัง trauma เด็กบางส่วนจะเป็น PTSD; มีรายงานตั้งแต่ ~8–10% ในบางการศึกษาประเทศรายได้สูง ไปจนสูงกว่านั้นตามชนิด trauma/บริบท
  • polytrauma (เจอหลายเหตุการณ์) เพิ่มความเสี่ยงชัดเจน

3) ปัจจัยเสี่ยง (RISK FACTORS) — จำแนกเป็น 4 กลุ่ม

A) Trauma characteristics

  • เหตุการณ์ที่มี life threat สูง เสี่ยง PTSD สูง
  • interpersonal violence (rape/sexual assault/physical abuse) เสี่ยงสูงที่สุด (บางการศึกษารายงานสูงมาก)
  • war/armed conflict, displacement/refugee, child soldiers อัตรา PTSD สูงมากในหลายการศึกษา
  • จำนวน trauma มากขึ้น เสี่ยงมากขึ้น (sensitization)

B) Child characteristics

  • female เสี่ยง PTSD สูงกว่า male (ประมาณ 2–3 เท่าในหลายข้อมูล)
  • มี ประวัติ mental disorders มาก่อน (โดยเฉพาะ anxiety/mood disorders) เสี่ยงสูง
  • disruptive behavior disorders (เช่น ADHD/ODD/conduct) เสี่ยง trauma ซ้ำ/ความรุนแรง/อุบัติเหตุ
  • alcohol/drug use (วัยรุ่น) เสี่ยง interpersonal violence เพิ่ม

C) Family & social context

  • family functioning ไม่ดี เสี่ยง PTSD มากขึ้น
  • parent/caregiver psychopathology หลังเหตุการณ์ (PTSD/depression/anxiety) มีความสัมพันธ์กับอาการของเด็ก
  • social support สูง (พ่อแม่ ครู เพื่อน) protective factor

D) Responses to trauma (ตัว “คงไฟ” ให้ PTSD)

  • anger สูง, rumination/catastrophizing, negative appraisals, avoidance/suppression
  • dissociation ระหว่าง/หลังเหตุการณ์
  • ตัวชี้วัดทางกายบางอย่าง เช่น heart rate สูงใน ER หลัง injury รุนแรง (เป็น marker ของความเสี่ยงในบางงาน)

4) พยาธิกำเนิด (PATHOGENESIS) — แบบจำลองที่ใช้อธิบายบ่อย

  • มักอธิบายด้วย fear conditioning + failure of extinction/inhibition
    • cue ต่าง ๆ (กลิ่น เสียง สถานที่ คน) ถูกจับคู่กับความกลัว/ตื่นตัวในเหตุการณ์
    • คนส่วนใหญ่ลดปฏิกิริยาลงด้วย extinction learning
    • ใน PTSD “ความทรงจำความกลัวเดิมครอบงำ” และ extinction memory อ่อน/ยับยั้งไม่อยู่
  • หลักฐานจาก adult neuroimaging: เกี่ยวข้องกับวงจร amygdala, hippocampus, ACC, vmPFC
    • แนวโน้ม: amygdala hyperreactive, vmPFC/rostral ACC hypoactive ต่อ threat, hippocampal volume ลด
  • งานในเด็กมีน้อย แต่พบทิศทางคล้ายผู้ใหญ่ (vmPFC/hippocampus volume ลด, connectivity เปลี่ยน)

ใช้เป็น “กรอบคิด” มากกว่าเป็นเครื่องมือวินิจฉัย เพราะ pathophysiology ที่แท้ยังไม่สรุปแน่ชัด


5) อาการทางคลินิก (CLINICAL FEATURES) — แยกตาม 4 clusters

1) Intrusion (hallmark)

  • intrusive memories/thoughts ที่ ไม่สมัครใจ ควบคุมไม่ได้
  • triggered by trauma cues
  • เด็กเล็กอาจแสดงเป็น repetitive play/reenactment ธีมของ trauma
  • nightmares: ในเด็กมักเป็นฝันร้าย “น่ากลัว” แต่ ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหา trauma ชัด
  • physiologic reactivity/psychological distress เมื่อเจอ reminders (internal/external)

2) Avoidance

  • หลีกเลี่ยง internal reminders (thoughts/feelings/memories)
  • หลีกเลี่ยง external reminders (คน สถานที่ กิจกรรม วัตถุ สถานการณ์)
  • เด็กเล็กอาจเห็นเป็น restricted play / exploration ลดลง

3) Negative alterations in cognition & mood

  • negative emotions เพิ่ม (fear/anger/guilt/shame), positive emotions ลด
  • diminished interest, detachment/estrangement
  • negative beliefs (“โลกไม่ปลอดภัย”, “ไว้ใจใครไม่ได้”, “ฉันเสียหาย/ไม่ดี”)
  • distorted blame (โทษตนเอง/คนใกล้ชิด)

4) Hyperarousal / alterations in arousal & reactivity

  • irritability/anger outbursts/aggression (เด็กเล็ก: tantrums รุนแรง)
  • exaggerated startle, hypervigilance, concentration problems
  • risk-taking เพิ่ม (เด่นในวัยรุ่น)
  • sleep disturbance + separation anxiety ในเด็กเล็กบางราย

6) การดำเนินโรค (COURSE / PROGNOSIS)

  • course แปรผัน: เด็ก/วัยรุ่นจำนวนมาก ฟื้นตัวได้ แต่ราว ประมาณ 1/3 อาจเรื้อรังหลายปีในบางข้อมูล
  • ปัจจัยพยากรณ์ “เรื้อรัง/หายช้า” ที่พบในงานติดตาม:
    • เจอ traumatic events เพิ่มเติมหลังเริ่มมี PTSD
    • avoidance เด่นมาก
    • เกิด comorbidity เพิ่ม (anxiety, somatoform ฯลฯ)
    • ปัจจัยสังคม เช่น poverty
    • comorbid bipolar disorder (ในบางข้อมูล)

7) การประเมิน (ASSESSMENT) — จุดที่ต้อง “จับให้ได้”

เป้าหมาย: แยก PTSD ออกจากปัญหาอื่น โดยยึดอาการที่ link กับ trauma ชัดที่สุด

  • เน้นถาม/สังเกต:
    • intrusion (intrusive memories, nightmares, cue reactivity, reenactment play)
    • avoidance (internal/external)
    • hypervigilance/startle/sleep
  • ระวัง: เด็กมักเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ (avoidance) ต้องประเมินอย่างละเอียดและ “อ่อนโยน”
  • เด็กเล็ก: มักต้องพึ่ง caregiver ให้ข้อมูลและสังเกตพฤติกรรม
  • วัยรุ่น: ประเมินแบบ sensitive และให้ความเป็นส่วนตัวเหมาะสม

ต้องทำเพิ่มเสมอ

  • suicide risk assessment
  • screen/ประเมิน comorbidity: anxiety, depression, externalizing, substance use (วัยรุ่น)

เครื่องมือประเมินที่ใช้บ่อย

  • UCLA PTSD Reaction Index for Children and Adolescents (PTSD-RI): ใช้ได้ทั้ง self-report หรือ interview; ประเมิน trauma exposure + DSM symptoms + impairment; ให้ severity score/ช่วยวินิจฉัย
  • Clinician-Administered PTSD Scale for Children and Adolescents (CAPS-CA5): structured interview (อายุ >7 ปี), ให้ severity จาก frequency+intensity และช่วยวินิจฉัย

8) การวินิจฉัย (DIAGNOSIS) + เกณฑ์ DSM-5-TR แบบใช้งานจริง

หลักใหญ่

  • ต้องมีอาการครบตาม cluster และ
  • เป็น “การเปลี่ยนแปลงจากก่อนเกิดเหตุ” + มี distress/functional impairment + duration > 1 เดือน + ไม่อธิบายด้วย substance/medical condition

เด็กอายุ 6 ปี

  • A: exposure ต่อ death/serious injury/sexual violence (direct/witness/learned violent-accidental death ของ close)
  • B: intrusion 1
  • C: avoidance 1
  • D: negative cognitions/mood 2
  • E: arousal/reactivity 2
  • F: duration >1 month
  • G: distress/impairment
  • H: not substance/medical

เด็กอายุ <6 ปี

  • เกณฑ์ “threshold ต่ำกว่า” และรูปแบบอาการต่างจากผู้ใหญ่
  • B: intrusion 1
  • C: (avoidance OR negative alterations) รวมกันให้มี 1
  • D: arousal/reactivity 2
  • duration/impairment/ไม่ใช่ substance/medical เช่นเดียวกัน

Specifiers

  • With dissociative symptoms: depersonalization หรือ derealization (ไม่ใช่จาก substance/โรคกาย เช่น seizure)
  • With delayed expression: ยังไม่ครบ criteria จน 6 เดือนหลังเหตุ (แม้อาการบางส่วนเริ่มก่อน)

“Red flags” ที่ควรรีบจัดการ/ส่งต่อ

  • suicidal ideation/plan/attempt, self-harm รุนแรง
  • psychosis, severe dissociation ที่กระทบความปลอดภัย
  • severe functional impairment (ไม่ไปโรงเรียน, aggressive/risk-taking สูง)
  • substance use disorder ร่วม + ความเสี่ยงอันตราย
  • ongoing trauma/unsafe environment (ต้องประสาน safeguarding/social services ตามบริบท)

การเลือกการรักษาและการติดตาม

1) แนวคิดหลัก (INTRODUCTION / Core principles)

  • First-line สำหรับส่วนใหญ่ = trauma-focused psychotherapy โดยเฉพาะ TF-CBT (trauma-focused cognitive-behavioral therapy)
    เหตุผล: หลักฐานประสิทธิผลของ trauma-focused therapies ดีกว่า และ ยามีหลักฐานจำกัดในเด็ก
  • PTSD ในเด็กอาจพบได้ตั้งแต่อายุน้อยมาก (แม้ช่วง 1–2 ปี) และก่อ impairment ด้านสังคม/โรงเรียน/ความสัมพันธ์
  • ผลตามมา: เสี่ยง comorbidity (anxiety, depression ฯลฯ), suicide risk, functional impairment และความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต

2) Initial treatment (เริ่มต้นรักษาอย่างไร)

A) Trauma-focused psychotherapy: First line สำหรับส่วนใหญ่

  • เลือก TF-CBT/trauma-focused therapy เป็นหลัก มากกว่า non-trauma-focused psychotherapy หรือยา

B) Pharmacologic management: ใช้เมื่ออาการรุนแรง

ใช้ยาเป็น “ทางเลือกเริ่มต้น” เมื่อ

  • อาการรุนแรงจน ทำ TF-CBT ไม่ได้/เริ่มไม่ได้
  • ต้องการ immediate stabilization
  • ถ้าความปลอดภัยดูแลที่บ้านไม่ได้ ทำร่วมกับ caregiver และ พิจารณา hospitalization

จุดสำคัญ: ในเด็ก/วัยรุ่น SSRIs ไม่ได้แสดงประสิทธิผลชัดเจนต่อ core PTSD symptoms (ต่างจากผู้ใหญ่) จาก RCTs หลายงาน (เช่น sertraline vs placebo ผลลดอาการใกล้เคียงกัน)


3) เมื่อทำ TF-CBT แล้วอาการยังคงอยู่: แนวทาง “augment” ตามกลุ่มอาการ

แนวคิด: ใช้ยาเป็น augmentation เมื่อมีอาการจำเพาะที่ “ขัดขวางการฟื้นตัว/ขัดขวางการทำบำบัด”

3.1 Sleep disruption / dyssomnia (นอนไม่หลับ/ฝันร้าย/ตื่นบ่อย)

ตัวเลือกที่ชอบ: prazosin (alpha1 adrenergic antagonist)
เหตุผลเชิงคลินิก: ปรับ sleep ดีขึ้น daytime functioning ดีขึ้น ลดอาการกลางวัน + เข้าร่วม TF-CBT ได้ดีขึ้น

การเริ่มและไตเตรต (แนวทางใช้งานจริง)

  • เริ่ม prazosin 1 mg ก่อนนอน ~30 นาที (ระวัง first-dose hypotension)
  • เพิ่ม ครั้งละ 1 mg ทุก 3–4 วัน ใน 2 สัปดาห์แรก
    ประเมินซ้ำเมื่อถึง 2–3 mg
  • เด็ก <6 ปี หรือมี adverse effects (เช่น nausea, dizziness): เริ่ม 0.5 mg และ เพิ่มแบบรายสัปดาห์ (ช้าลงช่วยลด orthostatic symptoms)
  • เป้าหมาย: ลด nightmares + คุณภาพการนอนดีขึ้น โดยมากตอบสนองที่ 2–5 mg qHS
    (บางราย โดยเฉพาะวัยรุ่น อาจต้อง >5 mg)
  • Monitoring: วัด BP/HR นั่ง-ยืน ที่ baseline และทุก follow-up
  • ถ้ามี morning dizziness/orthostasis: ให้ยา เร็วขึ้น 30–60 นาที ในตอนเย็น
    ถ้ายังเป็น ลดขนาด ครั้งละ 1 mg จนทนได้

ถ้า prazosin ไม่ตอบสนอง/ทนไม่ได้

  • ใช้ alpha2 adrenergic agonist: clonidine หรือ guanfacine (ดูหัวข้อถัดไป)

หมายเหตุ: ในผู้ใหญ่ prazosin มักใช้ขนาดสูงกว่า (เช่น 10–15 mg qHS) แต่ในเด็กมักตอบสนองที่ขนาดต่ำกว่า


3.2 Hyperarousal / intrusive recollections / reactive behaviors (เช่น aggression, outbursts)

ถ้ายังมีอาการกลางวันที่กระทบการทำหน้าที่ แม้ทำ TF-CBT และแก้ sleep แล้ว
ตัวเลือกที่ชอบ: noradrenergic modulators = clonidine หรือ guanfacine

  • หลีกเลี่ยงการใช้ noradrenergic modulators หลายตัวพร้อมกัน ในคนไข้รายเดียว
  • adverse effects ที่พบบ่อย: sedation, dry mouth

Guanfacine (extended release)

  • เริ่ม 1 mg qHS
  • เพิ่ม ครั้งละ 1 mg ทุกสัปดาห์ จนได้ผล
  • target dose โดยน้ำหนัก: 0.08–0.12 mg/kg/day

Clonidine

  • เริ่ม 0.05–0.1 mg qHS
  • เพิ่ม 0.05–0.1 mg ทุก 3 คืน
  • max โดยแนวทางนี้ 0.2–0.5 mg/day

3.3 PTSD + co-occurring anxiety/depression

หาก anxiety/depression

  • ไม่ดีขึ้นด้วย TF-CBT, หรือ
  • เป็นมาก่อน trauma อย่างชัดเจน (predates trauma)

augment TF-CBT ด้วย SSRI (เลือก SSRI เพราะมีหลักฐานดีใน pediatric depression/anxiety โดยรวม แม้ไม่เด่นต่อ core PTSD)


4) Subsequent management (การติดตามผลและการจัดการระยะต่อมา)

4.1 Monitoring treatment response

ใช้แบบประเมินซ้ำเป็นระยะ (pretreatment และหลังแต่ละ phase)

  • Primary care: Pediatric Traumatic Stress Screening Tool (ดัดแปลงจาก UCLA PTSD Reaction Index Brief Screen)
  • Mental health setting: UCLA PTSD Reaction Index (full)
  • ตัวเลือกอื่น: Child PTSD Symptom Scale, Child and Adolescent Trauma Screen-2 (อายุ 7–17 ปี)
  • เด็กเล็ก <7 ปี: Young Child PTSD Checklist (parent-report)

นิยาม response (แนวทางใช้งาน)

  • อาการลดลงอย่างมีนัย (เช่น severemild) ตาม norm ของเครื่องมือ หรือ
  • คะแนนลดลง >40%

4.2 ถ้าตอบสนองดี (robust response)

  • เน้นการใช้ทักษะจาก therapy ต่อเนื่อง + booster sessions เมื่อมี trigger/อาการกลับ
  • การหยุดยา:
    • โดยทั่วไป taper ช้า 3–4 เดือน ช่วงท้าย/ระหว่าง trauma therapy (ยาส่วนใหญ่)
    • prazosin มักหยุดได้โดยไม่ต้อง taper (แต่บางครอบครัวอาจอยากลดช้า)
    • ถ้าเป็น SSRI เพื่อ comorbid anxiety/depression และได้ผลดี: มักให้ต่ออย่างน้อย 9–12 เดือน

4.3 ถ้าตอบสนองน้อย/ไม่ตอบสนอง (limited/minimal response)

ทำเป็นลำดับขั้น:

1.       Confirm diagnosis + ประเมิน/รักษา comorbidity

o   depression, GAD, substance use disorder, OCD ฯลฯ

o   ยังไม่ถือว่า “PTSD ดื้อการรักษา” จนกว่าจะจัดการ comorbidity ได้เหมาะสม

2.       มองหา ongoing trauma / environmental stressors

o   trauma เกิดซ้ำระหว่างรักษา อาการคงอยู่ได้แม้รักษาถูกต้อง

o   ทำงานร่วม caregiver เพื่อเสริม safety plan, แยก “real danger” vs “trauma reminders”, ลด secondary adversities (placement change, legal/family crises ฯลฯ)

3.       Optimize psychotherapy

o   ตรวจ treatment fidelity (training/supervision/ทำองค์ประกอบหลักครบไหม)

o   ทบทวน triggers/trauma reminders และฝึก coping แบบ in-session

4.       Tailor psychotherapy ตามอาการเด่น

o   hyperarousal/irritability/sleep: เพิ่ม parenting skills + behavioral regulation skills

o   re-experiencing/avoidance/fear: เน้น trauma narrative + cognitive processing + emotional expression

5.       Switch to another trauma-focused therapy ที่มีหลักฐาน หากยังไม่ดีขึ้น
(เช่น จาก group individual TF-CBT)


5) ประเด็น “Complex PTSD” (เมื่อหายช้า/ตอบสนองไม่ดี)

  • หากตอบสนองช้า/ล่าช้า อาจคิดถึง complex PTSD
    • ไม่อยู่ใน DSM-5-TR แต่มีใน ICD-11
    • มักมีประวัติ chronic trauma + มีปัญหาเด่นด้าน
      affective dysregulation, negative self-concept, interpersonal disturbances
  • แนวทาง: มักต้อง lengthier treatment และ initial stabilization phase ยาวขึ้น

6) Medication options ที่ “ยังไม่ใช้” จนกว่าขั้นตอนข้างต้นล้มเหลว

  • หลักฐานจำกัด: SNRIs, TCAs, beta-blockers, antiseizure meds, D-cycloserine, glutamate modulators ฯลฯ
  • Second-generation antipsychotics: โดยทั่วไป “ไม่แนะนำ” ใน PTSD เด็ก/วัยรุ่น
    เพราะข้อมูลจำกัด + adverse effects สูง (weight gain, insulin resistance, dyslipidemia, EPS) และเด็กที่มี trauma เดิมก็เสี่ยงปัญหาสุขภาพเรื้อรังอยู่แล้ว

Trauma-focused psychotherapy

1) หลักการเลือกการรักษา: Trauma-focused psychotherapy = ตัวเลือกแรก

Trauma-focused psychotherapy as preferred treatment

  • สำหรับเด็ก/วัยรุ่นส่วนใหญ่ที่เป็น PTSD หรือมี PTSD symptoms เด่น
    แนะนำ first-line = trauma-focused psychotherapy โดยเฉพาะ TF-CBT (trauma-focused cognitive-behavioral therapy)
  • ข้อยกเว้น/สถานการณ์ที่ต้อง “จัดการก่อน”:
    • อาการรุนแรงต้อง stabilize ทันที (เช่น suicidality, psychosis) มักต้องพึ่งการรักษาทางยา/การดูแลความปลอดภัยก่อน
    • มี co-occurring anxiety/depression มักใช้ combined treatment (TF-CBT + medication สำหรับโรคร่วม)

เป้าหมายของ trauma-focused psychotherapy

  • แก้ cognitive distortions + ลดอาการ PTSD ด้วย exposure ต่อ trauma reminders (อย่างเป็นระบบ)
  • ลดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง (avoidance) ที่ทำให้อาการ “คงอยู่”
  • ในเด็กเล็ก เน้นการ “ซ่อมความรู้สึกปลอดภัยและความไว้วางใจ” ใน caregiver ผ่านการเสริม child–parent relationship, การสื่อสาร, parenting skills และ safety

รูปแบบ/สถานที่

  • ทำได้ทั้ง individual หรือ group
  • ทำได้ในคลินิก โรงเรียน หรือสถานที่รวมกลุ่ม (group home ฯลฯ)
  • เลือกตาม: availability, preference, ความรุนแรง/ซับซ้อนของอาการ, ความจำเป็นของ caregiver involvement, ชนิด trauma และบริบทระบบ/กฎหมาย

2) Individual trauma-focused psychotherapy (แนวทางหลัก)

เมื่อไหร่ “มักเลือก individual” มากกว่า group

  • อาการ รุนแรง, มี comorbidity มาก, ทำกลุ่มยาก, หรือจำเป็นต้องให้ caregiver involvement สูง
  • กรณีที่ trauma หลักเป็น child abuse / domestic violence โดยเฉพาะถ้ากลุ่มอยู่ในโรงเรียน (เพราะประเด็นระบบ/กฎหมาย/ความปลอดภัย)

อายุ 7 ปี: เลือก TF-CBT เป็นหลัก

  • TF-CBT เป็นวิธีที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดในงานทดลองและ meta-analyses สำหรับ pediatric PTSD

3) TF-CBT แบบใช้งานจริง (Administering TF-CBT)

โครงสร้าง

  • เป็น parallel child + parent model (ทำงานคู่ขนานเด็กและ caregiver)
  • โดยทั่วไป สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ ~60 นาที
  • จำนวนครั้งประมาณ 12–25 sessions
    • noncomplex: มัก 12–16
    • complex PTSD/หลายเหตุการณ์/ปัญหามาก: มัก 16–25

3 ระยะ + องค์ประกอบสำคัญ

(1) Stabilization phase

  • Psychoeducation: เชื่อม trauma trauma reminders symptoms
  • Caregiver skills: parenting strategies (เช่น praise, selective attention), เข้าใจผลของ trauma ต่อพฤติกรรม
  • Relaxation: breathing, PMR, exercise, visualization
  • Affect modulation: การสื่อสารอารมณ์, ขอความช่วยเหลือ, distraction ที่เหมาะสม, problem solving
  • Cognitive processing (เบื้องต้น): เชื่อม thought–feeling–behavior สร้างความคิดที่แม่นยำขึ้น

(2) Trauma narration & processing

  • สร้าง trauma narrative (รายละเอียดตามวัย/ความพร้อม) และทำ cognitive processing
  • therapist แชร์สาระสำคัญกับ caregiver อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยสนับสนุนเด็ก

(3) Integration & consolidation

  • In-vivo mastery: ฝึกเผชิญ trauma reminders จริงแบบค่อยเป็นค่อยไป + ใช้ทักษะที่เรียนมา
  • Conjoint sessions (2–3 ครั้งช่วงท้าย): เด็ก–ผู้ปกครองร่วมกัน (เช่น แชร์ narrative, safety planning)
  • Enhancing safety: สร้างทักษะความปลอดภัยตาม developmental level และบริบทชีวิตจริง

การติดตามผลระหว่าง TF-CBT

  • อายุ 7–17 ปี: Child PTSD Symptom Scale หรือ Child and Adolescent Trauma Screen-2
  • <7 ปี: Young Child PTSD Checklist (parent-report)
  • ทำ baseline และหลังแต่ละ phase
  • นิยาม response ที่ใช้บ่อย: อาการลดลงชัดเจนตามเกณฑ์เครื่องมือ หรือคะแนนลดลง >40%

4) เด็กอายุ 3–6 ปี: เลือกระหว่าง TF-CBT (preschoolers) vs CPP

ทางเลือกหลัก

  • TF-CBT for preschoolers หรือ CPP (child-parent psychotherapy)
    เลือกตาม availability + family preference + ลักษณะเด็ก/อาการร่วม

เมื่อไหร่ “มักเลือก TF-CBT for preschoolers”

  • มี sexualized behaviors
  • internalizing เด่น (withdrawal, depressed affect)
  • externalizing เด่น (aggression, delinquent-like behaviors ฯลฯ)
  • TF-CBT preschool ใช้ structured play เพื่อทำ CBT components

เมื่อไหร่ “มักเลือก CPP”

  • มี attachment difficulty หรือ developmental delay
  • เด็กเล็กมาก/สื่อสารอารมณ์ด้วยคำพูดยาก ได้ประโยชน์จากการทำงานแบบ dyadic (child–caregiver)
  • CPP โดยทั่วไปยาวกว่า: ประมาณ 40–50 sessions สัปดาห์ละครั้ง
  • เป้าหมาย: เสริมความสัมพันธ์ caregiver–child, ทำความหมายพฤติกรรม/การเล่นใหม่ให้ benign, ร่วมกันสร้าง trauma narrative, ลด triggers และเพิ่มความปลอดภัย

เด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี

  • โดยหลัก แนะนำ CPP มากกว่า TF-CBT (เพราะยังไม่เหมาะกับ cognitive-based interventions)
  • หลักฐานเชิง RCT ขนาดใหญ่ยังจำกัดสำหรับกลุ่มนี้ ใช้หลักพัฒนาการและความเหมาะสมเป็นหลัก

5) กลุ่มเฉพาะ (Specific populations)

Teens with complex PTSD

  • โดยทั่วไปยัง เลือก TF-CBT เป็นหลัก (ข้อมูลสนับสนุนแข็งแรงกว่า)
  • ถ้า TF-CBT ไม่พร้อม/ไม่เหมาะ: พิจารณา TARGET (เน้น emotion regulation, trauma processing, relational repair)
    จุดต่าง: เน้น parenting component น้อยกว่า TF-CBT และอาจเหมาะกับ juvenile justice บางบริบท

มีโรคร่วม (Co-occurring conditions)

  • โดยหลัก รักษา PTSD ไปพร้อมกับโรคร่วม
  • แต่ถ้าโรคร่วมรุนแรงจนเสี่ยง (เช่น suicidality/psychosis) ต้อง stabilize ก่อน
  • ตัวอย่าง:
    • PTSD + depression: ทำ TF-CBT/CBT ได้พร้อมกัน มีงานสนับสนุนว่าช่วยทั้ง PTSD และ depression ในบางกลุ่ม
    • PTSD + substance use disorder (วัยรุ่น): พิจารณา RRFT (Risk Reduction through Family Therapy); ถ้าไม่มี ใช้ Seeking Safety (teen-adapted) เป็นทางเลือก

6) Trauma-focused group treatment (เมื่อไหร่ควรใช้)

หลักการเลือก group

  • เหมาะกับอาการ ไม่รุนแรงมาก, comorbidity ไม่หนัก, ไม่ต้องพึ่ง caregiver involvement มาก
  • เหมาะเมื่อ ทรัพยากรจำกัด/ขาด therapist หรือเพื่อเพิ่ม access

School-based: CBITS (cognitive-behavioral intervention for trauma in schools) (อายุประมาณ 10–15 ปี)

  • 10 sessions กลุ่ม 6–8 คน สัปดาห์ละครั้ง ~1 ชม.
  • เนื้อหา “คล้าย TF-CBT” + peer support
  • มักมี parent/caregiver group คู่ขนาน (แล้วแต่โรงเรียน)
  • ข้อควรระวัง: trauma หลักเป็น child abuse/domestic violence หลายโรงเรียนจะ prefer ส่ง individual/คลินิกแทน

กลุ่มเฉพาะอื่น ๆ

  • ERASE-Stress (Enhancing Resiliency Amongst Student Experiencing Stress): teacher-delivered สำหรับบริบท war/terror (เน้น resiliency; หลักฐานส่วนใหญ่เป็น quasi-randomized)
  • Group TF-CBT: ใช้ใน community/residential/NGO; trauma narrative ทำเป็น breakout แบบ individual เพิ่ม
  • Death-related PTSD ± prolonged grief: group TF-CBT หรือ TGCT (Trauma and Grief Component Therapy) (ยาวกว่า ~17 sessions)
  • METRA (Memory Training For Recovery-Adolescents) (war/multiple trauma): เน้น memory specificity training + written exposure

8) วิธีอื่นที่ “มีหลักฐานจำกัด/เลือกตามบริบท” (Limited support / adjunct options)

  • Stepped-care TF-CBT: เหมาะเมื่อพ่อแม่ motivated ทำ home-based + therapist จำกัด (step 1 therapist-assisted + parent-led ที่บ้าน step 2 standard TF-CBT)
  • CPC-CBT: กรณี child physical abuse/coercive parenting และต้องรวม caregiver ที่เป็นผู้กระทำ เน้น noncoercive parenting + abuse clarification
  • EMDR: พิจารณาเมื่อผู้ป่วย “ไม่อยากเล่ารายละเอียดด้วยคำพูด” หรือ preference สูง (หลักฐานในเด็กยังผสม)
  • PPT (Preschool PTSD Treatment): modified TF-CBT ที่ caregiver ร่วมตลอด session (ข้อมูลยังจำกัด)
  • CFTSI: short-term 4–6 sessions สำหรับ acute trauma/เพิ่ง disclose (เหมาะกับบริการแบบ brief เช่น advocacy centers)
  • CBTT: เน้น cognitive restructuring ต่อเนื่อง เหมาะ single-episode trauma
  • Kid narrative exposure therapy: เหมาะบริบท war/refugee/migrant

สรุป “จำง่าย” (Clinical take-home)

1.       ส่วนใหญ่เริ่มด้วย TF-CBT (trauma-focused psychotherapy)

2.       เลือก individual เมื่อรุนแรง/ซับซ้อน/ต้องให้ caregiver involvement สูง หรือ abuse/domestic violence

3.       อายุ 3–6 ปี: TF-CBT preschoolers vs CPP (attachment/developmental delay CPP)

4.       Group (CBITS/Group TF-CBT) เพิ่ม access โดยเฉพาะในโรงเรียน แต่ระวัง trauma แบบ abuse/domestic violence

5.       ปรับตามโรคร่วม: depression/anxiety ทำคู่กันได้; SUD พิจารณา RRFT

Nonsuicidal self-injury in pediatric: Assessment, Treatment

Nonsuicidal self-injury (NSSI) ในเด็ก/วัยรุ่น: Assessment, Treatment


Assessment

1) เป้าหมายของการประเมิน

1.       ยืนยันว่ามี NSSI หรือไม่ และ “รูปแบบ” เป็นอย่างไร

2.       แยก NSSI vs suicidal self-injury (เพราะกำหนดระดับการดูแล/การส่งต่อ)

3.       ประเมิน ความรุนแรงทางการแพทย์ + ความเสี่ยง suicide ในปัจจุบัน/อนาคต

4.       ทำ functional assessment/chain analysis เพื่อวางแผนรักษา

5.       ประเมิน comorbidity + psychosocial context + protective factors


2) ทำไมต้อง “ถามตรง ๆ”

  • แม้ NSSI พบมากในวัยรุ่น แต่แพทย์จำนวนมาก ไม่ได้ประเมินเป็น routine (หลายคนรู้สึกไม่พร้อม)
  • NSSI มัก “ซ่อน” ได้: ใน community sample มีสัดส่วนมากที่ ไม่เคยบอกใคร
    👉 ดังนั้นควร ถามเชิงรุก ทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครอง ไม่รอให้เล่าเอง

3) เมื่อไหร่ควรสงสัย NSSI (clinical clues)

สงสัยในวัยรุ่นที่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง:

  • บาดเจ็บ/อุบัติเหตุบ่อย ๆ อธิบายไม่ชัด โดยเฉพาะที่ forearm/wrist/hand
    • รอยแผลเป็นเด่นที่ nondominant arm ชวนสงสัย
  • การแต่งกายผิดฤดูกาล/ผิดบริบท เพื่อปกปิดแผล
    • ใส่กำไล/สายรัดปิดท่อนแขนกว้าง ๆ
    • ใส่แขนยาวทั้งที่อากาศร้อน
    • เลี่ยงกิจกรรมต้องเปิดผิว เช่น พละ/ว่ายน้ำ
  • มีประวัติ NSSI มาก่อน
  • (เสริมจากบริบท) มี distress สูง/ปัญหาการควบคุมอารมณ์/ความขัดแย้งในบ้าน/peer stress

4) โครงสร้างการประเมิน (ภาพรวม)

ควรเป็นส่วนหนึ่งของ initial clinical evaluation:

  • psychiatric & medical history
  • mental status exam + physical exam
  • lab เฉพาะที่จำเป็น (ตามความเสี่ยง/บริบท)
  • ทำได้ มากกว่า 1 session (ถ้าต้องสร้าง rapport/ข้อมูลซับซ้อน)
  • ระหว่าง session อาจให้ self-monitoring ความคิดอยากทำ/การทำจริง (ช่วยทำ chain analysis)

5) Physical assessment & wound care (อย่าลืมเรื่องนี้)

แม้ส่วนใหญ่เป็นแผลตื้น แต่ควร:

  • ตรวจแผล: ตำแหน่ง/จำนวน/ความลึก/การดูแลแผลเอง
  • ประเมิน infection (แดง บวม ร้อน เจ็บ หนอง ไข้)
  • พิจารณา tetanus vaccination ตามชนิดแผล/วิธีที่ใช้
  • ถ้ามีการ “แชร์อุปกรณ์” คิดถึงความเสี่ยง blood-borne infection ตามความเหมาะสม

6) Psychological assessment: วิธีสัมภาษณ์ที่ช่วยได้จริง

6.1 จัดรูปแบบการคุย

  • แนะนำ: สัมภาษณ์ ทั้งร่วมกันและแยกกัน (ผู้ป่วยมักเปิดเผยมากขึ้นเมื่อไม่มีผู้ปกครอง)
  • ห้ามสัญญาความลับแบบ absolute หากมีความเสี่ยงทำร้ายตนเอง
  • โทนการคุย: สงบ เปิดกว้าง ไม่ตัดสิน
    เพราะ reaction เชิงลบทำให้ stigma เพิ่มและ “ไม่ยอมบอกครั้งต่อไป”

6.2 คำถามเปิดประเด็น (เริ่มหลังถาม distress/coping)

ตัวอย่าง:

  • เวลาเครียดมาก ๆ เคยทำอะไรเพื่อจัดการความรู้สึกบ้าง ทั้งแบบช่วยได้และแบบที่อาจไม่ค่อยดี?”
  • เคยทำอะไรเพื่อ ตั้งใจทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจจะตาย ไหม เช่น กรีด/เผา/ข่วน?”

ถ้าตอบ “ใช่” ต้องถามต่อเพื่อแยก intent และสำรวจรายละเอียด


7) แกนสำคัญที่สุด: แยก “suicidal vs nonsuicidal”

7.1 หลักการจัดกลุ่ม

  • มี intent to die “แม้เล็กน้อย/กำกวม” จัดเป็น suicidal (suicide attempt/behavior)
    (แนวคิด “err on the side of safety”)
  • ไม่มีหลักฐาน intent to die NSSI

7.2 นิยามที่ควรรู้ (ใช้จัดหมวดหมู่)

Suicidal

  • suicidal ideation:
    • active (“อยากฆ่าตัวตาย/คิดจะทำ”)
    • passive (“อยากตาย/ไม่อยากตื่น”)
  • suicide plan: วิธี สถานที่ เวลา
  • preparatory acts: เตรียมการ (สะสมยา ซื้ออาวุธ เขียนจดหมาย ลาผู้อื่น แจกของ)
  • suicide attempt: ทำร้ายตนเองที่มี intent to die

Nonsuicidal

  • thoughts of NSSI (คิดจะกรีดเพื่อระบาย/ลงโทษตนเอง โดยไม่อยากตาย)
  • NSSI behavior (ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายทันที ไม่ socially sanctioned)

บางราย “ทำ/ขู่ทำ” เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่า suicidal ทั้งที่ไม่อยากตาย ยังจัดเป็น NSSI (มักเป็น social positive reinforcement) และควรหลีกเลี่ยงคำว่า “gesture” เพราะเชิงดูถูก


8) สิ่งที่ต้องถามเมื่อยืนยัน NSSI (Functional assessment / Chain analysis)

ให้คิดเป็นหัวข้อ “เริ่ม–รูปแบบ–ตัวกระตุ้น–ผลตามมา–หน้าที่ของพฤติกรรม–ปัจจัยป้องกัน”

8.1 ชุดคำถามขั้นต่ำที่ควรถาม (ใช้งาน OPD/ER ได้)

1) Onset

  • เริ่มเมื่อไหร่? ครั้งแรกเกิดอะไรขึ้น? ทำไมตอนนั้นถึงทำ?

2) Frequency (อดีต/ปัจจุบัน)

  • เดือนที่ผ่านมา/ปีที่ผ่านมา/ช่วงที่หนักสุดในชีวิต: ถี่แค่ไหน?
  • 1 episode มี “จำนวนแผล” ประมาณเท่าไร?
  • แนวโน้มช่วงหลัง: เพิ่ม/ลด/คงเดิม?

3) Methods

  • ใช้วิธีอะไรบ้าง (กรีด/เผา/ข่วน/กระแทก/ฯลฯ)
  • เคยเพิ่มวิธีใหม่ ๆ ไหม (สะท้อน escalation/contagion)

4) Medical severity / care

  • เคยต้องพบแพทย์/เย็บแผล/ติดเชื้อไหม?
  • ดูแลแผลอย่างไร? มีแชร์อุปกรณ์ไหม?

5) Location

  • ทำตรงไหนของร่างกาย (ช่วยประเมินการปกปิด/ความรุนแรง/ความเสี่ยงติดเชื้อ)

6) Context

  • ทำคนเดียวหรือมีคนอยู่ด้วย? มี peer influence/online exposure ไหม?

7) Episode duration

  • โดยทั่วไปนานกี่นาที? (นานผิดปกติอาจสะท้อน distress สูงกว่า)

8) Antecedents (triggers)

  • ก่อนทำเกิดอะไรขึ้น/คิดอะไร/รู้สึกอะไร?
    • พบบ่อย: anger, anxiety, hopelessness, sadness
    • ตัวกระตุ้น: conflict, academic stress, trauma reminders ฯลฯ

9) Consequences

  • ตอนทำ “เจ็บไหม”
  • หลังทำทันทีรู้สึกอย่างไร (relief?)
  • อีกหลายชั่วโมง/วัน รู้สึกอย่างไร (guilt/shame?)

10) Function (ทำไปเพื่ออะไร)

  • ช่วยอะไรเขา? ระบายอารมณ์? หยุดความคิดแย่ ๆ? ลงโทษตนเอง? สื่อสาร/ขอความช่วยเหลือ? หลบเลี่ยงสถานการณ์?

11) Protective factors / resistance

  • มีครั้งไหนที่อยากทำแต่ “ไม่ทำ” ไหม? อะไรช่วยให้หยุดได้?
  • เคยหยุดได้เป็นช่วง ๆ ไหม? ทำอย่างไรถึงหยุด?

12) Impact on functioning

  • กระทบโรงเรียน/เพื่อน/ครอบครัว/กิจกรรมที่อยากทำไหม?

13) Motivation to stop

  • เคยพยายามหยุดไหม? หยุดได้นานแค่ไหน? ตอนนี้อยากหยุดไหม?

8.2 สิ่งที่ต้องประเมินเพิ่มเสมอ

  • ความสัมพันธ์/ความเครียดในบ้าน–เพื่อน–โรงเรียน
  • อาการ/โรคร่วมทางจิตเวช (depression, anxiety, PTSD, SUD, eating disorder, BPD traits ฯลฯ)
  • support system: เคยบอกใครไหม? มีการรักษาอยู่แล้วหรือยัง?

9) ปัญหาพบบ่อย: ข้อมูลผู้ป่วย vs ผู้ปกครองขัดกัน

  • พบได้ว่าพฤติกรรมเดียวกัน เด็กบอก “อยากตาย” แต่ผู้ปกครองบอก “แค่เรียกร้องความสนใจ”
    👉 ให้ “สำรวจเหตุผลที่ข้อมูลไม่ตรงกัน” + ประเมินความสัมพันธ์ในบ้าน + ชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือก่อนสรุป
    และเมื่อไม่แน่ใจเรื่อง intent ถือเป็น suicidal เพื่อความปลอดภัย

10) เครื่องมือประเมิน (Instruments) — ใช้เสริม ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกคน

ในงานจริงอาจไม่ได้ใช้ routine แต่ช่วย “วัดความถี่/หน้าที่ของพฤติกรรม” และติดตามผล

1) Functional Assessment of Self-Mutilation (FASM)

  • แบบ self-report “ช่วง 1 ปี”
  • ครอบคลุมหลายวิธี + ความถี่ของแต่ละวิธี + function รวม ๆ

2) Self-Injurious Thoughts and Behaviors Interview (SITBI)

  • structured interview ครอบคลุมทั้ง suicidal + nonsuicidal
  • จุดแข็ง: ช่วยเคลียร์คำตอบกำกวม/ขัดกัน และแยก intent ได้ดี
  • ใช้เวลาประมาณ 10–45 นาที (ขึ้นกับประวัติ)

3) อื่น ๆ

  • Inventory of Statements about Self-Injury (ISAS): ลงลึก “หลาย function”
  • Alexian Brothers Assessment of Self-Injury
  • Non-Suicidal Self-Injury – Assessment Tool

Pearls สั้น ๆ สำหรับแพทย์

  • ถามตรง ๆ + โทนไม่ตัดสิน = ได้ข้อมูลมากขึ้น
  • อย่าประเมินแค่ “แผลลึกไหม” ให้ดู frequency, escalation, multiple methods, doing alone, pain absent, functional impairment, comorbidity
  • ทุกครั้งที่มี self-injury ประเมิน suicidality ควบคู่ เสมอ เพราะ co-occur ได้ โดยเฉพาะเมื่อความรุนแรงสูงขึ้น

หลักการรักษาทั่วไป (General principles)

1) เป้าหมายการรักษา

  • ความปลอดภัยมาก่อน (ทั้งแผลทางกาย + ความเสี่ยง suicidality ที่อาจร่วมอยู่)
  • ลด ความถี่ / ลด ความรุนแรง / ลด การเสริมแรงพฤติกรรม (habit loop)
  • เพิ่ม ทักษะ coping ที่ปลอดภัย และแก้ปัจจัยคงอยู่ (trigger/function)
  • รักษา โรคร่วมทางจิตเวช ควบคู่ (แต่ไม่คาดหวังว่าแค่รักษาโรคร่วมแล้ว NSSI จะหายเสมอ)

2) ใครควร “เริ่มรักษา” และใครพอ “เฝ้าดูได้”

Indications for treatment (ควรรักษา/ส่งต่อจริงจัง)

  • มีหลาย episode (ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งกันการฝังเป็นนิสัย)
  • มี episode เดียวแต่
    • ใช้เป็น coping ต่อ distress สูง
    • เสี่ยง/อันตรายทางการแพทย์ (เช่น กรีดด้วยใบมีด)
    • ต้องการการรักษา (เช่น เย็บแผล)

Watchful waiting + mental health evaluation (พอเฝ้าดูร่วมกับประเมินได้)

  • episode เดียว ตื้น/ไม่ต้องรักษาแผล และมีลักษณะ “ทดลอง/พฤติกรรมชั่วคราว” มากกว่าใช้เป็น coping ต่อ distress

แต่ยังควรมี mental health evaluation และคัดกรอง suicidality/โรคร่วม


3) ตั้ง “ความคาดหวัง” ให้ถูก

  • คนส่วนใหญ่ ไม่สามารถหยุดได้ทันที โดยเฉพาะรายที่ทำบ่อย
  • เป้าหมายระยะสั้นที่ถือว่าก้าวหน้า:
    • ทำ ถี่น้อยลง
    • ทำ เบาลง/วิธีอันตรายน้อยลง (เช่น จากกรีด ข่วนตื้น)
    • ตอน urge มา สามารถใช้ coping อื่นแทนได้

4) ท่าทีของแพทย์: สำคัญมาก

  • งานวิจัยพบว่าแพทย์/บุคลากรจำนวนหนึ่งมีท่าทีเชิงลบ (irritation/anger/frustration) ต่อผู้ป่วยที่ self-injure
  • ถ้าคุยแบบ ตำหนิ/ตัดสิน/ทำให้รู้สึกผิด ผู้ป่วยมัก drop out, และ “ไม่บอกอีก”
    หลักปฏิบัติ: โทนสงบ เมตตา จริงจังกับความปลอดภัย แต่ไม่ลงโทษ

5) ครอบครัวต้องมีบทบาท

  • แนะนำให้ รวมพ่อแม่/ผู้ปกครองในแผนรักษา
  • หลักฐานรวมบอกว่า psychotherapy ที่มี family component มาก มักเห็นผลลด self-harm มากกว่าแบบ family component น้อย
    บทบาทครอบครัวที่เป็นรูปธรรม
  • ช่วย monitor ความปลอดภัย/สิ่งแวดล้อม
  • ลด family conflict/เพิ่ม communication
  • สนับสนุนการไปต่อเนื่องกับการบำบัด

6) Confidentiality กับผู้เยาว์: วางกติกาตั้งแต่ต้น

ทำอะไรตั้งแต่แรกพบ

  • ตกลง “ขอบเขตความลับ” กับเด็กและผู้ปกครอง แบบชัดเจน (โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงอันตราย)
  • อนุญาตให้เด็กพูดส่วนตัวบ้าง แต่ ไม่สัญญาความลับแบบ absolute

จะบอกพ่อแม่ไหม? ใช้ปัจจัยเหล่านี้ชั่งน้ำหนัก

  • ความถี่
  • วิธีที่ใช้ (lethality/ความเสี่ยง)
  • ความรุนแรงทางการแพทย์ของแผล
  • distress ที่ขับพฤติกรรม
  • functional impairment
  • มี psychopathology และ/หรือ suicidal ideation/behavior ร่วมไหม

ตัวอย่างที่ “อาจ” เก็บเป็นความลับได้

  • ทำ 1–2 ครั้ง แผลตื้น วิธีเดียว ไม่ต้องรักษาแผล และ ไม่มี suicidality

ตัวอย่างที่ “ควรบอก” เพื่อความปลอดภัย

  • ทำถี่ (เช่น รายสัปดาห์), รุนแรงขึ้น, หรือมี suicidal thoughts/behavior ร่วม

วิธีบอกควรคุยกับเด็กก่อน เพื่อรักษา rapport และให้เด็ก “เลือกวิธีบอก” ได้ เช่น

1.       แพทย์บอกผู้ปกครองเอง (เด็กไม่อยู่) แต่ซ้อมว่าจะพูดอะไร

2.       บอกพร้อมเด็ก

3.       ให้เด็กบอก โดยแพทย์นั่งด้วยช่วยประคอง


7) ระดับการดูแล (Level of care): เลือกให้ “ปลอดภัยแต่ไม่เกินจำเป็น”

หลักคิด

  • ให้ปลอดภัยที่สุด พร้อมคง functioning (โรงเรียน/สังคม/ครอบครัว) ให้มากที่สุด

Outpatient (ส่วนใหญ่)

  • เหมาะเมื่อ ไม่อยู่ในระดับ moderate/high/imminent suicide risk และครอบครัวพอ monitor ได้

Inpatient hospitalization (พิจารณาเมื่อ)

  • ทำให้เกิด การบาดเจ็บรุนแรง ต้องการการรักษา (เช่น sutures)
  • บ้าน monitor ไม่ได้
  • มีอาการร่วมที่เป็น safety risk (เช่น agitation รุนแรง, aggression/violence, psychosis)

ระวัง admit เกินจำเป็น: ถ้าเป็น NSSI “ล้วน” ไม่มี suicidal planning ไม่มี psychosis/aggression และดูแลนอก รพ. ได้ มัก ไม่จำเป็นต้องนอน รพ. เพราะการ admit ที่ไม่จำเป็นทำให้เด็กไม่อยากเปิดเผยในอนาคต

Day/Partial hospitalization

  • เหมาะเมื่อมีโรคร่วมและ functional impairment ปานกลาง (เช่น ขาดเรียนบ่อย) แต่ยัง monitor ที่บ้านได้

8) เพิ่ม motivation (โดยเฉพาะรายที่ “ไม่อยากเปลี่ยน”)

Motivational Interviewing (MI)

เหมาะมากเมื่อเด็ก “ambivalent” หรือ NSSI ได้ประโยชน์เชิง reinforcement สูง

  • เป้าหมาย: ช่วยให้เห็น “ข้อดี/ข้อเสียของการทำต่อ vs เปลี่ยน” และเพิ่ม self-efficacy
  • มักใช้ 1–5 session, session ละ ~60 นาที
    หัวข้อคุยที่ควรแตะ:
  • ผลกระทบทางกาย/ใจ/สังคม
  • pros/cons ของ NSSI
  • ความหมายของพฤติกรรมในชีวิต
  • เป้าหมายชีวิต/สิ่งที่อยากได้จริง ๆ
  • อุปสรรคต่อการหยุด และช่องทางช่วยเหลือ

9) Safety plan (crisis response plan): “ควรมีทุกคน”

ทำร่วมกันแบบ individualized เพื่อเพิ่มความปลอดภัย (ใช้ clinical experience/แนวปฏิบัติ)
องค์ประกอบหลัก

1.       warning signs + triggers ใกล้เคียงก่อนทำ

2.       coping strategies ตอน urge มา

o   distraction/relax: ออกกำลัง เพลง เขียน journal อ่านหนังสือ ฯลฯ

o   เปลี่ยน environment ไปอยู่ “ที่มีคน” หรือ “สถานที่ปลอดภัย” (ไม่จำเป็นต้องบอกทุกคนว่า urge มา)

3.       คน/บริการที่ติดต่อได้เมื่อไม่ปลอดภัย (ครอบครัว เพื่อน ทีมสุขภาพจิต)

4.       ทำ environment ให้ปลอดภัย: เอา/ล็อก/จำกัด access ต่ออุปกรณ์ที่ใช้ทำร้าย


10) ไม่แนะนำ “no-harm contract / contracting for safety”

  • ไม่มีหลักฐานว่าลด self-harm ได้
  • อาจทำลาย therapeutic alliance และทำให้แพทย์ “มั่นใจเกินจริง” แบบ false security
    ทางเลือกที่ดีกว่า: safety plan + ongoing dialogue + reassessment of risk เป็นระยะ

11) Peer/Internet influences: ต้องถามและต้องคุยกับพ่อแม่

  • บางรายทำร่วมกับเพื่อน/ได้รับอิทธิพลจาก social media/เว็บไซต์
  • พ่อแม่ควรรู้เพื่อจัดการความปลอดภัย
  • บางรายต้อง จำกัดการเข้าถึง peer กลุ่มเสี่ยง/คอนเทนต์กระตุ้น/บางแพลตฟอร์ม ชั่วคราว

12) Monitoring ระหว่างการรักษา (ทำให้เป็นระบบ)

แนะนำให้เด็กทำ log รายวัน/รายสัปดาห์:

  • thoughts/urges + behavior (ความถี่/วิธี)
  • antecedents (อารมณ์ลบ/ความขัดแย้ง/เหตุการณ์)
  • consequences (relief guilt/shame)
  • coping skill ที่ใช้แทนตอน urge มา (ได้ผล/ไม่ได้ผล)

ใน DBT อาจใช้ diary card (กระดาษหรือ app)

เครื่องมือช่วยติดตาม (ไม่จำเป็นต้องใช้ routine แต่ช่วยวัดผล):

  • FASM (methods + frequency + functions)
  • ISAS (functions ละเอียด)

13) รักษาโรคร่วม “ควบคู่” และส่งต่อเหมาะสม

  • NSSI มักเกิดร่วมกับ psychiatric disorders ต้องรักษาทั้งคู่
  • แต่โดยมาก อย่าคาดหวังว่ารักษาโรคร่วมอย่างเดียวแล้ว NSSI จะหาย; มักต้องมี psychotherapy เฉพาะทาง NSSI ด้วย
  • ในระบบจริง primary care/ER มักเป็นคนแรกที่พบ บทบาทสำคัญคือ

1.       แสดงความห่วงใยแบบไม่ตัดสิน

2.       ประเมินความปลอดภัย/แผล

3.       เชื่อมต่อเด็ก+ครอบครัวเข้าสู่ mental health care


 การป้องกันและการเลือกการรักษา

ภาพรวม

  • NSSI = intentional self-inflicted tissue damage ไม่มี intent to die และไม่ใช่ socially sanctioned
  • พบมากในวัยรุ่น และสัมพันธ์กับ suicide attempt ในอนาคต ต้องประเมิน suicidality ทุกครั้ง
  • หลักฐาน RCT เฉพาะ NSSI ในวัยรุ่นยังมีจำกัด; คำแนะนำจำนวนมากอาศัยข้อมูลจาก deliberate self-harm (รวมทั้ง suicidal + nonsuicidal)

1) PREVENTION (การป้องกัน)

1.1 School-based programs

  • เป้าหมายหลัก: เพิ่ม awareness/ลด stigma/ส่งเสริม help-seeking
  • ยังไม่มีโปรแกรมป้องกัน NSSI ที่พิสูจน์ efficacy ใน RCT ชัดเจน
  • โปรแกรมที่มีข้อมูลมากสุด: Signs of Self-Injury (SoSI)
    • เพิ่มความรู้ถูกต้อง + ปรับทัศนคติเรื่องการขอความช่วยเหลือ
    • ยังไม่ชัดเจนว่าลดพฤติกรรม/เพิ่ม help-seeking behavior ได้จริง
    • สำคัญ: ไม่พบ iatrogenic harm และโรงเรียนยอมรับได้

1.2 กลยุทธ์เชิงปฏิบัติ (empirically informed)

  • สอน adaptive coping + emotion regulation (เช่น exercise, mindfulness, distress tolerance)
  • เพิ่ม social connectedness (ครอบครัว/โรงเรียน/ชุมชน)
  • ส่งเสริม help-seeking และการสื่อสารเรื่อง distress/ความต้องการดูแลสุขภาพจิต
  • เพิ่มความรู้ให้ ครู/บุคลากรโรงเรียน/ผู้ปกครอง เพื่อเป็น gatekeeper (สังเกตสัญญาณ-พาเข้าระบบ)
  • ระวัง social contagion:
    • หลีกเลี่ยงการทำให้ NSSI “เท่/โรแมนติไซส์”
    • จำกัดการพูดถึง “วิธี/เทคนิค” โดยไม่จำเป็น (โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่เคยทำ)

2) ทำไมคนไข้จำนวนมาก “ไม่มารักษา”

  • พบว่า NSSI จำนวนมาก ไม่ seek treatment
  • เหตุเป็นไปได้: stigma, ไม่เชื่อว่ารักษาได้, หรือพฤติกรรมมี reinforcement สูงทำให้ไม่อยากเลิก
    ในคลินิกมักต้องใช้ engagement + motivational interviewing (ดูหัวข้อองค์ประกอบการรักษา)

3) FRAMEWORK การเลือกการรักษา (Choosing treatment)

3.1 หลักการก่อนเลือก modality

1.       ประเมินและจัดการความปลอดภัยก่อน (แผล/means restriction/สภาวะเสี่ยง)

2.       ทำ functional assessment: trigger behavior consequence/function

3.       ดู “บริบท”:

  • ความถี่/ความรุนแรง/หลายวิธีไหม
  • อยู่คนเดียว vs กับเพื่อน (contagion risk)
  • โรคร่วม (MDD/anxiety/PTSD/SUD/BPD traits/eating disorders ฯลฯ)
  • family functioning/ทรัพยากร/ระดับการดูแลที่เข้าถึงได้

โดยทั่วไปให้เริ่ม first-line แล้วไต่ระดับ; แต่ในโลกจริงสามารถสลับตาม availability ได้ เพราะหลายแพ็กเกจมีองค์ประกอบร่วมกัน (skills training)


3.2 ลำดับการรักษาที่แนะนำ (stepwise)

First-line: DBT (Dialectic behavioral therapy) adapted for adolescents (DBT-A)

เหมาะโดยเฉพาะ NSSI ซ้ำ ๆ, emotional dysregulation สูง, มี self-harm/ซึมเศร้า/ลักษณะ BPD traits ร่วม

DBT-A โดยย่อ

  • manualized, มักเป็น outpatient
  • องค์ประกอบหลัก:
    • skills training group: mindfulness, distress tolerance, emotion regulation, interpersonal effectiveness
    • individual therapy: จัดลำดับเป้าหมาย (ลด self-harm ก่อน) + แก้ปัญหาเฉพาะราย
    • between-session coaching (โทร/ช่องทางที่ตกลง) เพื่อใช้ skill ในสถานการณ์จริง
    • therapist consultation/team ลด burnout/เพิ่ม fidelity
  • รูปแบบดั้งเดิมเข้มข้นและยาว (เดิม 1 ปี) แต่มีเวอร์ชันสั้น/ปรับสำหรับ partial/inpatient

Evidence (สรุปภาพรวมเชิงคลินิก)

  • หลายการทดลองในวัยรุ่น/กลุ่มที่มี self-harm พบว่า DBT-A ลดจำนวน episode ของ self-harm และช่วยลด suicidal ideation/อาการซึมเศร้าในบางงาน
  • ผลระยะยาวอาจต้อง maintenance/ระยะเวลานานขึ้น ในบางกลุ่ม
  • “active ingredient” ที่น่าจะสำคัญ: skills component (DBT skills training)

Second-line: Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

ใช้เมื่อ

  • เข้าไม่ถึง DBT-A / ไม่ตอบสนอง / ปฏิเสธ DBT-A
  • NSSI มีความเกี่ยวพันกับ cognitive distortions + problem-solving deficit ชัด

CBT ที่ใช้กับ NSSI (principles)

  • เริ่มจาก functional assessment (antecedents/consequences)
  • cognitive restructuring: แก้ self-criticism/ความคิดลบ/ความสิ้นหวัง
  • behavioral: เปลี่ยน antecedents/ลด reinforcement, เพิ่ม coping ที่แทน NSSI
  • skills: problem solving, distress tolerance, interpersonal skills, mindfulness/breathing
  • มี homework + practice ระหว่าง session

ข้อควรระวัง

  • CBT แบบ “สั้นมาก” (เช่น manual-assisted CBT 2–6 sessions) หลักฐานบางงาน ไม่ชัดเจน/อาจไม่พอ ถ้าจะทำ CBT ควรเป็นแพ็กเกจที่มี จำนวน session เพียงพอ และมี skills ชัด

Third-line: Psychotherapy อื่น ๆ

ใช้เมื่อไม่สามารถใช้/ไม่ตอบสนอง DBT-A และ CBT หรือไม่เหมาะกับผู้ป่วยรายนั้น
ตัวเลือกที่พบใช้:

  • Psychodynamic psychotherapy ที่มี family component
  • Interpersonal psychotherapy (IPT) (อิงกับหลักฐานทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อมี depression/interpersonal stress เด่น)
  • Family therapy หรือ Emotion regulation group therapy (คัดเลือกผู้ป่วยดี ๆ)

Group therapy: ระวังเป็นพิเศษในวัยรุ่น

  • หลักฐาน “ผสม” และมีรายงานบางโปรแกรมทำ self-harm มากขึ้น (เป็นไปได้จาก contagion)
    ถ้าจะใช้ group:
  • โครงสร้างชัด, เน้น skills, มีกติกาเรื่องการไม่แชร์รายละเอียดวิธีทำ, มีการคัดกรอง/monitor ใกล้ชิด

Family therapy: หลักฐานผสม

  • family component “ดูสำคัญ” แต่ family therapy “อย่างเดียว” อาจไม่พอในหลายราย
  • อาจได้ผลในบางบริบท (เช่นครอบครัว dysfunction สูงและยังสื่อสารได้พอ)

4) “องค์ประกอบร่วม” ของการบำบัดที่ได้ผล (common effective elements)

ไม่ว่าชื่อ therapy อะไร ถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้มักช่วยได้มากกว่า:

1.       Psychoeducation (เด็ก+ครอบครัว): NSSI คืออะไร/ทำไมเกิด/วงจร reinforcement/วิธีช่วยแบบไม่ทำให้แย่ลง

2.       Motivation work (เช่น MI): แก้ ambivalence

3.       Target function ของ NSSI จาก chain analysis: trigger NSSI consequence

4.       Skills replacement (เลือกตาม function)

  • problem-solving
  • interpersonal effectiveness/communication/assertiveness
  • cognitive restructuring
  • mindfulness/breathing
  • distress tolerance + adaptive emotion regulation (เช่น exercise)

5.       จัดการ family communication/functioning, และเพิ่ม nonfamily support เมื่อจำเป็น

6.       Parent training ให้ช่วยเสริมทักษะ/monitor/means restriction

7.       รักษา comorbid psychiatric disorders (MDD/anxiety/PTSD/SUD/eating disorders/BPD traits)

8.       ให้จำนวน session “พอ” (มัก 10 sessions หรือมากกว่าใน DBT)

9.       care coordination (จิตแพทย์/นักจิตวิทยา/สังคมสงเคราะห์/ครู)


5) เมื่อไม่ตอบสนองต่อ psychotherapy ตามลำดับ

แนวคิด

  • เปลี่ยน/เพิ่ม psychotherapy อีกแบบ + ใช้ยา “เพื่อโรคร่วม” เป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยง polypharmacy; medication monotherapy มักดีกว่า

ยาที่มักเกี่ยวข้อง (โดยอ้อม/ตาม comorbidity)

  • SSRI (เช่น fluoxetine) / SNRI (เช่น venlafaxine) เมื่อมี depression/anxiety เด่น
  • บางกรณีอาจพิจารณา SGA (เช่น aripiprazole) ในบริบทเฉพาะ (เช่น BPD traits/อารมณ์แปรปรวนรุนแรง) โดยชั่ง metabolic/neurologic adverse effects

ข้อควรจำสำคัญเรื่อง antidepressant ในเด็ก/วัยรุ่น

  • มีข้อมูลเรื่อง เพิ่มความเสี่ยง suicidal thoughts/behaviors ในบางราย (ไม่เพิ่ม suicide death) ต้องให้ข้อมูล+ติดตามใกล้ชิด โดยชั่ง “benefit > risk” เมื่อมีข้อบ่งชี้

6) Practical “เลือกการรักษา” แบบเร็ว (clinical decision aid)

  • NSSI ซ้ำ ๆ / dysregulation สูง / self-harm หลายครั้ง ± BPD traits DBT-A ถ้าเข้าถึงได้
  • เข้าไม่ถึง DBT-A หรือปฏิเสธ / ปัญหาหลักคือ cognitive distortions + problem-solving deficit CBT แบบเต็มแพ็กเกจ
  • interpersonal stress เด่น + depression เด่น พิจารณา CBT/IPT และเสริม family work
  • ต้องใช้ group เลือก group ที่เป็น skills-based และจัดการ contagion อย่างจริงจัง
  • ครอบครัว dysfunction สูง ทุกทางเลือกควรมี family component/parent training