Motivational Interviewing (MI)
เป็นแนวทางที่แพทย์หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด
หลายคนคิดว่าเป็นการ
"พูดให้กำลังใจ"
แต่จริง ๆ แล้ว MI คือ
"การช่วยให้ผู้ป่วยพูดเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงออกมาด้วยตัวเอง"
หลักสำคัญคือ
คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายกว่า
ถ้าเหตุผลนั้นออกมาจากปากของตัวเอง ไม่ใช่จากปากหมอ
ดังนั้น MI จะไม่เริ่มด้วย
"คุณต้องเลิกเหล้านะ"
แต่จะเริ่มด้วยการสำรวจความลังเล (ambivalence)
ตัวอย่างที่ 1 : ผู้ป่วยติดสุรา
ชาย 45 ปี
ดื่มเหล้าวันละ 1 ขวด
ภรรยาบังคับให้มาพบแพทย์
วิธีที่ "ไม่ใช่ MI"
Doctor
คุณดื่มเยอะเกินไป
ถ้าไม่เลิก ตับแข็งแน่นอน
Patient
ก็คนเราต้องตายสักวัน
Doctor
คุณคิดถึงลูกบ้างไหม
Patient
ผมก็ทำงานหาเงินให้ลูกอยู่
จบบทสนทนา
ผู้ป่วยตั้งกำแพงทันที
วิธีแบบ MI
Doctor
วันนี้อะไรทำให้คุณมาพบผมครับ
Patient
เมียบังคับมา
Doctor
ถ้าเป็นความตั้งใจของคุณเอง
วันนี้คุณคงไม่มาใช่ไหม
Patient
ใช่ครับ
Doctor
ขอบคุณที่พูดตรง ๆ
งั้นวันนี้ผมยังไม่ชวนเลิกเหล้าก็ได้
ผมแค่อยากเข้าใจว่าการดื่มมีข้อดีและข้อเสียสำหรับคุณอย่างไร
สังเกตว่า
หมอไม่เถียง
ไม่สั่ง
ไม่เทศนา
Exploring ambivalence
Doctor
อะไรคือข้อดีของการดื่ม
Patient
ผ่อนคลาย
หลับง่าย
สนุกกับเพื่อน
Doctor
ฟังดูเหมือนเหล้าช่วยคุณหลายเรื่อง
Patient
ใช่ครับ
Doctor
แล้วข้อเสียล่ะ
Patient
เมียด่า
ลูกไม่ค่อยคุย
บางทีตื่นมาทำงานไม่ไหว
หมอไม่พูดว่า
"เห็นไหม"
แต่เงียบ
ปล่อยให้คนไข้คิด
Developing discrepancy
Doctor
ผมขอถามอย่างหนึ่งนะครับ
อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตคุณ
Patient
ลูกครับ
Doctor
คุณอยากเป็นพ่อแบบไหน
Patient
อยากให้ลูกภูมิใจ
Doctor
แล้วตอนนี้
การดื่มช่วยให้คุณเป็นพ่อแบบนั้น
หรือทำให้ห่างออกไป
Patient เงียบ
...
จริง ๆ มันทำให้ห่างครับ
ตรงนี้เรียกว่า
Develop discrepancy
หมอไม่ได้บอกว่า
เหล้าไม่ดี
แต่ให้คนไข้เห็น
พฤติกรรมปัจจุบัน
ไม่สอดคล้องกับ
คุณค่าของตัวเอง
Change Talk
Patient
จริง ๆ ผมก็เคยคิดจะเลิก
นี่คือประโยคที่หมอรอ
เพราะนี่คือ
Change Talk
Doctor
คุณเคยคิดจะเลิกแล้ว
อะไรทำให้คิดแบบนั้น
Patient
ลูกเคยถามว่า
ทำไมพ่อเมาทุกวัน
Doctor
ฟังดูประโยคนั้นมีความหมายมาก
Patient
ใช่ครับ
ผมเสียใจมาก
หมอจะ
"ขยาย"
Change Talk
ไม่ใช่ขยายข้อเสียของเหล้า
Confidence
Doctor
ถ้าให้คะแนน
ความสำคัญของการเลิก
จาก 0–10
คุณให้เท่าไร
Patient
7
Doctor
ทำไมไม่เป็น 3
นี่คือคำถามที่มีชื่อเสียงของ MI
ไม่ถามว่า
ทำไมไม่เป็น 10
เพราะคนไข้จะตอบ
ว่าทำไมยังไม่อยากเลิก
แต่ถามว่า
ทำไมถึงสูงถึง 7
เพื่อให้คนไข้พูด
เหตุผลของการเปลี่ยนแปลง
Patient
เพราะลูก
แล้วสุขภาพก็เริ่มแย่
หมอไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม
คนไข้กำลังโน้มน้าวตัวเอง
Planning
Doctor
คุณคิดว่า
ก้าวแรกที่พอทำได้คืออะไร
Patient
ลดจากทุกวัน
เหลือเสาร์อาทิตย์
Doctor
ฟังดูเป็นเป้าหมายที่คุณเลือกเอง
คุณคิดว่ามีโอกาสสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์
Patient
70%
หมอไม่กำหนดเป้าหมาย
คนไข้กำหนดเอง
อีกตัวอย่าง
Smoking cessation
Doctor
คุณชอบอะไรในการสูบบุหรี่
Patient
คลายเครียด
Doctor
แล้วอะไรที่คุณไม่ชอบ
Patient
ลูกบ่น
ไอ
Doctor
ฟังดูเหมือนคุณเองก็เริ่มไม่ค่อยชอบมัน
Patient
ใช่ครับ
Doctor
ถ้าสูบต่อไปอีกห้าปี
คุณคิดว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร
Patient
คงแย่
Doctor
แล้วถ้าลดได้
คุณคิดว่าชีวิตจะต่างอย่างไร
Patient
น่าจะวิ่งกับลูกได้
หมอไม่ได้บอก
"เลิกบุหรี่"
แต่คนไข้เป็นคนพูดเอง
ตัวอย่าง Weight loss
Patient
หมอบอกให้ออกกำลังกาย
แต่ผมไม่ชอบเลย
Doctor
ถ้าไม่ออกเลย
คุณคิดว่าอีกห้าปีจะเป็นอย่างไร
Patient
เบาหวานแน่
Doctor
แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนั้น
Patient
ไม่อยากเป็นเหมือนพ่อ
Doctor
ดูเหมือนสุขภาพสำคัญกับคุณมาก
Patient
ใช่ครับ
Doctor
ถ้าจะเริ่ม
คุณคิดว่าอะไรที่ทำได้ง่ายที่สุด
Patient
เดินวันละสิบห้านาที
OARS: ทักษะหลักของ MI
สิ่งที่นักบำบัดใช้ตลอดการสนทนาคือ OARS
O – Open-ended questions
"คุณชอบอะไรในการดื่ม?"
แทนที่จะถาม
"เหล้าไม่ดีใช่ไหม?"
A – Affirmation
"ผมชื่นชมที่คุณกล้าพูดตรง ๆ"
ไม่ใช่
"ทำไมเพิ่งคิดได้"
R – Reflective listening
ผู้ป่วย
"ผมอยากเลิก แต่ก็กลัวทำไม่ได้"
หมอ
"ส่วนหนึ่งของคุณอยากเปลี่ยน
แต่ก็กลัวว่าจะล้มเหลว"
หมอไม่ได้แปลความใหม่
แต่สะท้อนความรู้สึกและความลังเลกลับไป
S – Summary
"ถ้าสรุป
วันนี้คุณบอกว่าการดื่มช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ก็ทำให้สุขภาพแย่และห่างจากลูก
และคุณอยากเริ่มลดการดื่มเพื่อกลับไปใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น"
เปรียบเทียบกับแนวทางอื่น
ผู้ป่วยพูดว่า
"ผมยังไม่อยากเลิกเหล้า"
แพทย์แบบสั่งการ
"คุณต้องเลิก ไม่อย่างนั้นตับแข็ง"
→ หมอเป็นคนให้เหตุผล
CBT
"คุณคิดว่าอะไรทำให้คุณต้องดื่ม?"
→ สำรวจความคิดและพฤติกรรม
Psychodynamic
"การดื่มมีความหมายอะไรกับชีวิตคุณ?"
→ สำรวจความขัดแย้งภายในและประสบการณ์เดิม
Motivational Interviewing
"อะไรคือข้อดีของการดื่ม? แล้วอะไรคือข้อเสีย?"
"คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน?"
"คุณคิดว่าก้าวแรกที่คุณพร้อมทำคืออะไร?"
→ เป้าหมายคือให้ ผู้ป่วยเป็นผู้พูดเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง (change
talk) และเลือกแผนการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง
ซึ่งมีแนวโน้มทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยั่งยืนกว่าการถูกสั่งหรือโน้มน้าวโดยตรง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น