Specific phobia
1) นิยามและแก่นอาการ
- Specific
phobia = ความกลัว/วิตกกังวล
“จำเพาะต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์หนึ่ง” ที่ มากเกินเหตุ → มักนำไปสู่ avoidance
หรือทนอยู่ได้ด้วยความกลัวรุนแรง และก่อ distress/impairment
ต่อการใช้ชีวิต
- สิ่งเร้าพบบ่อย: animals/insects, heights, water, enclosed
places, driving, flying, blood, injection, choking/vomiting
- Trigger
ได้ตั้งแต่ คาดการณ์ล่วงหน้า, เผชิญจริง,
ไปจนถึง ได้ยินชื่อสิ่งเร้า (เช่น
ได้ยินคำว่า “spider”)
- โฟกัสของความกลัวอาจเป็น:
- danger/harm
(เครื่องบินตก, รถชน)
- disgust
(เลือด/แมลง)
- กลัวอาการทางกาย/ควบคุมตัวเองไม่ได้ (เป็นลม,
panic, อาเจียน, choke)
2) Specifiers (DSM-5-TR) — 5 กลุ่มหลัก
1.
Animal (spiders, insects, dogs)
2.
Natural environment (heights, storms,
water)
3.
Blood-injection-injury (BII) (needles,
invasive procedures)
o จุดเด่น: อาจมี vasovagal syncope/เป็นลม
(ต่างจากชนิดอื่น)
4.
Situational (airplanes, elevators,
enclosed places)
5.
Other (choking/vomiting; ในเด็กอาจเป็น
loud sounds/costumes)
3) Epidemiology (ประเด็นที่ใช้จำในคลินิก)
- พบได้บ่อย: 12-month ~3.5–8.7%, lifetime ~7.7–12.5%
(US; ขึ้นกับเกณฑ์ distress/impairment และวิธีศึกษา)
- โดยรวม หญิงมากกว่าชาย (เด่นใน animal
phobia; ช่องว่างน้อยลงใน BII/height)
- มักมี comorbidity สูง:
- anxiety
disorders อื่น ๆ (รวม panic/agoraphobia, social
anxiety, GAD)
- mood
disorders (MDD, bipolar II)
- alcohol
dependence
- “จำนวน phobias มากขึ้น” มักสัมพันธ์กับ disability
มากขึ้น
4) Pathogenesis (สรุปเชิงกลไก)
เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ bio–psycho–social:
- Genetic/familial
aggregation: first-degree relatives มีความเสี่ยงเพิ่ม
(มักถ่ายทอดเป็น “type เดียวกัน”
มากกว่าตัวสิ่งเร้าเดียวกัน)
- heritability
ปานกลาง; บาง type เช่น BII อาจมีองค์ประกอบทางชีวภาพเด่นกว่า
- Neurobiology:
งาน imaging สนับสนุนการทำงานผิดปกติของวงจรความกลัว
- amygdala/insula
hyperactivation
- บางงานชี้ความต่างของ neural substrate ระหว่าง
animal vs BII
- Personality/trait:
- disgust
sensitivity (เด่นใน animal/BII บางราย)
- anxiety
sensitivity (เด่นใน situational บางราย)
- Cognitive
factors:
- attentional
bias ต่อ threat, expectancy bias, difficulty
disengage attention
- ช่วย “คงโรคไว้” แม้ไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด
- Social/environmental
& learning: 3 pathways คลาสสิก
1.
Direct conditioning (โดนกัด/เกิดอุบัติเหตุ/เป็นลมตอนเห็นเลือด)
2.
Vicarious acquisition (เห็นคนอื่นกลัว/เกิดเหตุ)
3.
Informational transmission (ได้ยินข่าว/สื่อ)
- Evolutionary/preparedness:
บางความกลัวเกิดได้ “เหมือนฝังมา”
(มีหลักฐานทั้งสนับสนุนและขัดแย้ง)
5) Clinical manifestations (สิ่งที่เจอบ่อยจริง)
- ผู้ป่วยจำนวนมาก รู้ว่า “เกินเหตุ/ไม่สมเหตุผล” แต่คุมปฏิกิริยาไม่ได้
- มี avoidance + safety behaviors (ทั้ง overt
และ subtle) เช่น
- เปลี่ยนเส้นทาง, พกของ “ป้องกัน”,
distraction, thought suppression
- ใช้ alcohol เพื่อขึ้นเครื่องบิน
- ระดับ impairment แปรผัน:
- บางรายกระทบไม่มากเพราะ “จัดสภาพแวดล้อมให้หลบได้”
- แต่บางราย กระทบสุขภาพ/เสี่ยงชีวิต เช่น
- choking
phobia → เลี่ยงอาหารจนโภชนาการแย่
- BII
→ เลี่ยงหัตถการจำเป็น
6) Course & prognosis
- ถ้าไม่รักษา มัก เรื้อรัง/ยาวนาน (หลายคนเป็นตั้งแต่วัยเด็ก)
- อายุเริ่มต่างตาม type:
- animal
+ BII: มักเริ่มใน childhood
- situational
+ natural environment: มักเริ่ม late
adolescence/early adulthood
- พยากรณ์โรค ดีมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ exposure-based
treatment
7) การประเมินและวินิจฉัย (เน้น “ถามให้เจอ”)
จุดเตือน
- การประเมินเองอาจ trigger อาการได้
(แม้พูดคำสิ่งเร้า) → ควรอธิบายเหตุผล + สร้างความร่วมมือ
สิ่งที่ควรถาม/เก็บข้อมูลเป็นระบบ
1.
Focus ของความกลัว:
harm? disgust? กลัวอาการทางกาย/เป็นลม? กลัวเสียการควบคุม?
2.
Predictability: มัก
“แทบแน่นอน” เมื่อเจอสิ่งเร้า
3.
Generalization: กลัวเฉพาะสถานการณ์เดียวหรือหลายบริบทที่เกี่ยวข้อง
4.
Modifiers: เวลา/สภาพอากาศ/คนอยู่ด้วย/ความเร็ว/การจราจร
ฯลฯ
5.
Safety behaviors (overt + subtle)
6.
Skills deficit/realistic fear (สำคัญใน driving phobia)
7.
ผู้สูงอายุ: ระวัง misattribution
อาการ, sensory impairment, medical comorbidity และ underreporting
8) DSM-5-TR Diagnostic criteria (สรุปใช้งาน)
A) กลัว/กังวลชัดเจนต่อ object/situation
เฉพาะ
B) เกือบทุกครั้งที่เจอ → เกิด fear/anxiety ทันที
C) หลีกเลี่ยง หรือทนได้ด้วย fear/anxiety รุนแรง
D) มากเกินจริงเมื่อเทียบอันตรายจริง/บริบทวัฒนธรรม
E) ต่อเนื่อง ≥6 เดือน
F) มี distress หรือ impairment
G) ไม่อธิบายได้ดีกว่าด้วยโรคอื่น (เช่น agoraphobia, OCD,
PTSD, social anxiety ฯลฯ)
ถ้ากลัวแต่ “แทบไม่เคยเจอสิ่งเร้า + ไม่ distress/ไม่กระทบชีวิต” → ไม่ควรวินิจฉัย specific phobia
9) Differential diagnosis
- Agoraphobia:
หลีกเลี่ยงหลายสถานการณ์ แต่ “theme เดียว”
= กลัวหนีไม่ได้/ไม่มีคนช่วยเวลามี panic-like symptoms
- specific
phobia หลายอัน = “หลาย theme” ตามสถานการณ์
- Panic
disorder: panic attacks แบบ uncued/unexpected
- specific
phobia: panic มัก cued เมื่อเจอสิ่งเร้า
- Social
anxiety disorder: กลัวถูกประเมิน/อาย/ถูกตัดสิน (performance)
- PTSD:
หลีกเลี่ยงร่วมกับ re-experiencing + hyperarousal +
avoidance ที่กว้างกว่า “สถานการณ์เดียว”
- Separation
anxiety: theme = กลัวแยกจาก attachment figure/กลัวเกิดอันตรายกับเขา
- Illness
anxiety disorder: theme = กลัวมี/จะเป็นโรค
กังวลสุขภาพแบบกว้าง
- Eating
disorders vs choking phobia: กลัวน้ำหนัก/รูปร่าง vs
กลัว choke/vomit
10) เครื่องมือประเมิน (เลือกใช้ตามเวลา)
- ADIS-5
(มี ratings fear/avoidance สำหรับสิ่งเร้า
phobia หลายแบบ)
- ละเอียดมากแต่ใช้เวลานาน → เหมาะ case anxiety เป็นปัญหาหลัก
- Self-report
scales ตาม subtype / แบบรวม (เช่น specific
phobia questionnaire, severity measure)
- Behavioral
approach task (BAT): ให้เผชิญสิ่งเร้าแบบควบคุมได้ → ประเมิน
fear intensity, cognitions, safety behaviors
- มีประโยชน์มากเมื่อจะทำแผนรักษาแบบ exposure
การรักษาและการติดตาม
1) หลักการตั้งต้น
- Specific
phobia พบได้บ่อยและ disabling ได้มาก แต่เป็นโรคที่ รักษาได้ดีมาก โดยเฉพาะ exposure-based
CBT
- อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่มารักษา: ไม่รู้ว่ารักษาได้, อายที่จะบอก, เลี่ยงได้เลยไม่เดือดร้อน,
กลัวว่ารักษาแล้วจะยิ่งกังวล/ไม่สบายตัว
2) Initial management decisions
A) “จะรักษาหรือไม่รักษา”
ใช้ shared decision making โดยประเมิน:
- distress
และ functional impairment (งาน/ความสัมพันธ์/สุขภาพ)
- ระดับ avoidance/safety behaviors
- ความถี่ และ ความหลีกเลี่ยงไม่ได้ ของสิ่งเร้า
แนวทางปฏิบัติ:
- ถ้า phobia กระทบชีวิตชัดเจน → แนะนำรักษา
- ถ้าเจอสิ่งเร้านาน ๆ ครั้ง/แทบไม่เจอ และคนไข้ไม่เดือดร้อน → อาจเลือก
ยังไม่รักษา หรือใช้แบบ PRN สำหรับเหตุการณ์จำเป็น
(เช่น ต้องบินปีละครั้ง)
ผู้ป่วยใหม่มัก “อยากรักษา” มากขึ้นเมื่อรู้ว่า มีวิธีที่ได้ผลจริง
B) ประเมินโรคร่วม และจัดลำดับความสำคัญ
ก่อนเริ่มรักษา specific phobia ให้คัดกรอง/ประเมิน:
- anxiety
disorders อื่น ๆ, mood disorders, substance use
disorders
- เลือกว่าอะไรคือ primary disorder of concern (ที่ทำให้ทุกข์/เสียหน้าที่มากสุด หรือคนไข้อยากแก้มากสุด)
ข้อยกเว้นที่ควร “เร่งรักษา” แม้มีโรคร่วม:
- phobia
ที่ รุนแรง/เสี่ยงชีวิต/กระทบสุขภาพ เช่น choking,
medical procedures/BII (เลี่ยงหัตถการจำเป็น)
3) การรักษา
A) First-line สำหรับคนส่วนใหญ่: CBT
+ Exposure
- แนะนำเป็น อันดับแรก มากกว่ายา/จิตบำบัดแบบอื่น
- รูปแบบ exposure:
- in
vivo (หลักฐานดีที่สุด)
- imaginal,
virtual reality, augmented reality
- ใช้เมื่อสิ่งเร้า “สร้างยาก/เจอไม่บ่อย” หรือเป็นขั้นบันไดไปสู่ in
vivo
- หลักฐานสนับสนุน: exposure-based therapy ให้ผลดีกว่า
waitlist/placebo และดีกว่า active non-exposure
interventions หลายการศึกษา
- ข้อจำ: ยังไม่มี RCT เปรียบเทียบตรง
ๆ ระหว่าง CBT+exposure vs medication สำหรับ specific
phobia
B) Benzodiazepines เป็นทางเลือก
“เฉพาะบางสถานการณ์”
ข้อบ่งชี้ที่พอรับได้
- คนไข้ ปฏิเสธ/ไม่พร้อม ทำ CBT (แม้อธิบายแล้ว)
- สิ่งเร้า หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เกิดไม่บ่อย (เช่น ต้องบินเพื่อทำงาน)
- exposure
therapy ยังเข้าถึงไม่ได้ทันเวลา (เช่น ต้องบินสัปดาห์หน้า)
ข้อควรระวังสำคัญ
- โดยทั่วไป ไม่แนะนำใช้ร่วมกับ exposure therapy
- sedation
อาจทำให้ “เข้า session ได้ไม่เต็ม”
- เสี่ยงทำให้คนไข้ “เชื่อว่าต้องพึ่งยา” → บั่นทอนผลของ
exposure และคง avoidance
- มีข้อมูลว่า alprazolam อาจลด anxiety ครั้งแรก แต่ ครั้งถัดไปอาจ anxiety/panic มากขึ้น (ตีความว่าอาจขัดขวาง learning
ของ exposure)
- คุยให้ชัดเรื่อง “pharmaco-dependence”: ถ้าเริ่มใช้เพื่อผ่านเหตุการณ์หนึ่ง
อาจต้องใช้ทุกครั้งที่เจอสิ่งเร้านั้น
การเลือกยา/การให้ยา (แนวทางปฏิบัติ)
- หลักคิด: เลือก longer-acting + slower onset เพื่อลด misuse liability (เช่น clonazepam)
- ตัวอย่าง: clonazepam 1 mg ~1 ชั่วโมงก่อนเจอสิ่งเร้า
- ถ้า exposure “สั้นมาก” และอยากลด hangover
effect → อาจใช้ onset เร็วกว่า (เช่น lorazepam
0.5–1 mg ~30 นาที ก่อนเจอสิ่งเร้า)
- แนะนำ test dose ล่วงหน้า
(วันที่ไม่ต้องเผชิญจริง) เพื่อประเมิน oversedation
- เตือนหลีกเลี่ยง alcohol, ขับรถ/เครื่องจักรหนัก หลังรับยา
- ประเมินความเสี่ยง misuse:
- ประวัติ substance use disorder → หลีกเลี่ยง/ใช้อย่างระวัง,
ถ้าจำเป็นให้ จำนวนจำกัด “พอสำหรับเที่ยวบิน”
และมักชอบ clonazepam มากกว่า
หลักฐาน efficacy ของ BZD
ใน specific phobia โดยตรงยัง “ไม่แข็ง”
(ใช้เพื่อ short-term symptom control มากกว่ารักษาหาย)
4) Subsequent treatment / Follow-up
A) เมื่อได้ผลดี (robust response)
- ผลของ exposure therapy มักคงอยู่ได้ อย่างน้อย
~1 ปี
- แนะนำ self-exposure แบบสม่ำเสมอ เพื่อคงผล (maintenance)
- ส่วน benzodiazepines: ผลอยู่แค่ช่วงที่กิน → ถ้าจะคงผลต้องกินต่อ
(ไม่ใช่ disease-modifying)
B) เมื่อได้ผลไม่พอ
1) ไม่ตอบสนองต่อ exposure therapy
- ยังไม่มี RCT ชัดเจนสำหรับ “แนวทางหลังล้มเหลว”
- ขั้นแรกให้เช็กปัจจัยที่ทำให้เสียผล:
- แอบใช้ benzodiazepine หรือ ดื่ม alcohol
ก่อน session
- จากนั้นพิจารณา “เติมองค์ประกอบ” เช่น:
- psychoeducation,
cognitive therapy, anxiety management
- จัดการ/ลด safety behaviors
- เทคนิคเฉพาะเช่น applied tension (มักมีบทบาทใน
BII/vasovagal)
2) ไม่ตอบสนองต่อ pharmacologic
management
- โดยรวม ไม่แนะนำ routinely และใช้เป็น
last resort เท่านั้น
- ตัวเลือกที่มีหลักฐานจำกัด:
- Beta-blockers:
data น้อย/ขัดแย้ง (ระวัง asthma ฯลฯ)
- SSRIs:
หลักฐานยังไม่สรุป; อาจพิจารณาใน situational
phobia ที่คล้าย panic disorder (เช่น
claustrophobia) หรือมี comorbid GAD/panic
- augmentation
ก่อน exposure (e.g., D-cycloserine ฯลฯ):
หลักฐานจำกัด/ยังไม่ routine
5) Perceived helpfulness (ประเด็นที่ใช้คุยกับคนไข้)
- ใน survey ระดับประชากร คนไข้จำนวนหนึ่ง
“ยังไม่รู้สึกว่าช่วย” หลังเจอผู้เชี่ยวชาญคนแรก
แต่โอกาสพบการรักษาที่ช่วยได้ เพิ่มขึ้นเมื่อไปต่อ (พบผู้ให้การรักษาที่ชำนาญ)
- ดังนั้นควร:
- ส่งต่อผู้ให้การรักษาที่ทำ evidence-based exposure
- ให้กำลังใจเรื่อง persistence in help-seeking หากครั้งแรกไม่เวิร์ก
CBT with exposure
1) แนวคิดหลัก
- Specific
phobia = กลัวเฉพาะสิ่ง/สถานการณ์แบบชัดเจน → avoidance
+ distress/impairment
- เป็นโรคที่ treatable มาก แต่คนไข้มักไม่มารักษา (อาย, เลี่ยงได้,
ไม่รู้ว่ารักษาได้, กลัวต้องเผชิญความกังวลระหว่างรักษา)
- First-line
สำหรับคนส่วนใหญ่ = CBT ที่มี exposure
(ยาเป็นทางเลือกในบางสถานการณ์ เช่น
สิ่งเร้าเจอนานๆครั้งแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้/ต้องทำหัตถการด่วน)
2) Initial management ก่อนเริ่ม CBT
A) Shared decision making: จะรักษาไหม/รักษาแบบไหน
ประเมิน:
- ระดับ distress + functional impairment
- avoidance/safety
behaviors
- ความถี่/ความหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสิ่งเร้า
- ความพร้อมของผู้ป่วย (เวลา, motivation, ความสามารถทำ
homework)
B) ประเมินโรคร่วม และจัดลำดับความสำคัญ
- ถ้ามี comorbid (เช่น GAD, panic
disorder) บางรายอาจจัดการโรคร่วมก่อนเพราะช่วยลดอาการโดยรวมและเพิ่มคุณภาพชีวิต
- แต่ phobia บางชนิดควร priority สูง (เช่น choking, blood-injection-injury,
phobia ต่อหัตถการจำเป็น)
3) Overcoming reluctance ต่อ exposure
(ใช้บ่อยมากในคลินิก)
Key counseling points:
- Avoidance
ลดความกลัว “ระยะสั้น” แต่ทำให้ความกลัวคงอยู่/แผ่ขยาย
และทำลายความมั่นใจระยะยาว
- ผู้ป่วยเป็นคน “คุมจังหวะ” exposure: ตั้ง pace
เองตามความทนไหว (เพิ่ม sense of control)
- ชั่ง ต้นทุนของการอยู่กับ phobia vs ประโยชน์ระยะยาวของการรักษา (short-term discomfort เพื่อ long-term freedom)
- อธิบายว่า exposure ทำงานผ่าน learning
ไม่ใช่ “ฝืนทนอย่างเดียว”
4) CBT with exposure: อธิบายกลไกที่ต้องสื่อกับผู้ป่วย
- หลักคือ repeated, systematic confrontation กับสิ่งเร้า
- เกิด fear reduction ผ่าน:
- extinction
learning: สิ่งเร้าเกิดขึ้นแต่ “ไม่มีผลลบตามที่คาด”
- inhibitory
learning: เรียนรู้ว่า “อันตราย/เหตุร้ายไม่ได้เกิดเสมอ”
และรับมือได้
- ใน session เน้น “ทดสอบคำทำนาย” (predictions)
ของผู้ป่วย แล้วสรุป evidence หลัง exposure
ตัวอย่าง: “งูจะกัดแน่” → เจอจริงแล้วไม่กัด → belief ใหม่ “งูมักหลีกเลี่ยง/ฉันรับมือได้”
5) การจัด session และระยะเวลา
รูปแบบการรักษา
- One-session
treatment: 1 ครั้งยาว ~2–3 ชม. (prolonged
exposure)
- Multisession:
ส่วนใหญ่ 60–90 นาที/ครั้ง หลายครั้ง
- งานวิจัยเปรียบเทียบจำนวนครั้ง “ผลออกมาคละกัน” (บาง meta-analysis
ชี้ multisession ดีกว่าเล็กน้อยในด้าน dysfunction;
แต่บางการศึกษาในเด็ก/วัยรุ่นพบ one-session ไม่ด้อยกว่าใน behavioral avoidance)
หลักการเพิ่ม generalization
- ควร vary context ของ exposure เมื่อทำได้ (สถานที่/รูปแบบ/ระดับความยาก) เพื่อลด renewal
of fear เวลาไปเจอบริบทใหม่
6) เทคนิคหลัก: Graded exposure
(hierarchy-based)
ขั้นตอนปฏิบัติ
1.
สร้าง exposure hierarchy
จากง่าย → ยาก (แบ่งเป็นขั้นละเอียด)
2.
ใช้คะแนน SUDS 0–100
(0 = ไม่กลัว, 100 = กลัวสุด)
3.
ทำ exposure ขั้นนั้นจน
SUDS ลดลง “อย่างมีนัยสำคัญ” ก่อนขยับขั้น
o แนวปฏิบัติที่พบบ่อย: ลดลง ~ครึ่งหนึ่ง
(เช่น 55 →
25) แต่ปรับตามบริบทและ willingness
4.
ให้ home practice ซ้ำๆ (ยิ่งทำบ่อย ยิ่งลดเร็ว) มักแนะนำอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์
หรือถ้าเป็นไปได้ให้ใกล้ daily
เป้าหมายของ exposure:
- ลด avoidance
- challenge
anxious predictions
- ลด/เลิก safety behaviors
- เพิ่ม “ทักษะตอบสนองต่อ fear cue” แบบใหม่
7) Types of exposure และข้อบ่งชี้
A) In vivo exposure (หลักฐานดีที่สุด;
taxing สุด)
- เผชิญสิ่งเร้า “ของจริง” เช่น จับสัตว์, ขึ้นลิฟต์,
ขับขึ้นทางด่วน
- ข้อจำกัด: emotional burden สูง → refusal/dropout
ได้ (รายงาน refusal ~14–27%; dropout รายงานกว้างมากขึ้นกับวิธีศึกษา)
B) Imaginal exposure
เหมาะเมื่อ:
- สิ่งเร้า สร้างยาก/แพง/เจอนานๆครั้ง (เช่น
fear of flying, storms)
- หรือเป็นขั้นกลางก่อน in vivo
- ใช้ “script/scene” ให้ผู้ป่วยจินตนาการซ้ำ ๆ
ใน session จน fear ลด
C) Virtual reality exposure (VRE) / Augmented reality
exposure (AR)
- ใช้เดี่ยว ๆ หรือเป็นขั้นก่อน in vivo
- เหมาะกับสิ่งเร้าที่จัดฉากยาก (บิน, พายุ,
ขับรถ, สูง, dental, BII ฯลฯ)
- ข้อจำกัด: cost/availability และบางงานพบ dropout
สูง
- AR
ผ่าน smartphone อาจเข้าถึงง่ายกว่า
(ผสาน virtual object ในสภาพแวดล้อมจริง)
8) Additional components ที่มักใช้ “คู่กับ exposure”
ใช้เพื่อเพิ่ม acceptance/tolerance หรือกรณี response ไม่พอ
A) Cognitive therapy
- ระบุและปรับ maladaptive appraisals (overestimate
danger, underestimate coping)
- หลักฐานการ “เพิ่ม cognitive ต่อ exposure”
ผลคละกัน: บาง phobia (เช่น claustrophobia)
อาจได้ประโยชน์; animal phobia บางงานไม่เพิ่มผลเหนือ
exposure เดี่ยว
- แต่ในคลินิกมักช่วย “พาผู้ป่วยเข้าหา exposure ได้”
B) Psychoeducation
- โมเดล CBT, วงจร avoidance, กลไกการเรียนรู้
- ให้ความรู้จริงเกี่ยวกับสิ่งเร้าเพื่อลด belief ผิด (เช่น สัตว์ไม่ได้ “จงใจทำร้าย”)
C) Safety behaviors (ใช้แบบ “incorporate
แล้ว fade out”)
- ตัวอย่าง: distraction, thought suppression, checking, พกของที่ทำให้มั่นใจ, การพกยา (รวมถึง BZD)
- งานวิจัยผลผสม: บาง phobia safety behaviors ลด
efficacy (dog/claustrophobia) แต่บางงานใน spider
phobia อาจช่วยให้ยอมเข้าใกล้มากขึ้น
- แนวทางใช้งาน: ใช้เป็นสะพาน ให้เริ่ม exposure ได้ แล้วค่อย ๆ ลดเพื่อไม่คง avoidance แบบละเอียด
D) Anxiety management (adjunct ไม่ใช่แกนหลัก)
- breathing
retraining, progressive muscle relaxation, imaginal relaxation
- ช่วยในรายที่ distress สูงจนทำ exposure
ไม่ไหว แต่โดยทั่วไป ไม่ใช่ essential
component และไม่ค่อยได้ผลถ้าไม่มี exposure
E) Applied tension (เฉพาะ phobia ที่มี vasovagal fainting)
- โดยเฉพาะ blood-injection-injury phobia
- สอนเกร็งกล้ามเนื้อเพิ่ม BP ระหว่าง exposure
เพื่อต้าน vasovagal response
9) Subsequent treatment
A) เมื่อได้ผลดี
- แนะนำ continued self-exposure เพื่อคงผล
(เหมาะสุดเกือบ daily; อย่างน้อย weekly)
- ผลของ exposure มักคงอยู่ได้ อย่างน้อย ~1
ปี (ข้อมูลระยะยาวกว่านั้นยังจำกัด)
B) เมื่อ response ไม่พอ
1.
เช็กปัจจัยรบกวน exposure
learning:
o ใช้ benzodiazepine / ดื่ม alcohol ก่อน session
2.
เพิ่มองค์ประกอบ adjunct
(cognitive/psychoeducation/safety behavior fading/anxiety management/applied
tension ตามชนิด phobia)
3.
ถ้ายัง refractory → พิจารณา pharmacotherapy
ตามบริบท (มักอยู่ในหัวข้ออื่น)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น