วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Specific phobia

Specific phobia

1) นิยามและแก่นอาการ

  • Specific phobia = ความกลัว/วิตกกังวล “จำเพาะต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์หนึ่ง” ที่ มากเกินเหตุ มักนำไปสู่ avoidance หรือทนอยู่ได้ด้วยความกลัวรุนแรง และก่อ distress/impairment ต่อการใช้ชีวิต
  • สิ่งเร้าพบบ่อย: animals/insects, heights, water, enclosed places, driving, flying, blood, injection, choking/vomiting
  • Trigger ได้ตั้งแต่ คาดการณ์ล่วงหน้า, เผชิญจริง, ไปจนถึง ได้ยินชื่อสิ่งเร้า (เช่น ได้ยินคำว่า “spider”)
  • โฟกัสของความกลัวอาจเป็น:
    • danger/harm (เครื่องบินตก, รถชน)
    • disgust (เลือด/แมลง)
    • กลัวอาการทางกาย/ควบคุมตัวเองไม่ได้ (เป็นลม, panic, อาเจียน, choke)

2) Specifiers (DSM-5-TR) — 5 กลุ่มหลัก

1.       Animal (spiders, insects, dogs)

2.       Natural environment (heights, storms, water)

3.       Blood-injection-injury (BII) (needles, invasive procedures)

o   จุดเด่น: อาจมี vasovagal syncope/เป็นลม (ต่างจากชนิดอื่น)

4.       Situational (airplanes, elevators, enclosed places)

5.       Other (choking/vomiting; ในเด็กอาจเป็น loud sounds/costumes)


3) Epidemiology (ประเด็นที่ใช้จำในคลินิก)

  • พบได้บ่อย: 12-month ~3.5–8.7%, lifetime ~7.7–12.5% (US; ขึ้นกับเกณฑ์ distress/impairment และวิธีศึกษา)
  • โดยรวม หญิงมากกว่าชาย (เด่นใน animal phobia; ช่องว่างน้อยลงใน BII/height)
  • มักมี comorbidity สูง:
    • anxiety disorders อื่น ๆ (รวม panic/agoraphobia, social anxiety, GAD)
    • mood disorders (MDD, bipolar II)
    • alcohol dependence
  • จำนวน phobias มากขึ้น” มักสัมพันธ์กับ disability มากขึ้น

4) Pathogenesis (สรุปเชิงกลไก)

เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ bio–psycho–social:

  • Genetic/familial aggregation: first-degree relatives มีความเสี่ยงเพิ่ม (มักถ่ายทอดเป็น “type เดียวกัน” มากกว่าตัวสิ่งเร้าเดียวกัน)
    • heritability ปานกลาง; บาง type เช่น BII อาจมีองค์ประกอบทางชีวภาพเด่นกว่า
  • Neurobiology: งาน imaging สนับสนุนการทำงานผิดปกติของวงจรความกลัว
    • amygdala/insula hyperactivation
    • บางงานชี้ความต่างของ neural substrate ระหว่าง animal vs BII
  • Personality/trait:
    • disgust sensitivity (เด่นใน animal/BII บางราย)
    • anxiety sensitivity (เด่นใน situational บางราย)
  • Cognitive factors:
    • attentional bias ต่อ threat, expectancy bias, difficulty disengage attention
    • ช่วย “คงโรคไว้” แม้ไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด
  • Social/environmental & learning: 3 pathways คลาสสิก

1.                   Direct conditioning (โดนกัด/เกิดอุบัติเหตุ/เป็นลมตอนเห็นเลือด)

2.                   Vicarious acquisition (เห็นคนอื่นกลัว/เกิดเหตุ)

3.                   Informational transmission (ได้ยินข่าว/สื่อ)

  • Evolutionary/preparedness: บางความกลัวเกิดได้ “เหมือนฝังมา” (มีหลักฐานทั้งสนับสนุนและขัดแย้ง)

5) Clinical manifestations (สิ่งที่เจอบ่อยจริง)

  • ผู้ป่วยจำนวนมาก รู้ว่า “เกินเหตุ/ไม่สมเหตุผล” แต่คุมปฏิกิริยาไม่ได้
  • มี avoidance + safety behaviors (ทั้ง overt และ subtle) เช่น
    • เปลี่ยนเส้นทาง, พกของ “ป้องกัน”, distraction, thought suppression
    • ใช้ alcohol เพื่อขึ้นเครื่องบิน
  • ระดับ impairment แปรผัน:
    • บางรายกระทบไม่มากเพราะ “จัดสภาพแวดล้อมให้หลบได้”
    • แต่บางราย กระทบสุขภาพ/เสี่ยงชีวิต เช่น
      • choking phobia เลี่ยงอาหารจนโภชนาการแย่
      • BII เลี่ยงหัตถการจำเป็น

6) Course & prognosis

  • ถ้าไม่รักษา มัก เรื้อรัง/ยาวนาน (หลายคนเป็นตั้งแต่วัยเด็ก)
  • อายุเริ่มต่างตาม type:
    • animal + BII: มักเริ่มใน childhood
    • situational + natural environment: มักเริ่ม late adolescence/early adulthood
  • พยากรณ์โรค ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ exposure-based treatment

7) การประเมินและวินิจฉัย (เน้น “ถามให้เจอ”)

จุดเตือน

  • การประเมินเองอาจ trigger อาการได้ (แม้พูดคำสิ่งเร้า) ควรอธิบายเหตุผล + สร้างความร่วมมือ

สิ่งที่ควรถาม/เก็บข้อมูลเป็นระบบ

1.       Focus ของความกลัว: harm? disgust? กลัวอาการทางกาย/เป็นลม? กลัวเสียการควบคุม?

2.       Predictability: มัก “แทบแน่นอน” เมื่อเจอสิ่งเร้า

3.       Generalization: กลัวเฉพาะสถานการณ์เดียวหรือหลายบริบทที่เกี่ยวข้อง

4.       Modifiers: เวลา/สภาพอากาศ/คนอยู่ด้วย/ความเร็ว/การจราจร ฯลฯ

5.       Safety behaviors (overt + subtle)

6.       Skills deficit/realistic fear (สำคัญใน driving phobia)

7.       ผู้สูงอายุ: ระวัง misattribution อาการ, sensory impairment, medical comorbidity และ underreporting


8) DSM-5-TR Diagnostic criteria (สรุปใช้งาน)

A) กลัว/กังวลชัดเจนต่อ object/situation เฉพาะ
B) เกือบทุกครั้งที่เจอ เกิด fear/anxiety ทันที
C) หลีกเลี่ยง หรือทนได้ด้วย fear/anxiety รุนแรง
D) มากเกินจริงเมื่อเทียบอันตรายจริง/บริบทวัฒนธรรม
E) ต่อเนื่อง 6 เดือน
F) มี distress หรือ impairment
G) ไม่อธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคอื่น (เช่น agoraphobia, OCD, PTSD, social anxiety ฯลฯ)

ถ้ากลัวแต่ “แทบไม่เคยเจอสิ่งเร้า + ไม่ distress/ไม่กระทบชีวิต” ไม่ควรวินิจฉัย specific phobia


9) Differential diagnosis

  • Agoraphobia: หลีกเลี่ยงหลายสถานการณ์ แต่ “theme เดียว” = กลัวหนีไม่ได้/ไม่มีคนช่วยเวลามี panic-like symptoms
    • specific phobia หลายอัน = “หลาย theme” ตามสถานการณ์
  • Panic disorder: panic attacks แบบ uncued/unexpected
    • specific phobia: panic มัก cued เมื่อเจอสิ่งเร้า
  • Social anxiety disorder: กลัวถูกประเมิน/อาย/ถูกตัดสิน (performance)
  • PTSD: หลีกเลี่ยงร่วมกับ re-experiencing + hyperarousal + avoidance ที่กว้างกว่า “สถานการณ์เดียว”
  • Separation anxiety: theme = กลัวแยกจาก attachment figure/กลัวเกิดอันตรายกับเขา
  • Illness anxiety disorder: theme = กลัวมี/จะเป็นโรค กังวลสุขภาพแบบกว้าง
  • Eating disorders vs choking phobia: กลัวน้ำหนัก/รูปร่าง vs กลัว choke/vomit

10) เครื่องมือประเมิน (เลือกใช้ตามเวลา)

  • ADIS-5 (มี ratings fear/avoidance สำหรับสิ่งเร้า phobia หลายแบบ)
    • ละเอียดมากแต่ใช้เวลานาน เหมาะ case anxiety เป็นปัญหาหลัก
  • Self-report scales ตาม subtype / แบบรวม (เช่น specific phobia questionnaire, severity measure)
  • Behavioral approach task (BAT): ให้เผชิญสิ่งเร้าแบบควบคุมได้ ประเมิน fear intensity, cognitions, safety behaviors
    • มีประโยชน์มากเมื่อจะทำแผนรักษาแบบ exposure

 

การรักษาและการติดตาม

1) หลักการตั้งต้น

  • Specific phobia พบได้บ่อยและ disabling ได้มาก แต่เป็นโรคที่ รักษาได้ดีมาก โดยเฉพาะ exposure-based CBT
  • อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่มารักษา: ไม่รู้ว่ารักษาได้, อายที่จะบอก, เลี่ยงได้เลยไม่เดือดร้อน, กลัวว่ารักษาแล้วจะยิ่งกังวล/ไม่สบายตัว

2) Initial management decisions

A) “จะรักษาหรือไม่รักษา”

ใช้ shared decision making โดยประเมิน:

  • distress และ functional impairment (งาน/ความสัมพันธ์/สุขภาพ)
  • ระดับ avoidance/safety behaviors
  • ความถี่ และ ความหลีกเลี่ยงไม่ได้ ของสิ่งเร้า

แนวทางปฏิบัติ:

  • ถ้า phobia กระทบชีวิตชัดเจน แนะนำรักษา
  • ถ้าเจอสิ่งเร้านาน ๆ ครั้ง/แทบไม่เจอ และคนไข้ไม่เดือดร้อน อาจเลือก ยังไม่รักษา หรือใช้แบบ PRN สำหรับเหตุการณ์จำเป็น (เช่น ต้องบินปีละครั้ง)

ผู้ป่วยใหม่มัก “อยากรักษา” มากขึ้นเมื่อรู้ว่า มีวิธีที่ได้ผลจริง

B) ประเมินโรคร่วม และจัดลำดับความสำคัญ

ก่อนเริ่มรักษา specific phobia ให้คัดกรอง/ประเมิน:

  • anxiety disorders อื่น ๆ, mood disorders, substance use disorders
  • เลือกว่าอะไรคือ primary disorder of concern (ที่ทำให้ทุกข์/เสียหน้าที่มากสุด หรือคนไข้อยากแก้มากสุด)

ข้อยกเว้นที่ควร “เร่งรักษา” แม้มีโรคร่วม:

  • phobia ที่ รุนแรง/เสี่ยงชีวิต/กระทบสุขภาพ เช่น choking, medical procedures/BII (เลี่ยงหัตถการจำเป็น)

3) การรักษา

A) First-line สำหรับคนส่วนใหญ่: CBT + Exposure

  • แนะนำเป็น อันดับแรก มากกว่ายา/จิตบำบัดแบบอื่น
  • รูปแบบ exposure:
    • in vivo (หลักฐานดีที่สุด)
    • imaginal, virtual reality, augmented reality
    • ใช้เมื่อสิ่งเร้า “สร้างยาก/เจอไม่บ่อย” หรือเป็นขั้นบันไดไปสู่ in vivo
  • หลักฐานสนับสนุน: exposure-based therapy ให้ผลดีกว่า waitlist/placebo และดีกว่า active non-exposure interventions หลายการศึกษา
  • ข้อจำ: ยังไม่มี RCT เปรียบเทียบตรง ๆ ระหว่าง CBT+exposure vs medication สำหรับ specific phobia

B) Benzodiazepines เป็นทางเลือก “เฉพาะบางสถานการณ์”

ข้อบ่งชี้ที่พอรับได้

  • คนไข้ ปฏิเสธ/ไม่พร้อม ทำ CBT (แม้อธิบายแล้ว)
  • สิ่งเร้า หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เกิดไม่บ่อย (เช่น ต้องบินเพื่อทำงาน)
  • exposure therapy ยังเข้าถึงไม่ได้ทันเวลา (เช่น ต้องบินสัปดาห์หน้า)

ข้อควรระวังสำคัญ

  • โดยทั่วไป ไม่แนะนำใช้ร่วมกับ exposure therapy
    • sedation อาจทำให้ “เข้า session ได้ไม่เต็ม”
    • เสี่ยงทำให้คนไข้ “เชื่อว่าต้องพึ่งยา” บั่นทอนผลของ exposure และคง avoidance
  • มีข้อมูลว่า alprazolam อาจลด anxiety ครั้งแรก แต่ ครั้งถัดไปอาจ anxiety/panic มากขึ้น (ตีความว่าอาจขัดขวาง learning ของ exposure)
  • คุยให้ชัดเรื่อง “pharmaco-dependence”: ถ้าเริ่มใช้เพื่อผ่านเหตุการณ์หนึ่ง อาจต้องใช้ทุกครั้งที่เจอสิ่งเร้านั้น

การเลือกยา/การให้ยา (แนวทางปฏิบัติ)

  • หลักคิด: เลือก longer-acting + slower onset เพื่อลด misuse liability (เช่น clonazepam)
    • ตัวอย่าง: clonazepam 1 mg ~1 ชั่วโมงก่อนเจอสิ่งเร้า
  • ถ้า exposure “สั้นมาก” และอยากลด hangover effect อาจใช้ onset เร็วกว่า (เช่น lorazepam 0.5–1 mg ~30 นาที ก่อนเจอสิ่งเร้า)
  • แนะนำ test dose ล่วงหน้า (วันที่ไม่ต้องเผชิญจริง) เพื่อประเมิน oversedation
  • เตือนหลีกเลี่ยง alcohol, ขับรถ/เครื่องจักรหนัก หลังรับยา
  • ประเมินความเสี่ยง misuse:
    • ประวัติ substance use disorder หลีกเลี่ยง/ใช้อย่างระวัง, ถ้าจำเป็นให้ จำนวนจำกัดพอสำหรับเที่ยวบิน” และมักชอบ clonazepam มากกว่า

หลักฐาน efficacy ของ BZD ใน specific phobia โดยตรงยัง “ไม่แข็ง” (ใช้เพื่อ short-term symptom control มากกว่ารักษาหาย)


4) Subsequent treatment / Follow-up

A) เมื่อได้ผลดี (robust response)

  • ผลของ exposure therapy มักคงอยู่ได้ อย่างน้อย ~1 ปี
  • แนะนำ self-exposure แบบสม่ำเสมอ เพื่อคงผล (maintenance)
  • ส่วน benzodiazepines: ผลอยู่แค่ช่วงที่กิน ถ้าจะคงผลต้องกินต่อ (ไม่ใช่ disease-modifying)

B) เมื่อได้ผลไม่พอ

1) ไม่ตอบสนองต่อ exposure therapy

  • ยังไม่มี RCT ชัดเจนสำหรับ “แนวทางหลังล้มเหลว”
  • ขั้นแรกให้เช็กปัจจัยที่ทำให้เสียผล:
    • แอบใช้ benzodiazepine หรือ ดื่ม alcohol ก่อน session
  • จากนั้นพิจารณา “เติมองค์ประกอบ” เช่น:
    • psychoeducation, cognitive therapy, anxiety management
    • จัดการ/ลด safety behaviors
    • เทคนิคเฉพาะเช่น applied tension (มักมีบทบาทใน BII/vasovagal)

2) ไม่ตอบสนองต่อ pharmacologic management

  • โดยรวม ไม่แนะนำ routinely และใช้เป็น last resort เท่านั้น
  • ตัวเลือกที่มีหลักฐานจำกัด:
    • Beta-blockers: data น้อย/ขัดแย้ง (ระวัง asthma ฯลฯ)
    • SSRIs: หลักฐานยังไม่สรุป; อาจพิจารณาใน situational phobia ที่คล้าย panic disorder (เช่น claustrophobia) หรือมี comorbid GAD/panic
    • augmentation ก่อน exposure (e.g., D-cycloserine ฯลฯ): หลักฐานจำกัด/ยังไม่ routine

5) Perceived helpfulness (ประเด็นที่ใช้คุยกับคนไข้)

  • ใน survey ระดับประชากร คนไข้จำนวนหนึ่ง “ยังไม่รู้สึกว่าช่วย” หลังเจอผู้เชี่ยวชาญคนแรก แต่โอกาสพบการรักษาที่ช่วยได้ เพิ่มขึ้นเมื่อไปต่อ (พบผู้ให้การรักษาที่ชำนาญ)
  • ดังนั้นควร:
    • ส่งต่อผู้ให้การรักษาที่ทำ evidence-based exposure
    • ให้กำลังใจเรื่อง persistence in help-seeking หากครั้งแรกไม่เวิร์ก

 

CBT with exposure

1) แนวคิดหลัก

  • Specific phobia = กลัวเฉพาะสิ่ง/สถานการณ์แบบชัดเจน avoidance + distress/impairment
  • เป็นโรคที่ treatable มาก แต่คนไข้มักไม่มารักษา (อาย, เลี่ยงได้, ไม่รู้ว่ารักษาได้, กลัวต้องเผชิญความกังวลระหว่างรักษา)
  • First-line สำหรับคนส่วนใหญ่ = CBT ที่มี exposure (ยาเป็นทางเลือกในบางสถานการณ์ เช่น สิ่งเร้าเจอนานๆครั้งแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้/ต้องทำหัตถการด่วน)

2) Initial management ก่อนเริ่ม CBT

A) Shared decision making: จะรักษาไหม/รักษาแบบไหน

ประเมิน:

  • ระดับ distress + functional impairment
  • avoidance/safety behaviors
  • ความถี่/ความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสิ่งเร้า
  • ความพร้อมของผู้ป่วย (เวลา, motivation, ความสามารถทำ homework)

B) ประเมินโรคร่วม และจัดลำดับความสำคัญ

  • ถ้ามี comorbid (เช่น GAD, panic disorder) บางรายอาจจัดการโรคร่วมก่อนเพราะช่วยลดอาการโดยรวมและเพิ่มคุณภาพชีวิต
  • แต่ phobia บางชนิดควร priority สูง (เช่น choking, blood-injection-injury, phobia ต่อหัตถการจำเป็น)

3) Overcoming reluctance ต่อ exposure (ใช้บ่อยมากในคลินิก)

Key counseling points:

  • Avoidance ลดความกลัว “ระยะสั้น” แต่ทำให้ความกลัวคงอยู่/แผ่ขยาย และทำลายความมั่นใจระยะยาว
  • ผู้ป่วยเป็นคน “คุมจังหวะ” exposure: ตั้ง pace เองตามความทนไหว (เพิ่ม sense of control)
  • ชั่ง ต้นทุนของการอยู่กับ phobia vs ประโยชน์ระยะยาวของการรักษา (short-term discomfort เพื่อ long-term freedom)
  • อธิบายว่า exposure ทำงานผ่าน learning ไม่ใช่ “ฝืนทนอย่างเดียว”

4) CBT with exposure: อธิบายกลไกที่ต้องสื่อกับผู้ป่วย

  • หลักคือ repeated, systematic confrontation กับสิ่งเร้า
  • เกิด fear reduction ผ่าน:
    • extinction learning: สิ่งเร้าเกิดขึ้นแต่ “ไม่มีผลลบตามที่คาด”
    • inhibitory learning: เรียนรู้ว่า “อันตราย/เหตุร้ายไม่ได้เกิดเสมอ” และรับมือได้
  • ใน session เน้น “ทดสอบคำทำนาย” (predictions) ของผู้ป่วย แล้วสรุป evidence หลัง exposure
    ตัวอย่าง: “งูจะกัดแน่” เจอจริงแล้วไม่กัด belief ใหม่ “งูมักหลีกเลี่ยง/ฉันรับมือได้”

5) การจัด session และระยะเวลา

รูปแบบการรักษา

  • One-session treatment: 1 ครั้งยาว ~2–3 ชม. (prolonged exposure)
  • Multisession: ส่วนใหญ่ 60–90 นาที/ครั้ง หลายครั้ง
  • งานวิจัยเปรียบเทียบจำนวนครั้ง “ผลออกมาคละกัน” (บาง meta-analysis ชี้ multisession ดีกว่าเล็กน้อยในด้าน dysfunction; แต่บางการศึกษาในเด็ก/วัยรุ่นพบ one-session ไม่ด้อยกว่าใน behavioral avoidance)

หลักการเพิ่ม generalization

  • ควร vary context ของ exposure เมื่อทำได้ (สถานที่/รูปแบบ/ระดับความยาก) เพื่อลด renewal of fear เวลาไปเจอบริบทใหม่

6) เทคนิคหลัก: Graded exposure (hierarchy-based)

ขั้นตอนปฏิบัติ

1.       สร้าง exposure hierarchy จากง่าย ยาก (แบ่งเป็นขั้นละเอียด)

2.       ใช้คะแนน SUDS 0–100 (0 = ไม่กลัว, 100 = กลัวสุด)

3.       ทำ exposure ขั้นนั้นจน SUDS ลดลง “อย่างมีนัยสำคัญ” ก่อนขยับขั้น

o   แนวปฏิบัติที่พบบ่อย: ลดลง ~ครึ่งหนึ่ง (เช่น 55 25) แต่ปรับตามบริบทและ willingness

4.       ให้ home practice ซ้ำๆ (ยิ่งทำบ่อย ยิ่งลดเร็ว) มักแนะนำอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือถ้าเป็นไปได้ให้ใกล้ daily

เป้าหมายของ exposure:

  • ลด avoidance
  • challenge anxious predictions
  • ลด/เลิก safety behaviors
  • เพิ่ม “ทักษะตอบสนองต่อ fear cue” แบบใหม่

7) Types of exposure และข้อบ่งชี้

A) In vivo exposure (หลักฐานดีที่สุด; taxing สุด)

  • เผชิญสิ่งเร้า “ของจริง” เช่น จับสัตว์, ขึ้นลิฟต์, ขับขึ้นทางด่วน
  • ข้อจำกัด: emotional burden สูง refusal/dropout ได้ (รายงาน refusal ~14–27%; dropout รายงานกว้างมากขึ้นกับวิธีศึกษา)

B) Imaginal exposure

เหมาะเมื่อ:

  • สิ่งเร้า สร้างยาก/แพง/เจอนานๆครั้ง (เช่น fear of flying, storms)
  • หรือเป็นขั้นกลางก่อน in vivo
  • ใช้ “script/scene” ให้ผู้ป่วยจินตนาการซ้ำ ๆ ใน session จน fear ลด

C) Virtual reality exposure (VRE) / Augmented reality exposure (AR)

  • ใช้เดี่ยว ๆ หรือเป็นขั้นก่อน in vivo
  • เหมาะกับสิ่งเร้าที่จัดฉากยาก (บิน, พายุ, ขับรถ, สูง, dental, BII ฯลฯ)
  • ข้อจำกัด: cost/availability และบางงานพบ dropout สูง
  • AR ผ่าน smartphone อาจเข้าถึงง่ายกว่า (ผสาน virtual object ในสภาพแวดล้อมจริง)

8) Additional components ที่มักใช้ “คู่กับ exposure”

ใช้เพื่อเพิ่ม acceptance/tolerance หรือกรณี response ไม่พอ

A) Cognitive therapy

  • ระบุและปรับ maladaptive appraisals (overestimate danger, underestimate coping)
  • หลักฐานการ “เพิ่ม cognitive ต่อ exposure” ผลคละกัน: บาง phobia (เช่น claustrophobia) อาจได้ประโยชน์; animal phobia บางงานไม่เพิ่มผลเหนือ exposure เดี่ยว
  • แต่ในคลินิกมักช่วย “พาผู้ป่วยเข้าหา exposure ได้”

B) Psychoeducation

  • โมเดล CBT, วงจร avoidance, กลไกการเรียนรู้
  • ให้ความรู้จริงเกี่ยวกับสิ่งเร้าเพื่อลด belief ผิด (เช่น สัตว์ไม่ได้ “จงใจทำร้าย”)

C) Safety behaviors (ใช้แบบ “incorporate แล้ว fade out”)

  • ตัวอย่าง: distraction, thought suppression, checking, พกของที่ทำให้มั่นใจ, การพกยา (รวมถึง BZD)
  • งานวิจัยผลผสม: บาง phobia safety behaviors ลด efficacy (dog/claustrophobia) แต่บางงานใน spider phobia อาจช่วยให้ยอมเข้าใกล้มากขึ้น
  • แนวทางใช้งาน: ใช้เป็นสะพาน ให้เริ่ม exposure ได้ แล้วค่อย ๆ ลดเพื่อไม่คง avoidance แบบละเอียด

D) Anxiety management (adjunct ไม่ใช่แกนหลัก)

  • breathing retraining, progressive muscle relaxation, imaginal relaxation
  • ช่วยในรายที่ distress สูงจนทำ exposure ไม่ไหว แต่โดยทั่วไป ไม่ใช่ essential component และไม่ค่อยได้ผลถ้าไม่มี exposure

E) Applied tension (เฉพาะ phobia ที่มี vasovagal fainting)

  • โดยเฉพาะ blood-injection-injury phobia
  • สอนเกร็งกล้ามเนื้อเพิ่ม BP ระหว่าง exposure เพื่อต้าน vasovagal response

9) Subsequent treatment

A) เมื่อได้ผลดี

  • แนะนำ continued self-exposure เพื่อคงผล (เหมาะสุดเกือบ daily; อย่างน้อย weekly)
  • ผลของ exposure มักคงอยู่ได้ อย่างน้อย ~1 ปี (ข้อมูลระยะยาวกว่านั้นยังจำกัด)

B) เมื่อ response ไม่พอ

1.       เช็กปัจจัยรบกวน exposure learning:

o   ใช้ benzodiazepine / ดื่ม alcohol ก่อน session

2.       เพิ่มองค์ประกอบ adjunct (cognitive/psychoeducation/safety behavior fading/anxiety management/applied tension ตามชนิด phobia)

3.       ถ้ายัง refractory พิจารณา pharmacotherapy ตามบริบท (มักอยู่ในหัวข้ออื่น)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น