วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Care of the Patient in the Last Hours to Days of Life

Care of the Patient in the Last Hours to Days of Life

การดูแลผู้ป่วยในช่วงชั่วโมงหรือวันสุดท้ายของชีวิต มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยสบายที่สุด (comfort-oriented care) พร้อมทั้งดูแลด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงสนับสนุนครอบครัวก่อนและหลังการเสียชีวิต


เป้าหมายการดูแล

เมื่อเข้าสู่ actively dying phase

ควร

  • ยืนยัน goals of care
  • เน้น comfort
  • ลดหัตถการที่ไม่จำเป็น
  • เตรียมครอบครัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
  • สนับสนุนด้านอารมณ์และจิตวิญญาณ

Goals of care discussion

ควรหารือเรื่อง

  • ความคาดหวังของผู้ป่วยและครอบครัว
  • ความหมายของ "การจากไปอย่างสงบ"
  • DNR / ไม่ทำ CPR
  • สถานที่เสียชีวิตที่ต้องการ
  • Organ donation (หากเหมาะสม)
  • ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม

ผู้ป่วยที่กำลังเสียชีวิต ไม่ควรได้รับ CPR เพราะไม่มีประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น


การเตรียมครอบครัว

ควรอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสียชีวิตตามธรรมชาติ

การรับประทานลดลง

  • เบื่ออาหาร
  • กลืนลำบาก
  • ดื่มน้ำได้น้อย

ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต

ควร

  • ทำความสะอาดช่องปาก
  • ใช้ sponge swab
  • จิบน้ำเมื่อทำได้

ไม่แนะนำ tube feeding หรือ TPN ในระยะ dying phase


การหายใจเปลี่ยนแปลง

พบได้

  • Tachypnea
  • Shallow breathing
  • Apnea
  • Cheyne-Stokes respiration

ควรอธิบายให้ครอบครัวทราบล่วงหน้าเพื่อลดความวิตกกังวล


Death rattle

เกิดจาก

  • กลืนเสมหะไม่ได้
  • Upper airway secretion คั่ง

เสียงดังรบกวนครอบครัวมากกว่าตัวผู้ป่วย


การเปลี่ยนแปลงอื่น

  • ซึมลง
  • Delirium / coma
  • มือเท้าเย็น
  • Mottling
  • Cyanosis
  • Urine ลดลง
  • Incontinence
  • หลับตาไม่สนิท

ควรสนับสนุนให้ญาติ

  • พูดคุย
  • จับมือ
  • เปิดเพลงที่ผู้ป่วยชอบ

Nursing care

ควร

  • Mouth care สม่ำเสมอ
  • Allow food "as tolerated" หากยังกลืนได้
  • หยุดอาหารเมื่อกลืนไม่ได้
  • ลดการวัด vital signs ที่ไม่จำเป็น
  • หยุด telemetry/lab/X-ray ที่ไม่เปลี่ยนการรักษา
  • Reposition
  • Eye lubricant
  • Foley catheter เฉพาะราย
  • หลีกเลี่ยง restraints

Recognizing the dying patient

อาการสำคัญ

  • Bedbound
  • Consciousness ลดลง
  • ไม่สนใจอาหารและน้ำ
  • กลืนยาไม่ได้

สัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน

  • Breathing pattern เปลี่ยน
  • Urine output ลดลง
  • Pupils ไม่ตอบสนอง
  • ไม่ตอบสนองต่อเสียง
  • หลับตาไม่ได้
  • Nasolabial folds drooping

สามารถใช้ Palliative Performance Scale (PPS) ช่วยประเมินพยากรณ์โรคได้


Medication review

ควร deprescribe

หยุดยาที่ไม่จำเป็น เช่น

  • Statins
  • Antihypertensives (ส่วนใหญ่)
  • Preventive medications
  • Sliding scale insulin

ควรคงไว้เฉพาะยาที่ช่วยเรื่อง comfort

  • Opioids
  • Antiemetics
  • Anticonvulsants (ถ้ามีข้อบ่งชี้)
  • Anxiolytics

Route of drug administration

เมื่อรับประทานยาไม่ได้

ควรใช้

  • Sublingual
  • Buccal
  • Subcutaneous
  • IV (หากมี)
  • Rectal (บางกรณี)

เลือก least invasive route ที่ให้ผลได้ดี


Symptom management

Pain

First-line

Morphine

Opioid-naïve

  • Morphine 2.5–5 mg PO/SL ทุก 2 ชั่วโมง
  • หรือ 1–2 mg SC ทุก 2 ชั่วโมง

ผู้ที่ใช้ opioid อยู่แล้ว

ให้ 10–15% ของ total daily opioid dose ทุก 2 ชั่วโมง และปรับตามอาการ

หลีกเลี่ยง sustained-release opioids หากผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตและมีการสะสมของยา


Dyspnea

การรักษาหลัก

  • Opioids
  • Fan therapy

Oxygen

  • ใช้เมื่อ hypoxemia หรือช่วยให้ผู้ป่วยสบายขึ้น
  • ไม่แนะนำให้ใช้อย่างเป็นกิจวัตรในผู้ป่วยที่ไม่ hypoxemic

Morphine สำหรับ opioid-naïve

  • 5 mg SL
  • หรือ 2 mg SC ทุก 2 ชั่วโมง ตามอาการ

Nausea

รักษาตามสาเหตุ

หากไม่ทราบสาเหตุ

Haloperidol

  • 1 mg PO
  • หรือ 0.5 mg SC/IV ทุก 6–8 ชั่วโมง
  • ผู้สูงอายุใช้ขนาดต่ำกว่านี้

Gastroparesis

  • Metoclopramide

Malignant bowel obstruction

  • Glucocorticoids
  • Octreotide
  • Anticholinergics

Delirium

ค้นหาสาเหตุที่แก้ไขได้ก่อน

หากเป็น terminal delirium

First-line

Haloperidol

  • 1–2 mg PO
  • หรือ 1 mg SC/IV

ทุก 2 ชั่วโมงจนสงบ จากนั้นให้ทุก 6–8 ชั่วโมงตามอาการ

ผู้สูงอายุ

  • ลดขนาดยา 50%

หากยัง agitation

เพิ่ม

Lorazepam

  • 1 mg PO
  • หรือ 0.5 mg SC/IV

ทุก 4–6 ชั่วโมง

Parkinson disease

  • Quetiapine เป็นตัวเลือกแรก

Anxiety / Terminal agitation

ใช้

  • Lorazepam 1 mg PO
  • หรือ 0.5 mg SC/IV

หากอาการรุนแรงมากอาจใช้ continuous midazolam infusion ตามความพร้อมของสถานพยาบาล


Seizures

รายใหม่

  • Lorazepam SC/IV

ผู้มี seizure disorder เดิม

  • Continue anticonvulsants
  • เปลี่ยนเป็น IV / SC / rectal route เมื่อรับประทานไม่ได้

Death rattle

การรักษา

  • ลด IV fluid
  • หยุด enteral feeding ที่ไม่จำเป็น
  • จัดท่านอนตะแคง
  • อธิบายครอบครัวว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสียชีวิต

หากจำเป็น

Glycopyrrolate

  • 0.2 mg SC ทุก 4–6 ชั่วโมง

หลีกเลี่ยง deep suction เพราะเพิ่มความไม่สบายของผู้ป่วย


Glucocorticoids

เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลายอาการร่วมกัน เช่น

  • Pain
  • Fever
  • Nausea

Dexamethasone

  • 4–8 mg/day (ทั่วไป)
  • ปรับได้ถึง 16 mg/day หากมีข้อบ่งชี้ เช่น brain edema

Antibiotics

การใช้ควรสอดคล้องกับ goals of care

หากเป้าหมายคือ comfort

  • ไม่จำเป็นต้องรักษาการติดเชื้อทุกราย
  • ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์กับภาระของการรักษา

หากไม่ใช้ antibiotics

  • Acetaminophen
  • Glucocorticoids

อาจช่วยลดไข้หรืออาการหนาวสั่นได้


Palliative sedation

พิจารณาเมื่อมี refractory symptoms ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เช่น

  • Refractory pain
  • Refractory dyspnea
  • Agitated delirium
  • Massive bleeding
  • Acute airway obstruction

เป้าหมายคือ ใช้ยาขนาดต่ำที่สุดที่ควบคุมอาการได้ (proportional sedation) ไม่ใช่เพื่อเร่งการเสียชีวิต


Practical approach

1.       ยืนยัน comfort-focused goals of care, DNR และสถานที่ที่ผู้ป่วยต้องการเสียชีวิต

2.       เตรียมครอบครัวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในระยะใกล้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่า การลดการกินและดื่มเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ และไม่แนะนำการให้อาหารทางสายหรือ TPN เป็นกิจวัตร

3.       ลดการตรวจและการรักษาที่ไม่ก่อประโยชน์ พร้อม deprescribe ยาเพื่อการป้องกันโรค และคงไว้เฉพาะยาที่ช่วยเพิ่มความสุขสบาย

4.       ใช้ opioids เป็นหลักในการรักษา pain และ dyspnea, ร่วมกับการดูแลอาการอื่น เช่น haloperidol สำหรับ delirium, glycopyrrolate สำหรับ death rattle และ dexamethasone เมื่อมีข้อบ่งชี้

5.       พิจารณา palliative sedation เมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงที่ดื้อต่อการรักษา และดูแลต่อเนื่องจนถึงการประกาศการเสียชีวิตและการสนับสนุนครอบครัวหลังการสูญเสีย

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น