Occupational Asthma (OA): Management, Prognosis และ Prevention
หลักสำคัญที่สุด
วินิจฉัยให้เร็ว
และหยุดสัมผัสสารก่อโรคให้เร็วที่สุด
เนื่องจาก
- ระยะเวลาสัมผัสหลังเริ่มมีอาการสัมพันธ์กับ prognosis ที่แย่ลง
- การสัมผัสต่อเนื่องทำให้ lung function ลดลงเรื่อย
ๆ
- มีรายงานเสียชีวิตจาก OA ที่ยังสัมผัสสารก่อโรคต่อเนื่อง
แม้หยุดสัมผัสแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงมี asthma
เหลืออยู่ แต่โอกาสหายขาดสูงขึ้นหากหยุดสัมผัสตั้งแต่ระยะแรก
หลักการรักษา
ประกอบด้วย 3 ส่วน
1. Exposure avoidance
2. Pharmacologic treatment
3. Prevention of further exposure
1. Exposure Avoidance
Immunologic Occupational Asthma
เป็น cornerstone ของการรักษา
ควรทำ
- Complete
removal from exposure
- เปลี่ยนหน้าที่งาน
- ย้ายตำแหน่ง
- เปลี่ยนสถานที่ทำงาน
ไม่ควรทำ
- ลดการสัมผัสเพียงอย่างเดียว
- ใช้ยาอย่างเดียวโดยยังสัมผัสสารเดิม
เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังมี disease
progression ต่อไป
Irritant-induced Asthma
ต่างจาก immunologic OA
ผู้ป่วยบางรายสามารถทำงานต่อได้ หาก
- ลด exposure ได้จริง
- มี engineering controls
- ใช้ respiratory protection ที่เหมาะสม
เพราะไม่มี sensitization แบบ
immunologic OA
Work-exacerbated Asthma
ไม่จำเป็นต้องลาออก
หากสามารถ
- ควบคุม asthma ได้ดี
- หลีกเลี่ยง trigger
- ใช้ยาสม่ำเสมอ
Exposure Reduction ไม่ดีเท่า Exposure
Avoidance
หลักฐาน systematic review พบว่า
เมื่อเทียบกับ complete avoidance
Exposure reduction ทำให้
- อาการดีขึ้นน้อยกว่า
- หายขาดน้อยกว่า
- Bronchial
hyperresponsiveness คงอยู่มากกว่า
- Asthma
worsening มากกว่า
ดังนั้น
Complete avoidance > Exposure reduction
Respiratory Protection Devices (RPD)
ประเภท
Air-purifying respirator
- N95
- Cartridge
respirator
Powered air-purifying respirator (PAPR)
Positive-pressure helmet
ข้อเท็จจริงสำคัญ
RPD
ลด exposure ได้
แต่
ไม่สามารถป้องกันได้สมบูรณ์
ดังนั้น
ไม่ควรใช้แทนการหลีกเลี่ยงสัมผัสสารก่อโรค
โดยเฉพาะใน immunologic OA
Pharmacologic Treatment
หลักการ
เหมือน asthma ทั่วไป
ใช้
Controller
- ICS
- ICS/LABA
- LAMA
- Leukotriene
antagonist
Reliever
- SABA
- ICS-formoterol
ตามแนวทาง GINA/NAEPP
แต่
ยาไม่สามารถทดแทนการหลีกเลี่ยง exposure ได้
การติดตาม
ประเมินทุก
8–12 สัปดาห์
เมื่อควบคุมโรคได้
ลด ICS
ประมาณ
20–25%
ทุก
1–3 เดือน
Immunotherapy
SCIT
อาจพิจารณาในบางราย
ที่
- ไม่สามารถเปลี่ยนงานได้
- Sensitized
ต่อ HMW allergen
- มี allergen extract ที่ใช้ได้
ตัวอย่าง
- Cat
- Dog
- Rodent
- Wheat
flour
ข้อจำกัด
- ข้อมูลยังน้อย
- มี systemic reactions สูง
- ไม่แนะนำใน uncontrolled asthma
- ไม่มีบทบาทใน LMW occupational asthma
Biologic Therapy
Omalizumab (Anti-IgE)
อาจพิจารณาใน
- Severe
OA
- Uncontrolled
despite standard therapy
แต่ยังถือว่า
Experimental
และไม่ควรใช้แทนการหลีกเลี่ยงสารก่อโรค
Anti-IL5 / Anti-IL4R / Anti-TSLP
เช่น
- Mepolizumab
- Reslizumab
- Benralizumab
- Dupilumab
- Tezepelumab
อาจเหมาะกับ OA ที่มี eosinophilic
phenotype
แต่
ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอใน OA โดยเฉพาะ
Disability
ผู้ป่วยบางราย
แม้หยุดสัมผัสแล้ว
ยังไม่สามารถกลับไปทำงานได้หลายเดือนถึงหลายปี
การประเมิน disability พิจารณาจาก
- Airflow
obstruction
- Airway
hyperresponsiveness
- ความจำเป็นในการใช้ยา
Prognosis
การฟื้นตัว
หลังหยุดสัมผัส
อาการจะดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ส่วนใหญ่ plateau ภายใน
≈ 2 ปี
หายขาดได้กี่เปอร์เซ็นต์
แม้หยุดสัมผัสอย่างสมบูรณ์
หายขาดเพียง 25–30%
เท่านั้น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมี asthma เหลืออยู่
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ prognosis ดี
- อายุน้อย
- วินิจฉัยเร็ว
- Symptomatic
exposure สั้น
- Lung
function ดี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ prognosis แย่
- สัมผัสต่อเนื่องหลังมีอาการ
- ระยะเวลาสัมผัสนาน
- Exposure
level สูง
- Lung
function แย่ตั้งแต่แรก
Mental Health
แม้ asthma จะดีขึ้น
ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย OA
ยังมี
- Anxiety
- Depression
มากกว่าผู้ป่วย asthma ทั่วไป
จึงควรประเมินสุขภาพจิตร่วมเสมอ
Prevention
Primary Prevention
ลดระดับสารก่อโรคในสิ่งแวดล้อม
เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ตัวอย่าง
- Isocyanates
- Flour
dust
- Detergent
enzymes
- Laboratory
animals
- Latex
Respiratory Protective Equipment
ช่วยลด incidence
แต่
ไม่สามารถป้องกัน OA ได้ทั้งหมด
Medical Surveillance
ควรมีในกลุ่มเสี่ยงสูง
ประกอบด้วย
- Symptom
questionnaire
- Spirometry
- Bronchial
responsiveness
- Sensitization
monitoring
เพื่อวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Atopy ไม่ใช่ข้อห้ามในการทำงาน
แม้ atopy เป็น risk
factor ของ OA จาก HMW agents
แต่เนื่องจากคนทั่วไปมี atopy จำนวนมาก
จึง
ไม่ควรใช้ atopy เป็นเกณฑ์ห้ามเข้าทำงาน
แต่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
Key Points
- Complete
avoidance of sensitizer = การรักษาที่สำคัญที่สุด
- Exposure
reduction ด้อยกว่า complete avoidance อย่างชัดเจน
- Pharmacologic
treatment ใช้ตามแนวทาง asthma ทั่วไป
แต่ไม่สามารถทดแทนการหลีกเลี่ยงสารได้
- Respirators
ช่วยลด exposure แต่ไม่สามารถป้องกันได้สมบูรณ์
- เพียง 25–30% ของผู้ป่วยหายขาดหลังหยุดสัมผัส
- Prognosis
ดีเมื่อวินิจฉัยเร็วและหยุดสัมผัสเร็ว
- การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดระดับสารก่อโรคในสถานที่ทำงานและมีระบบ
surveillance ที่ดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น