วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Illness Anxiety Disorder (IAD)

Illness Anxiety Disorder (IAD)


Epidemiology, Pathogenesis, Clinical presentation, Assessment, Diagnosis, DDx

1) นิยามและแก่นของโรค (Core concept)

Illness anxiety disorder (IAD) = ความกังวล/หมกมุ่นว่า “เป็นหรือจะเป็นโรคร้าย” อย่างมากเกินจริง

  • distress หลักมาจาก fear of disease ไม่ใช่จากอาการกาย
  • somatic symptoms น้อยมากหรือไม่มี (มักเป็นการตีความ “normal sensations” ผิด)
  • ยังคงกังวลแม้ตรวจร่างกาย/ตรวจทางห้องปฏิบัติการ “เหมาะสมแล้ว” และผลไม่สนับสนุนโรคร้าย
  • มักเป็น chronic และแกว่งขึ้นลง

เปรียบเทียบเร็วกับ SSD

  • IAD: fear of illness เด่น, symptoms minimal
  • SSD: symptoms เด่น + excessive response ต่อ symptoms

2) Terminology และ DSM-5-TR / ICD-11

  • IAD เป็น diagnosis ใหม่ในปี 2013 (DSM-5 DSM-5-TR)
  • เดิม DSM-IV-TR ใช้คำว่า hypochondriasis
    • ปัจจุบันใน DSM-5-TR คนที่เคยเป็น hypochondriasis เดิม:
      • ~75% Somatic Symptom Disorder (ถ้า physical complaints เด่น)
      • ~25% Illness Anxiety Disorder (ถ้า physical complaints น้อย/ไม่มี)
  • IAD อยู่ในกลุ่ม somatic symptom and related disorders
  • ICD-11 ยังมี diagnosis “hypochondriasis” (สาระสำคัญใกล้เคียง: preoccupation + checking หรือ avoidance + distress/impairment)

3) Epidemiology (ตัวเลขที่ควรรู้)

ข้อมูลตรงของ IAD ยังจำกัด (เพราะนิยามใหม่) จึงอาศัยงาน hypochondriasis/health anxiety

  • ใน general medical outpatients: IAD ประมาณ ~0.75% (ประเมินจาก hypochondriasis ~3%)
  • ใน community: IAD ประมาณ ~0.1% (ประเมินจาก hypochondriasis ~0.4%)
  • แต่ health anxiety symptoms (ยังไม่ถึงระดับ disorder) พบได้บ่อยกว่ามาก:
    • ambulatory medical patients ~5–30%
    • community adults ~2–13%

ลักษณะประชากร (จากงาน hypochondriasis/health anxiety):

  • เพศชาย:หญิง ใกล้เคียง 1:1
  • มักเริ่ม early adulthood; เริ่มใหม่หลัง 50 ปีพบไม่บ่อย
  • พบบ่อยในคนการศึกษาน้อย/ว่างงาน และสัมพันธ์กับ disability

4) Pathogenesis (เน้นโมเดล CBT)

ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ cognitive-behavioral model มีหลักฐานรองรับและเชื่อมไปสู่การรักษา

วงจรหลัก:

1.       normal bodily sensations (เช่น HR แปรผัน, orthostatic dizziness, bowel pattern)

2.       ถูกตีความแบบคุกคาม (“เป็นโรคร้ายแน่”)

3.       เกิด anxiety ทำ safety behaviors

o   checking (ชีพจร/ความดัน/คลำต่อมน้ำเหลือง)

o   reassurance seeking

o   internet searching

o   doctor-shopping

4.       ได้ relief ชั่วคราว ยิ่ง reinforce วงจร

5.       selective attention ต่อข้อมูลที่ “ยืนยันว่าเป็นโรค” และละเลยข้อมูลที่บ่งว่าไม่เป็นโรค

6.       บางรายมี avoidance (กลัวตรวจ/กลัวโรงพยาบาล/เลี่ยงออกกำลัง) ยิ่งไม่ได้พิสูจน์ว่า “จริง ๆ ปลอดภัย”

ปัจจัยเสี่ยงที่คาด:

  • dysfunctional assumptions: “สุขภาพดีต้องไม่มีอาการเลย”, overestimate vulnerability
  • ประสบการณ์ป่วยในวัยเด็ก/อยู่ใกล้คนป่วยหนัก
  • แบบอย่าง parental illness behavior/health anxiety

ชีวภาพ/พันธุกรรม: หลักฐานยังน้อยและยังสรุปเชิงสาเหตุไม่ได้


5) Clinical presentation (ลักษณะเด่นในคลินิก)

5.1 อาการหลัก

  • หมกมุ่นกับโรคร้าย (มักเฉพาะโรค เช่น cancer/HIV, หรือระบบอวัยวะ/การทำงาน เช่น bowel/HR)
  • focus เปลี่ยนโรค/ระบบไปมาได้ตามเวลา
  • somatic symptoms minimal หรือเป็น benign/transient
  • insight แปรผัน แต่ ไม่ถึงระดับ delusion (ยังพอ “ยอมรับความเป็นไปได้ว่าอาจไม่เป็นโรค”)

5.2 พฤติกรรมที่พบบ่อย

  • body checking / monitoring ซ้ำ ๆ
  • reassurance seeking จากแพทย์/ครอบครัว
  • internet health searching
  • high utilization + ขอ test มากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออีกด้านคือ care-avoidant (เลี่ยง รพ.)
  • dissatisfaction กับการรักษา + แพทย์รู้สึก “เหนื่อย/หงุดหงิด” ง่าย
  • บางรายกลัว iatrogenic harm ไป alternative medicine/วิตามิน/OTC/fad diets

5.3 Comorbidity (พบบ่อยมากในงาน hypochondriasis)

  • GAD, MDD/dysthymia, phobias, panic disorder, SUD
  • personality disorders โดยเฉพาะ OCPD/avoidant/paranoid ฯลฯ (พบสูงในบางงาน)

5.4 Functioning

  • psychosocial impairment/role functioning ลดลง
  • sick role / missed work days มากขึ้น
  • เสี่ยง disability/พึ่งพาระบบสุขภาพสูง

5.5 Course

  • มัก chronic + fluctuating
  • จากงาน hypochondriasis: persistent ~40–70% ในการติดตาม 1–16 ปี

6) Assessment ในเวชปฏิบัติ

6.1 หลักการ

  • เริ่มจาก medical assessment ที่เหมาะสม (Hx/PE + focused tests) เพื่อไม่พลาด early disease (endocrine, immune, neuro, oncology, rheumatology ฯลฯ)
  • จากนั้นทำ psychiatric assessment/MSE
  • ระวัง “over-testing spiral” เพราะตรวจมากไม่ได้ทำให้ reassurance ยั่งยืน และเสี่ยง harm

6.2 เมื่อไหร่ควรสงสัย IAD (clues)

  • ได้รับการดูแล/ตรวจเยอะแล้วแต่ ยังไม่สบายใจ
  • พบหลายแพทย์สำหรับปัญหาเดิม ผลตรวจสม่ำเสมอว่าไม่พบโรคร้าย
  • การพบแพทย์” กลับทำให้ anxiety แย่ลง มากกว่าจะดีขึ้น
  • reassurance ไม่ได้ผล/อยู่ได้ไม่นาน

6.3 คำถามสัมภาษณ์ที่ high-yield

  • ความกลัวโรคอะไร?” “สิ่งกระตุ้นคือ sensation ไหน?”
  • ทำอะไรเมื่อกังวล?” (check, search, ไป รพ., ขอ test, ถามคนอื่น)
  • insight: “มีโอกาสไหมว่าอาจไม่ใช่โรคร้าย?”
  • chronology: acute vs chronic, สิ่งกระตุ้น (ข่าว/คนดังป่วย/คนรู้จักป่วย)
  • ประวัติป่วยหนักในวัยเด็ก/คนใกล้ชิดป่วย
  • ประวัติการตรวจ/รักษาเดิม + ความสัมพันธ์กับแพทย์
  • comorbidity + functioning

6.4 Screening (โดยทั่วไปไม่ routine)

ถ้าจะใช้: 7-item Whiteley Index พบบ่อยที่สุด
ทางเลือกยาวกว่า: Short Health Anxiety Inventory, Illness Attitude Scales


7) Diagnosis (DSM-5-TR) — สรุปเกณฑ์

ต้องครบทุกข้อ:

1.       Preoccupation ว่าเป็น/จะเป็น serious illness

2.       Somatic symptoms mild หรือไม่มี

o   ถ้ามีโรคกายจริง/หรือ risk สูง (เช่น family history หนัก) preoccupation ต้อง “excessive ชัดเจน”

3.       High health anxiety + alarmed easily

4.       มีอย่างใดอย่างหนึ่ง:

o   Excessive health-related behaviors (checking, reassurance seeking, repeated medical visits/tests) หรือ

o   Maladaptive avoidance (เลี่ยง รพ./ตรวจ/กิจกรรมอย่าง exercise)

5.       นาน 6 เดือน (โรคที่กลัวอาจเปลี่ยนได้)

6.       อธิบายด้วยโรคจิตเวชอื่นไม่ได้ดีกว่า (เช่น SSD, GAD, delusional disorder somatic type)

Subtypes

  • Care-seeking type: ใช้บริการสุขภาพถี่
  • Care-avoidant type: เลี่ยงการพบแพทย์/การตรวจ

8) Differential diagnosis (DDx) — จุดแยกสำคัญ

8.1 Normal health anxiety / reaction

  • ปกติ: สัมพันธ์กับภัยคุกคามจริง, “สัดส่วนพอดี”, มักลดใน 2–3 เดือน
  • IAD: excessive/disproportionate + นาน 6 เดือน

8.2 Adjustment disorder (with anxiety)

  • residual diagnosis; ถ้าเข้าเกณฑ์ IAD ไม่ใช้ adjustment disorder

8.3 SSD (สำคัญที่สุด)

  • SSD: somatic symptoms เด่น/หลายระบบ + excessive response ต่อ symptoms
  • IAD: symptoms minimal แต่ fear of illness เด่น

8.4 GAD

  • worry หลายเรื่อง (งาน เงิน ความสัมพันธ์)
  • IAD: โฟกัส “สุขภาพ/โรค” เป็นหลัก

8.5 OCD

  • intrusive/unwanted obsessions + ritualized compulsions (ไม่จำกัดเรื่องสุขภาพ)
  • IAD: checking/reassurance เป็น safety behavior แต่ไม่เป็น ritual แบบ OCD คลาสสิก

8.6 Panic disorder

  • panic attacks episodic; fear of catastrophe เกิดช่วง attack และมัก reassure ได้
  • IAD: fears persistent/enduring และไม่ค่อย amenable ต่อ reassurance

8.7 Delusional disorder, somatic type / psychosis

  • delusion fixed, false, อาจ bizarre + อาจมีอาการ psychosis อื่น
  • IAD: ยังพอรับความเป็นไปได้ว่า “อาจไม่เป็นโรค” (ไม่ถึง delusional intensity)

8.8 Depression

  • health rumination อาจเกิดใน MDD แต่มี core symptoms (dysphoria/anhedonia ฯลฯ)
  • ถ้า health anxiety เฉพาะช่วง depressive episode ไม่ dx IAD แยก
  • ถ้ายังคงชัดหลัง depression remission พิจารณา IAD

 

Treatment & Prognosis

1) เป้าหมายการรักษา (Treatment goals)

  • เป้าหมายหลักคือ เพิ่ม coping ต่อ health fears และ ลด sick role / chronic invalidism
  • โฟกัส “caring มากกว่าการ curing
  • ตั้งเป้า functional improvement (งาน/บ้าน/สังคม/กิจกรรม/ออกกำลังกาย) มากกว่าหวัง “ไม่มีความกังวลเลย”

2) หลักการดูแลในเวชปฏิบัติทั่วไป (General management principles)

ให้ primary care / general medical specialist เป็นแกนหลัก และประสาน mental health ตามความจำเป็น

หลักการสำคัญ

1.       Schedule regular visits (ไม่ผูกกับอาการ/ความกังวลเฉียบพลัน)

o   เริ่มทุก 1–2 เดือน แล้วค่อย taper เป็น 1–2 ครั้ง/ปีตามอาการ

2.       สร้าง therapeutic alliance แบบร่วมมือ

3.       Acknowledge health fears (validate ความทุกข์) โดยไม่ตอกย้ำว่า “มีโรคร้าย”

4.       Coordinate care กับแพทย์อื่น ลด doctor-shopping/duplicate tests

5.       Evaluate/รักษาโรคกายที่วินิจฉัยได้จริง (จำไว้ว่า “คนไข้ IAD ก็ป่วยโรคกายได้”)

6.       Limit tests/referrals (หลีกเลี่ยงวงจร reassuranceตรวจเพิ่มยิ่งกังวล)

7.       Reassurance ทำได้แต่ต้อง dosed & targeted

o   reassurance มาก/เร็วเกินไปอาจทำให้คนไข้รู้สึก “หมอไม่ฟัง” หรือกระตุ้นความกลัว

8.       Screen/รักษา comorbid psychiatric disorders (anxiety, depression, SUD)

9.       Psychoeducation เรื่อง health anxiety + coping

10.    ย้ำ functional improvement เป็นเป้าหมายร่วม

11.    ค่อย ๆ taper ยาที่ไม่จำเป็น/เสี่ยง dependency (หลังสัมพันธ์แพทย์-คนไข้แน่นพอ)

ทักษะสื่อสารที่ช่วยมาก

  • หลีกเลี่ยง “it’s all in your head”
  • เน้นว่า “อาการ/ความกลัวจริง” แต่ “ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานของโรคร้าย”
  • คุยเรื่อง “กระบวนการทำงานร่วมกัน” และ expectation ของคนไข้ต่อการรักษา

ความพร้อมของคนไข้ (Readiness)

  • บางรายไม่พร้อม ยืนยันว่ามีโรคร้ายและไม่ร่วมมือกับทีมที่ไม่ยืนยันโรค
  • ใช้ long-term stance: “พร้อมเมื่อไรกลับมาคุยได้เสมอ” ลด rupture

3) เมื่อไหร่ควรส่งต่อ/ปรึกษาจิตเวช (Referral/consult)

พิจารณาเมื่อ:

  • management ใน primary care ไม่ตอบสนอง หรือความสัมพันธ์แพทย์-คนไข้ตึงมาก
  • ต้องช่วยลด diagnostic uncertainty/ลด harmful procedures
  • ต้องประเมิน/รักษา comorbid depression/anxiety อย่างเป็นระบบ
  • ต้องการ psychotherapy เฉพาะทาง (CBT ฯลฯ)

รูปแบบที่ช่วยได้

  • consult แบบ collaborative (จิตแพทย์ให้คำแนะนำ/consult letter) มีหลักฐานช่วยลดอาการและลด utilization ในกลุ่มอาการกายไม่มีสาเหตุชัด

การ framing เพื่อลดการปฏิเสธ

  • ผมยังเป็นหมอหลัก แต่ขอความเห็นเพื่อนร่วมทีมเพื่อดูแลให้ดีขึ้น”
  • ไม่ได้แปลว่าคุณบ้า แต่เป็นอาการที่รักษาได้และพบได้บ่อย”

4) ลำดับการรักษาแบบ stepwise (Choosing treatment)

แนะนำเดินตามขั้น จนกว่าจะตอบสนอง

First line: CBT

  • หลัก: แก้ maladaptive beliefs + ลด safety behaviors (checking/reassurance/internet searching) ด้วย exposure + response prevention
  • มักเป็นคอร์สสั้น ~6–16 sessions (พบบ่อย 5–10 sessions)
  • เห็นสัญญาณตอบสนองได้ภายใน ~1 เดือนในรายไม่รุนแรง
  • รูปแบบ: individual / group / internet-based / bibliotherapy (ได้ผลใกล้เคียงกันในบางงาน)
  • ถ้าทำ cognitive ยาก เน้น behavioral ได้ และกลับกัน (ทั้งสององค์ประกอบมีหลักฐานว่าได้ผล)

Second line: Mindfulness-based cognitive therapy (MBCT) หรือ Acceptance and Commitment Therapy (ACT)

  • MBCT: ฝึก mindfulness + CBT elements (มักเป็นกลุ่ม 8 สัปดาห์)
  • ACT: acceptance + values + committed action; มีงานใน severe health anxiety

Third line: Antidepressants

  • มักเลือก SSRI เป็นหลัก; SNRI เป็นทางเลือก
  • คาดหวัง clinically meaningful improvement ~30–50% ภายใน 8–16 สัปดาห์
  • หลักการใช้:
    • partial response 2–4 สัปดาห์ titrate up ใน therapeutic range (บางกรณีอาจสูงกว่าขนาด depression ถ้าทนได้และปลอดภัย)
    • ไม่ดีขึ้นชัดใน 6–8 สัปดาห์ stop/สลับยา (SSRISSRI หรือ SSRISNRI)
    • ผู้ตอบสนอง: continuation/maintenance อย่างน้อย 6–12 เดือน; รายรุนแรงอาจหลายปี

เมื่อไหร่ใช้ antidepressant เป็น first line ได้เลย

  • มี comorbid MDD/GAD/panic ฯลฯ เด่น
  • อาการ incapacitating
  • เข้าถึง CBT ไม่ได้ หรือปฏิเสธ psychotherapy

Other psychotherapy options (ถ้าเข้าถึง/ไม่ตอบสนอง)

  • Problem-solving therapy
  • Relaxation training
  • Behavioral stress management
    (ใช้เดี่ยวหรือร่วมกับยาได้)

Micro-intervention ที่มีประโยชน์

  • brief education เพื่อช่วยคนไข้ “รับผลตรวจปกติ” ได้ดีขึ้น (เช่น หลังตรวจ chest pain แล้วอธิบายความหมายของ normal result)

5) การเลือกวิธีตามปัญหาหน้างาน (practical pearls)

  • Care-seeking type:
    • ต้องมี “โครงสร้าง” ชัดเจน (นัดประจำ + กติกาเรื่อง test/referral)
    • ตัดวงจร reassurance แบบฉับพลันที่นำไปสู่การตรวจซ้ำ
  • Care-avoidant type:
    • โฟกัสลด avoidance ทีละขั้น (graded exposure)
    • ระวัง missed diagnosis เพราะเลี่ยงการพบแพทย์

6) Prognosis (พยากรณ์โรค)

  • ความแปรปรวนสูงขึ้นกับนิยาม outcome และขนาดการศึกษา
  • จากงาน CBT ใน hypochondriasis:
    • trial ใหญ่: remission ต่ำ (~14%)
    • trial เล็ก: response/clinically meaningful change ~35–70%
  • ข้อเท็จจริงสำคัญ: คนไข้จำนวนมากปฏิเสธการรักษา (เช่น CBT refusal ~สองในสามในบางงาน)

ปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับ prognosis ที่ดีกว่า (หลักฐานยังไม่แน่น/ยังไม่ replicate ดี)

  • ได้รับ psychiatric treatment “เร็ว” มากกว่าอยู่ในวงจรตรวจทางกายอย่างเดียว
  • trait บางอย่าง: harm avoidance ต่ำกว่า, dependent personality ต่ำกว่า, cooperativeness สูงกว่า (ใช้เป็นภาพรวม ไม่ควรใช้ทำนายรายคนแบบเด็ดขาด)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น