Schizotypal Personality Disorder (STPD)
1) โรคนี้คืออะไร
Schizotypal personality disorder (STPD) คือความผิดปกติของ “รูปแบบบุคลิกภาพ” ที่เป็นเรื้อรัง
เริ่มมีเค้ามาตั้งแต่ เด็ก–วัยรุ่น และต่อเนื่องถึงผู้ใหญ่
จุดเด่นคือมี 3 กลุ่มอาการหลัก
1.
ปัญหาความคิด/การรับรู้ (cognitive-perceptual)
2.
ความแปลก/ไม่เป็นระเบียบในพฤติกรรมหรือการสื่อสาร
(oddness/disorganized)
3.
ปัญหาความสัมพันธ์และการเข้าสังคม (interpersonal)
หมายเหตุสำคัญ: STPD อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า
schizophrenia-spectrum (กลุ่มโรคสเปกตรัมคล้าย schizophrenia)
แต่ ไม่เท่ากับ schizophrenia และส่วนใหญ่
ไม่ได้มีอาการหลงผิด/ประสาทหลอนเต็มรูปแบบตลอดเวลา
2) พบได้บ่อยแค่ไหน และมักเจอร่วมกับอะไร
- พบไม่มาก แต่ “มักถูกมองข้าม” (under-recognized)
- งานสำรวจใหญ่ในสหรัฐฯ พบได้ราว ~3–4% ตลอดช่วงชีวิต
(lifetime prevalence)
โรคร่วม (comorbidity) พบบ่อยมาก
คนที่มี STPD มักมีโรคอื่นร่วมด้วย
เช่น
- Anxiety
disorders โดยเฉพาะ social anxiety disorder
- Mood
disorders (major depression, bipolar)
- Substance
use disorders (แอลกอฮอล์/นิโคติน ฯลฯ)
- personality
disorders อื่น ๆ โดยเฉพาะ borderline personality
disorder (BPD)
โดยรวมแล้ว STPD มักสัมพันธ์กับ
ความบกพร่องในการทำงาน/คุณภาพชีวิต ค่อนข้างมาก
3) สาเหตุ/กลไก (Pathogenesis)
- มีองค์ประกอบทั้ง พันธุกรรม (genetic) และ สิ่งแวดล้อม (environmental)
- บางคนมีประวัติ trauma ในวัยเด็ก
(เช่น sexual abuse, emotional neglect) ซึ่งสัมพันธ์กับความรุนแรงของอาการบางด้าน
- สมองบางส่วนอาจมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง/การทำงาน
โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับการรับรู้และการตีความสังคม (เช่น temporal/prefrontal
networks)
ภาพรวมคือ “สมองและการพัฒนาตั้งแต่เด็ก”
ทำให้เกิดรูปแบบการคิด-รับรู้-สัมพันธ์กับคนที่ผิดปกติแบบเรื้อรัง
4) อาการสำคัญ: 3 กลุ่ม
(Symptom domains)
A) กลุ่มความคิด/การรับรู้ (Cognitive-perceptual)
เป็นแกนสำคัญ อาจ “ชัดขึ้น” เวลาเครียด
- ความเชื่อแปลก ๆ / เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบมีอิทธิพลต่อชีวิต (magical
thinking / odd beliefs)
- เช่น เชื่อว่าคิดถึงใครแล้วทำให้เขาโทรมา, เชื่อว่ามีพลังพิเศษ,
เชื่อว่าสิ่งเหนือธรรมชาติส่งสัญญาณให้ตัดสินใจ
- ประสบการณ์รับรู้แปลก ๆ (unusual perceptual experiences /
bodily illusions)
- เช่น รู้สึกเหมือนมี “พลัง/สิ่งลี้ลับ” อยู่ใกล้ ๆ เห็นแสง/ออร่า
รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนรูป รู้สึกเหมือนหลุดไปอีกมิติ (บางอย่างคล้าย dissociation)
- คิดว่าเหตุการณ์รอบตัวเกี่ยวกับตนเองเป็นพิเศษ (ideas of
reference)
- เช่น เห็นคนมองกันแล้วคิดว่าเขาพูดถึงเรา, เหตุการณ์ธรรมชาติเป็น
“สัญญาณ” ให้เราเลือกทางชีวิต
- ระแวง/ไม่ไว้วางใจ (suspiciousness / paranoid ideation)
- ตั้งแต่ระวังตัวมาก ไปจนถึงความคิดว่าคนอื่นจะทำร้าย/เอาคืน
(แต่ยังไม่ซับซ้อนเป็นระบบแบบ delusion ใน schizophrenia)
B) กลุ่มความแปลก/ไม่เป็นระเบียบ (Oddness
/ Disorganized)
เป็นสิ่งที่ “คนรอบข้างสังเกตเห็นได้”
- การแต่งกาย/บุคลิก/มารยาทแปลก ๆ (odd, eccentric
appearance/behavior)
- แต่งตัวไม่เข้ากับกาลเทศะ ดูรุงรัง หรือดูละเลยตัวเอง
- พูดหรือคิดแบบวกวน/กำกวม (odd thinking and speech)
- พูดอ้อม ๆ ใช้คำเปรียบเทียบเยอะ เข้าใจยาก แต่โดยมาก ไม่ถึงขั้นพูดไม่รู้เรื่องเหมือน
psychosis
- อารมณ์แสดงออกจำกัดหรือไม่เหมาะบริบท (constricted/inappropriate
affect)
- สีหน้า/ท่าทางดู “นิ่งแปลก ๆ” หรือไม่เข้ากับสถานการณ์
C) กลุ่มความสัมพันธ์และการเข้าสังคม (Interpersonal)
- วิตกกังวลทางสังคมเรื้อรัง (chronic social anxiety)
- จุดต่างสำคัญ: มัก ไม่ดีขึ้นแม้คุ้นเคย กับคนเดิม
(ยังเครียดกับเพื่อน/ญาติได้)
- และมักปนความ ระแวง มากกว่ากลัว “โดนตัดสินว่าไม่ดีพอ”
- ไม่มีเพื่อนสนิท/ไม่ค่อยมีคนรู้ใจ (lack of close
friends/confidants)
- บางส่วนเพราะ “ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยู่กับคนแล้วมีความสุข” (social
anhedonia)
- จึงหลีกเลี่ยงความใกล้ชิด และใช้ชีวิตค่อนข้างโดดเดี่ยว
5) อาการด้านความคิด/การทำงาน (Cognitive
deficits) ที่เจอบ่อยและทำให้ชีวิตลำบาก
แม้ DSM จะไม่ได้ใส่ไว้ชัด
แต่ในชีวิตจริงพบได้บ่อย เช่น
- สมาธิสั้นแบบ “ลอย ๆ” (sustained attention
problems/daydreaming)
- ลืมสิ่งที่กำลังจะพูด (working memory deficit)
- จัดลำดับงาน/บริหารเวลาไม่ดี (executive dysfunction)
- ของหายบ่อย วางแล้วลืม (organization problems)
สิ่งเหล่านี้มักทำนาย functional impairment ได้ดี
6) Course (แนวโน้มโรค)
- เริ่มมีอาการตั้งแต่เด็ก/วัยรุ่น
- เด็กอาจมี
“จินตนาการประหลาด/เชื่อว่าตัวละครมีจริง/เชื่อว่ามีพลังพิเศษ”
- เป็นโรค เรื้อรัง และมีความบกพร่องการทำงานพื้นฐานอยู่แล้วระดับหนึ่ง
- เวลาเครียด อาการมักกำเริบ เช่น
- ระแวงมากขึ้น
- รับรู้แปลก ๆ มากขึ้น
- ถอนตัวจากสังคมมากขึ้น
- self-care
แย่ลง
- โดยรวมอาการอาจ “ค่อย ๆ เบาลงเล็กน้อย” ตามอายุ
แต่มักไม่ชัดจนถึงวัยกลางคน
- กลุ่มผู้ป่วยที่เริ่มตั้งแต่เด็ก บางส่วน (ประมาณ 10–20%)
อาจพัฒนาไปเป็น schizophrenia หรือ schizoaffective
disorder
7) Diagnosis แบบจับหลัก (DSM-5-TR)
การวินิจฉัย STPD คือมีรูปแบบเรื้อรังของ
- ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทำได้ยาก
- พฤติกรรม/ความคิดแปลก
- มีความบิดเบือนด้านความคิด/การรับรู้
เริ่มตั้งแต่วัยต้น ๆ และเกิดหลายบริบทในชีวิต
เกณฑ์ DSM มี 9 ข้อ ต้องมี อย่างน้อย 5 ข้อ เช่น
1.
ideas of reference
2.
magical thinking/odd beliefs
3.
unusual perceptual experiences
4.
odd thinking/speech
5.
suspiciousness/paranoia
6.
constricted/inappropriate affect
7.
odd/eccentric behavior/appearance
8.
lack of close friends
9.
social anxiety ที่ไม่ดีขึ้นเมื่อคุ้นเคย
และสัมพันธ์กับ paranoid fears
จุดใช้งานจริง: ถ้าคนไข้มี magical
thinking + unusual perceptual experiences + ideas of reference ให้คิดถึง STPD มากขึ้น
และถ้ามี “odd/eccentric” ชัด ๆ โอกาสเป็น STPD
ยิ่งสูง
8) Differential diagnosis แบบสั้นและจับประเด็น
- Schizophrenia:
มีช่วงโรคชัด + function decline +
delusion/hallucination เป็นระบบและต่อเนื่องกว่า
- STPD
มัก “แกว่ง” ระหว่างรู้ว่าอาจไม่น่าเป็นจริง กับยังเชื่ออยู่
- Social
anxiety disorder: มักดีขึ้นเมื่ออยู่กับคนที่คุ้นเคย และ insight
ว่ากลัวเกินจริงมักดีกว่า
- STPD:
social anxiety มักเรื้อรังและไม่ดีขึ้น แถมปนระแวง
- Autism
spectrum disorder (ASD): ASD มักมี repetitive
behaviors/สนใจรายละเอียดเชิงกลไก/จินตนาการไม่เด่น
- STPD
มักมี magical thinking/odd beliefs/perceptual
disturbances ชัดกว่า
- Persistent
depressive disorder (dysthymia): ไม่มี cognitive-perceptual
แบบ STPD
- BPD:
ทั้งสองอาจมี cognitive-perceptual under stress แต่
- BPD
มักสัมพันธ์กับ conflict กับ attachment
figure มากกว่า และมีแกน fear of
abandonment/impulsivity/self-harm ชัด
|
9) Key message สำหรับการสื่อสารกับคนทั่วไป
|
การเลือกการรักษา + ยา
ภาพรวมสั้น ๆ
Schizotypal personality disorder (STPD) เป็นความผิดปกติของบุคลิกภาพแบบเรื้อรัง เริ่มมีเค้าตั้งแต่ เด็ก–วัยรุ่น
และต่อเนื่องในผู้ใหญ่
อาการเด่นมี 3 กลุ่ม
1.
ความคิด/การรับรู้แปลก ๆ
(cognitive-perceptual; เช่น magical thinking, paranoia)
2.
ความแปลกของการสื่อสาร/ท่าที/อารมณ์
(oddness; เช่น odd rapport, affect, speech)
3.
ปัญหาความสัมพันธ์
(interpersonal; เช่น social anxiety เรื้อรัง,
ไม่มีเพื่อนสนิท)
โรคนี้มัก “ถูกมองข้าม” และรักษายากพอสมควร
พบในประชากรสหรัฐฯ ตลอดชีวิตราว เกือบ 4% และมักมีโรคร่วมหลายอย่าง
ทำให้เกิดความบกพร่องในการใช้ชีวิต
1) เริ่มรักษา: ต้องทำอะไรใน 1–3 ครั้งแรก
เป้าหมายของช่วงต้นคือ “ตั้งฐาน” ให้ได้ก่อน
- สร้างความร่วมมือ (alliance): คนไข้มักไม่ไว้ใจ/ลังเลเรื่องการรักษา
- ทบทวนอาการและระดับการทำงาน (functioning): งาน การเรียน ความสัมพันธ์ self-care
- ประเมินความสามารถในการทบทวน/ตั้งคำถามกับความคิดตัวเอง (critical
examination / insight)
- สำคัญมากเพราะจะช่วยเลือก “ชนิดของ psychotherapy” ให้เหมาะ
- กำหนดแผนรักษาและเป้าหมาย (treatment plan & goals) ที่เป็นรูปธรรม
2) Psychotherapy เป็นการรักษาหลัก (primary
intervention)
แนวทางนี้ย้ำชัดว่า แนะนำ psychotherapy
ระยะยาว (long-term) แบบ psychodynamically
informed เป็น first-line
และใช้ยาเป็น ตัวเสริม (adjunct) เพื่อบรรเทาอาการเฉพาะจุด (symptom-targeted) ในบริบทของ
psychotherapy
2.1 เลือกชนิดของ psychotherapy ตาม “ระดับการทำงาน + ความสามารถในการมองตัวเอง”
หลักคิด: ข้อมูลวิจัยยังจำกัด จึงใช้ clinical
experience ในการเลือก
A) กลุ่ม “ทำงานต่ำ/ไม่ค่อย introspective”
- แนะนำ Supportive psychotherapy
- เป้าหมาย: พยุงให้คงที่ ลดการกำเริบ
ช่วยชีวิตประจำวันให้เป็นระบบ
- เหมาะกับคนที่อาการเรื้อรังมาก และ “ตรวจสอบความคิดตัวเองได้ยาก”
B) กลุ่ม “ระดับกลาง”
- แนะนำ Supportive-expressive therapy
- มักดู “พออยู่ได้” อยู่คนเดียวได้ ทำงานได้บ้าง
- เป้าหมาย:
เพิ่มความเข้าใจความสัมพันธ์-ความรู้สึกของตนเองแบบค่อยเป็นค่อยไป
C) กลุ่ม “ทำงานดี/ค่อนข้าง introspective”
- แนะนำ Exploratory / insight-oriented psychotherapy
- เป้าหมาย: ทำงานเชิงลึกมากขึ้น เช่น รูปแบบความคิดอัตโนมัติ
ความหมายของประสบการณ์ และประเด็นที่ซ่อนอยู่
3) การใช้ยาแบบ “ตามอาการ” (As-needed
symptom-targeted pharmacotherapy)
แนวทางนี้มองว่า “ยาอาจช่วยได้” แต่ต้องระวัง 2
เรื่องใหญ่
3.1 หลักในการคุยเรื่องยา (Counseling)
- คนไข้ STPD มัก ลังเล/สองจิตสองใจ เรื่องยา
โดยเฉพาะถ้าอาการที่แพทย์อยากรักษา “ไม่ได้รบกวนคนไข้มาก”
- ใช้ empathic clarification ต่อความเชื่อแปลก
ๆ/ระแวงเรื่องยา (เช่น กลัวโดนควบคุม/โดนวางยา)
- บางครั้ง “การทำ psychotherapy เรื่องความลังเล”
สำคัญกว่าการรีบให้ยา
- หลีกเลี่ยงพึ่งยาเกินไป เพราะอาการบางอย่างคล้ายโรคอื่นที่ตอบสนองต่อยาดีกว่า
(เช่น social anxiety disorder, MDD, psychotic disorders) ทำให้หลงทางได้
3.2 อาการกลุ่มความคิด-รับรู้แปลก
ๆ/กึ่งโรคจิต (cognitive-perceptual / psychotic symptoms)
เมื่อไหร่ถึงพิจารณายา
- เมื่ออาการทำให้ บกพร่องชัดเจน หรือคนไข้ ทุกข์มาก/รำคาญมากกับอาการ
(ego-dystonic)
- ไม่ใช่ แค่ “มีอาการแนวนี้อยู่บ้าง”
แล้วต้องให้ยาทุกคน
ยาที่ใช้: ยาต้านโรคจิตรุ่นใหม่ขนาดต่ำ (low-dose
SGA; second-generation antipsychotic)
ตัวอย่างยาที่มักเลือกตามแนวทางนี้:
- aripiprazole,
quetiapine, risperidone, olanzapine
เลือกตามโรคร่วม ความเสี่ยงผลข้างเคียง และโปรไฟล์ยา
หลักการให้ยา (สำคัญมาก)
- คนไข้ STPD อาจ ไวต่อผลข้างเคียง → เริ่ม
“ต่ำกว่าที่ใช้ใน acute psychosis” และไต่ช้า
- ไต่ยาแบบมีส่วนร่วมกับคนไข้ (engage patient in titration)
- ตัวอย่างการเริ่มยา
- Risperidone
เริ่ม 0.25 mg qHS (ถ้ามีนอนไม่หลับ)
อย่างน้อย 2 สัปดาห์ → 0.5
mg/d หากจำเป็น
- ตัวอย่างขนาดเริ่ม/ขนาดรักษาโดยประมาณ
- Aripiprazole
เริ่ม 2 mg; รักษา 5–10 mg
- Quetiapine
เริ่ม 25 mg; รักษา 50–100 mg
- Olanzapine
เริ่ม 1.25 mg; รักษา 5–7.5 mg
ระยะเวลาประเมิน
- ถ้าเป็นการกดการกำเริบชั่วคราว: ใช้เป็น สัปดาห์-เดือน
- ถ้าอาการเรื้อรังตอบสนอง: อาจนานขึ้น
- ทบทวนความจำเป็นและชั่งน้ำหนักผลข้างเคียง ทุก ~3 เดือน
ผลข้างเคียงที่ต้องจับตา (SGA adverse
effects)
- น้ำหนักขึ้น/เมตาบอลิก (metabolic syndrome), sedation,
hypotension, EPS, anticholinergic effects, hyperprolactinemia, cardiac
effects ฯลฯ
- แนะนำ monitoring: น้ำหนัก, รอบเอว, BP, fasting glucose, lipid profile เป็นระยะ
3.3 อาการ “ความจำ-สมาธิ-จัดการงาน” (cognitive
deficits)
อาการที่เจอบ่อยและทำให้ชีวิตลำบาก เช่น
- ใจลอย, หลุดโฟกัส, ลืมสิ่งที่กำลังจะพูด
(working memory)
- จัดงานยาก บริหารเวลาไม่ดี ของหายบ่อย
ตัวเลือกแรก: stimulant (ถ้าไม่มีความเสี่ยงเรื่องสารเสพติด)
- แนวทางนี้เลือก stimulant เป็น first
choice (เหมือนแนวทาง ADHD)
- แต่ ห้าม/หลีกเลี่ยง ถ้ามี active substance use
disorder หรือ ประวัติ stimulant use
disorder
ตัวอย่างการให้:
- Long-acting
methylphenidate เริ่ม 18 หรือ 27
mg เช้า → เพิ่มทีละ 18 mg รายสัปดาห์ → ช่วงรักษา
54–72 mg (โดยประมาณ)
ก่อนเริ่มต้องประเมินหัวใจ
- ซักอาการ chest pain/palpitations/syncope + วัด
BP/HR
- ถ้าผิดปกติให้พิจารณาปรึกษาอายุรแพทย์/โรคหัวใจ
- ติดตาม BP/HR ถี่ช่วงแรก (เช่น weekly → แล้วค่อยห่าง)
ความเสี่ยงสำคัญ
- อาจกระตุ้น psychosis ได้ในทางทฤษฎี
แต่รายงานพบไม่บ่อย
- ผลข้างเคียง: ปากแห้ง นอนไม่หลับ หงุดหงิด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ปวดหัว
- และความเสี่ยงการ misuse/diversion
ทางเลือก: Guanfacine (alpha-2A
agonist)
เหมาะเมื่อ
- stimulant
ใช้ไม่ได้/มีข้อห้าม/ไม่ตอบสนอง
ตัวอย่างขนาดที่แนวทางนี้ยก: - Guanfacine
IR 0.5 mg bid → เพิ่มสัปดาห์ละ 0.5 mg bid →
1.5–2 mg bid
- Guanfacine
ER เริ่ม 1 mg/d (มักให้เย็น) → เพิ่มทีละ
1 mg ทุก 1–2 สัปดาห์ → สูงสุด
4 mg/d
ผลข้างเคียง: hypotension, tachycardia, sedation, fatigue, headache, abdominal pain, constipation
มีข้อมูลช่วยเรื่อง working memory และ social cognition ในบางการศึกษาเล็ก ๆ
3.4 Social anxiety ใน STPD
Social anxiety ใน STPD มัก
“ดื้อกว่า” social anxiety disorder และดูเหมือน ไม่ตอบสนอง
SSRI ได้เด่นชัด ตามประสบการณ์คลินิก
แนวทางนี้แนะนำ
- ส่วนใหญ่พิจารณา long-acting benzodiazepine แบบกินประจำ (standing dose) เช่น clonazepam
- เริ่ม 0.25 mg bid →
ไต่ 0.25–0.5 mg ต่อวัน/สัปดาห์
ตามผลและความทน → สูงสุด 3–4 mg/d
แต่ต้อง “ระวังมาก”
- ผลข้างเคียง/ความเสี่ยง: ง่วง ความจำแย่ psychomotor
impairment, dependence, withdrawal, rebound anxiety
- หลีกเลี่ยงเด็ดขาด ในคนที่มี active
SUD หรือ ประวัติ benzodiazepine use
disorder
ทางเลือกเมื่อใช้ benzo ไม่เหมาะ
- SSRI/SNRI
(เหมาะถ้ามี depression/anxiety ร่วม
หรือมีความเสี่ยง SUD)
- Gabapentin
เป็นอีกตัวเลือกที่อาจพิจารณา
4) Take-home points (จำง่าย)
1.
Psychotherapy ระยะยาวเป็นแกนหลัก
(psychodynamically informed)
2.
ยาใช้แบบ “ช่วยเฉพาะอาการ” และควรอยู่ในบริบทของ psychotherapy
3.
Antipsychotic ขนาดต่ำ:
ใช้เมื่อ cognitive-perceptual symptoms ทำให้บกพร่อง/ทุกข์มาก
และเริ่มต่ำ-ไต่ช้า
4.
Cognitive deficits: stimulant ช่วยได้ในบางราย แต่ต้องคัดกรองหัวใจและความเสี่ยงสารเสพติด
5.
Social anxiety: ในแนวทางนี้มักใช้
clonazepam แบบประจำ แต่ต้องระวัง dependence และหลีกเลี่ยงใน SUD; SSRI/SNRI/gabapentin เป็นทางเลือก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น