แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Internal medicine แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Internal medicine แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568

Arthropod bites

Arthropod bites

ประเด็นเร็ว

  • กัด” “ต่อย”: กัด = น้ำลาย/เอนไซม์ทำให้ระคาย–แพ้; ต่อย = พิษ (เสี่ยง anaphylaxis สูงกว่า)
  • อาการส่วนใหญ่เกิดจาก ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสารในน้ำลาย ไม่ใช่บาดเจ็บเชิงกล
  • โฮสต์บางคน ดึงดูดแมลงมากกว่า (CO2/อุณหภูมิ/กลิ่นผิว/สีเสื้อผ้า/ความฟิต) หลัก “20% ของโฮสต์รับ 80% ของการกัด”
  • Red flags: ไข้/ปวดศีรษะ/ผื่นระบบ/แผลดำ (eschar)/หอบ/ความดันตก/อัมพาตไต่ขึ้น ประเมินโรคติดเชื้อที่ยุง–เห็บ–ไรเป็นพาหะและ anaphylaxis

ชนิดปฏิกิริยา

  • Local reaction: wheal-and-flare นาทีแรก papule คันจัด ช่วง 2–3 วัน
  • Unusual local reaction: vesicle/bulla/necrosis (นึกถึงแมงมุมบางชนิด/ตะขาบ)
  • Papular urticaria: เด็ก 2–10 ปี ผื่น papule คันเรื้อรังเป็นๆหายๆ (new lesion reactivate older lesion -> cycling disorder) พบบ่อยจากยุง/หมัด/ตัวเรือด
  • Systemic allergic reactions (หายาก): พบรายงานกับ Triatoma (kissing bugs), ยุง, เห็บ, ริ้น/เหลือบ/มวนดูดเลือด, ตะขาบ จัดการแบบ anaphylaxis, พิจารณาให้ EAI พกพา
  • ผู้ป่วย mast cell disorders เสี่ยงปฏิกิริยารุนแรง; tryptase > 5–8 ng/mL เพิ่มความเสี่ยง

การวินิจฉัยแยกโรค

  • ตุ่มแมลงกัด vs folliculitis, Zoster ระยะแรก, lymphomatoid papulosis, EDHM (eosinophilic dermatoses of hematologic malignancy), PLEVA (pityriasis lichennoides et varioliformis acuta), EM, drug use/DI (delusional infestation)
  • จุดนำ: มี punctum, การกระจายบริเวณผิวเปิด/ขอบรัดเสื้อผ้า, ประวัติสัมผัสพื้นที่เสี่ยง

การรักษาทั่วไป

1.       ล้างด้วยสบู่-น้ำ, ประคบเย็น ลดบวมคัน

2.       ยาทา: topical corticosteroid potency กลาง (จำกัดระยะ/พื้นที่), โลชั่น calamine/pramoxine

o   เลี่ยง topical antihistamine/ยาชาเฉพาะที่ (เสี่ยงแพ้สัมผัส/พิษแอนติโคลิเนอร์จิกเมื่อใช้ร่วมกับยาเม็ด)

3.       ยากิน: H1 non-sedating (เช้า/เย็น) ถ้าคันมากให้ hydroxyzine/diphenhydramine ก่อนนอน; พิจารณา H2 เสริมได้

4.       บวมมาก/induration มาก: คอร์สสั้น oral glucocorticoid

5.       ป้องกันติดเชื้อแทรกซ้อน: ตัดเล็บ/งดเกา; หากมี impetigo/cellulitis ให้ยาตามแนวทาง

6.       Anaphylaxis: IM epinephrine ทันที + ส่งต่อ ออกแบบแผนพก EAI/สอนใช้


แมลง/อาร์โทรพอดสำคัญและจุดจำเพาะ

1) ยุง

  • อาการ: wheal ทันที/ตุ่มคันช้ากว่า; เด็กบางราย Skeeter syndrome (บวมแดงรุนแรงภายในชั่วโมง มักถูกวินิจฉัยเป็น cellulitis ผิด)
  • โรคพาหะทั่วโลก: ไข้มาลาเรีย, เดงกี, ชิคุนกุนยา, ไข้เหลือง, เวสต์ไนล์ ฯลฯ
  • ป้องกัน: DEET/picaridin/IR3535/PMD บนผิว, permethrin เฉพาะเสื้อผ้า/มุ้ง/หน้าต่าง

2) เห็บ

  • โรคพาหะ: Lyme, RMSF, ehrlichiosis/anaplasmosis, babesiosis, tularemia
  • ภาวะพิเศษ: Tick paralysis (มีอาการหลังเห็บเกาะดูดอาหาร 4–7 วัน; เอาเห็บออกดีขึ้น), alpha-gal syndrome (แพ้เนื้อแดงล่าช้า)
  • ป้องกัน: เสื้อผ้าปกปิด, DEET ผิว/permethrin เสื้อผ้า, อาบน้ำใน 2 ชม., ตรวจตัว-เสื้อผ้า-สัตว์เลี้ยง, อบผ้าไฮฮีต 1 ชม.

3) ริ้น/เหลือบ/มวนดูดเลือด/ทราย/มิดจ์

  • อาการ: ปวดคม/คันจัด อาจ angioedema หรือ anaphylaxis
  • พาหะตามถิ่น: Onchocerca, Loa loa, Trypanosoma (tsetse), Leishmania, ไวรัส Oropouche ฯลฯ
  • ป้องกัน: DEET/PMD; picaridin ช่วยกับทราย; งานวิจัยกับกับดัก UV สำหรับ midges

4) หมัด

  • ผื่น papule เป็นกลุ่ม; ทำให้ papular urticaria ได้บ่อยในเด็ก
  • ป้องกัน: DEET คน; สัตว์เลี้ยงใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดหมัดตามสัตวแพทย์

5) ตะขาบ

  • เขี้ยวพิษ (ขาคู่แรกดัดแปลง) ปวด/บวม/รอยเขี้ยวคู่; ส่วนใหญ่หายเอง
  • ภาวะแทรกซ้อนที่รายงาน: แผลเน่า, MI, rhabdo-AKI, anaphylaxis (~5%)
  • รักษาอาการ: ประคบเย็น, ระงับปวด, antihistamine; การแช่น้ำร้อน/ฉีดยาชาเฉพาะที่มีรายงานใช้ได้ แต่ ประคบเย็น ใช้จริงง่ายสุด

6) ไร/ตัวอ่อน (chigger/mites)

  • ผื่น papule/vesicle คันมากเป็นหย่อมแถวขอบรัดเสื้อผ้า
  • ชิกเกอร์เป็นพาหะ scrub typhus (Orientia) ในเอเชีย – มีไข้+eschar ให้ doxycycline ทันที (ผู้ใหญ่ 100 mg bid 7 วัน; ตั้งครรภ์ใช้ azithromycin)
  • ไรอื่นๆ (เช่น fowl/rat/straw itch) มัก self-limited เมื่อกำจัดแหล่ง

แมงมุม: แยกไปอีกเรื่อง


เคล็ดลัดการสั่งยา/คำแนะนำ

  • เลี่ยง topical antihistamine/ยาชา โดยเฉพาะเมื่อใช้ H1 oral ร่วม
  • เด็ก: ใช้ H1 non-sedating ก่อน; sedating เฉพาะเวลากลางคืนถ้ารบกวนการนอน
  • ให้ EAI สำหรับผู้ที่เคยมี systemic reaction/เสี่ยงสูง (mast cell disorder) พร้อมแผนการใช้
  • ให้คำแนะนำ repellent อย่างถูกวิธี: DEET 20–30% หรือ picaridin 20% บนผิว; permethrin 0.5% เฉพาะเสื้อผ้า/อุปกรณ์
  • หลังเข้าพื้นที่เสี่ยง: อาบน้ำ–เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที, ซัก/อบร้อน, ตรวจเห็บ

เมื่อใดควรส่งต่อ/ตรวจเพิ่ม

  • สงสัย โรคติดเชื้อจากพาหะ: ไข้ + eschar/ผื่นเลือดออก/ตับม้ามโต/ทางเดินหายใจ/ระบบประสาท
  • ปฏิกิริยารุนแรงเฉพาะที่ (bullous/necrotic กว้าง) หรือ ไม่ตอบสนอง ภายใน 1–2 สัปดาห์
  • Anaphylaxis หรือมีประวัติระบบ ช็อก หายใจมีเสียงหวีด/กล่องเสียงบวม
  • ผื่นคล้ายแมลงกัดเรื้อรังใน immunocompromised/hematologic malignancy พิจารณา EDHM/ส่องกล้องชิ้นเนื้อ


Chigger (ไรอ่อน วงศ์ Trombiculidae)

จุดสำคัญ

  • ตัวอ่อน (larva) เท่านั้นที่กัดคน; ไม่ฝังตัว/ไม่เจาะอุโมงค์ ใต้ผิว (ต่างจากหิด) และมักหลุดออกก่อนผู้ป่วยมาพบแพทย์
  • อาศัยในพงหญ้า/ป่า/ริมแหล่งน้ำ ชื้น > 80% สูงจากพื้นไม่เกิน ~20–30 ซม.; พบบ่อยปลายฝน–ต้นหนาว
  • รอยโรค papule/papulovesicle คันจัด มักกระจุกบริเวณเอว ข้อรัด กกหู รักแร้ ข้อพับ ข้อเท้า
  • ไทยอยู่ในถิ่น scrub typhus (Orientia tsutsugamushi) ที่แพร่โดย chigger บางสกุล มีไข้+eschar ต้องคิดถึงและรักษาทันทีด้วย doxycycline

พยาธิกำเนิดโดยย่อ

  • ตัวอ่อนปีนขึ้นผิว หลั่งเอนไซม์ย่อยผิวหนังกำพร้า เกิด stylostome ดูดของเหลวเนื้อเยื่อ กระตุ้นปฏิกิริยาอักเสบ/คันมาก
  • ชอบพื้นที่ชื้น/ผิวบาง หรือบริเวณมี “สิ่งกีดขวาง” (เข็มขัด ยางขอบกางเกง) ทำให้รอยโรคกระจุกตัว

อาการ/ตรวจร่างกาย

  • คันมาก เริ่มภายในชั่วโมง–วัน หลังสัมผัส; ผื่นหายภายใน 1–2 สัปดาห์ (คันบางรายนานเป็นสัปดาห์)
  • รูปแบบ: grouped papule/papulovesicle; บางรายเป็น urticarial/morbilliform/bullous
  • เด็กชายอาจพบ summer penile syndrome: บวมคันองคชาต + dysuria (hypersensitivity จาก chigger รอบขาหนีบ/เอว)

วินิจฉัย

  • ประวัติสัมผัสกลางแจ้ง + ผื่นคันจัดแบบกระจุกในตำแหน่งเสียดสีกับเสื้อผ้า
  • ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษ; tape stripping เห็นตัวอ่อนได้แต่ไม่จำเป็นตามปกติ

แยกโรค

  • หิด (scabies): คันมากตอนกลางคืน, burrow, ซอกนิ้ว/ข้อมือ
  • หมัด/bedbug: papule เป็นแนว “breakfast-lunch-dinner” บนลำตัว/แขนขา
  • allergic contact dermatitis (patch/linear, distribution ตามสัมผัส), bullous pemphigoid ในผู้สูงอายุ (ถ้ามี bullae)

การรักษา (อาการนำคือคัน)

1.       ชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำ; ซักเสื้อผ้าที่ใส่ระหว่างสัมผัสด้วยน้ำร้อน

2.       ยาทาภายนอก

o   Topical corticosteroid potency ปานกลาง (เช่น triamcinolone 0.1%) วันละ 1–2 ครั้ง 3–7 วัน

o   บริเวณหน้า/ข้อพับ/อวัยวะเพศ ใช้ความแรงต่ำ (hydrocortisone 1%)

o   หลีกเลี่ยง topical antihistamine/ยาผสมหลายชนิด (เสี่ยงแพ้สัมผัส)

3.       บรรเทาคัน

o   Oral antihistamine ช่วยนอนหลับ/ลดคัน: cetirizine/levocetirizine ตอนเย็น; ถ้าคันมากให้ hydroxyzine/diphenhydramine ก่อนนอน

o   โลชั่นเมนทอล/คาลาไมน์ ประคบเย็น

4.       รอยโรคเดี่ยวดื้อต่อการทา: พิจารณา intralesional triamcinolone 2.5–5 mg/mL (มักไม่จำเป็น)

5.       ติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน (impetigo/cellulitis จากเกา): ให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อผิวหนังตามแนวทางผู้ใหญ่/เด็ก

ไม่จำเป็นต้องใช้ acaricide (ยาฆ่าเห็บไร) หรือ ยาอื่นเพื่อให้ไรหายใจไม่ได้ เช่น ยาทาเล็บ บนผิว เพราะตัวอ่อนมักหลุดไปแล้วก่อนมีอาการ


เมื่อใดต้องคิดถึง/รักษา scrub typhus (ภาวะสำคัญในไทย)

  • มี ไข้ หลังเข้าป่า/ทุ่งนา + eschar (สะเก็ดดำตรงตำแหน่งกัด) ± ปวดศีรษะ ไอ หนาวสั่น ตับม้ามโต, LFT สูง
  • ให้การรักษาทันที ไม่ต้องรอผล:
    • ผู้ใหญ่: Doxycycline 100 mg PO bid 7 วัน (อย่างน้อยจนพ้นไข้ > 48 ชม.)
    • ตั้งครรภ์/ห้าม doxycycline: Azithromycin 500 mg PO วันละครั้ง 3 วัน
  • ส่งตรวจยืนยัน (เช่น IFA/ELISA/เชื้อสายพันธุ์) ได้ตามเหมาะสม แต่ไม่ชะลอการรักษา

คำแนะนำการป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงพื้นที่หญ้ารก/ชื้น; นั่งบนเสื่อ/แผ่นรอง ไม่นั่งพื้นหญ้า
  • กางเกงขายาวสอดถุงเท้า/รองเท้าหุ้มส้น; เสื้อแขนยาว
  • ทา/ฉีดไล่แมลง: DEET 20–30% หรือ picaridin 20% บนผิว; permethrin 0.5% เฉพาะบนเสื้อผ้า/ถุงเท้า/รองเท้า (ห้ามทาผิว)
  • อาบน้ำ สลัดเสื้อผ้าและซักทันทีหลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง
  • เด็ก < 2 เดือน ไม่ใช้ DEET; ตั้งครรภ์สามารถใช้ DEET ตามฉลากได้อย่างปลอดภัย

ข้อควรเฝ้าระวัง/ส่งต่อ

  • คันรุนแรงมาก/นอนไม่หลับต่อเนื่อง, ผื่นตุ่มน้ำพองมาก, มี ไข้/ปวดศีรษะ/ผื่นกระจาย/ต่อมน้ำโต/แผลดำ (eschar) ประเมิน scrub typhus และโรคติดเชื้ออื่น
  • ผื่น/คันไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์, มีภาวะแทรกซ้อน (impetigo/cellulitis) พิจารณาส่งผิวหนัง/อายุรกรรมติดเชื้อ

 

เคล็ดลัดจำง่าย

  • คันจัด เป็นหย่อม รอบขอบกางเกง–ถุงเท้า” = Chigger
  • ไข้ + eschar หลังเข้าป่า” = ให้ doxycycline ทันที

 

 

Brown recluse (Loxosceles)

ชนิด/การระบุ & ระบาดวิทยา

  • Loxosceles (recluse/violin/fiddleback): ตา 6 ดวง เป็น 3 คู่ (dyads), ขา–ท้อง สีเดียว, ขาเป็นขนละเอียด ไร้หนาม; ลายไวโอลิน ไม่เชื่อถือได้ (หลอกตาบ่อย)
  • ตัวเลียนแบบพบบ่อย: Kukulcania (มีหนามขา, ผู้เมียสีเข้มคล้ายทารันทูลา)
  • ถิ่นชุก: สหรัฐฯตอนกลาง/ใต้ (L. reclusa); อเมริกาใต้ (L. laeta/intermedia/gaucho—รุนแรงกว่า); L. rufescens พบได้ทั่วโลกในอาคารแต่ยืนยันการกัดจริง น้อยมาก
  • ชอบที่มืดเงียบในอาคาร (ห้องใต้หลังคา/ตู้/รองเท้า/เตียง) มักกัดเมื่อถูกกดทับในเสื้อผ้า/รองเท้า/เตียง

พยาธิสรีรวิทยา

  • พิษมีหลายเอนไซม์; Phospholipase D (เดิม sphingomyelinase D) เป็นตัวการหลัก dermonecrosis, hemolysis, AKI; มีบทบาทของ complement/การอักเสบ

อาการทางคลินิก

  • เฉพาะที่: ตอนแรกมักไม่เจ็บ 2–8 ชม.ปวดมากขึ้น; ปื้น/ตุ่มแดงมี ซีดกลาง ± vesicle; ส่วนใหญ่ดีขึ้นใน ~1 สัปดาห์
  • เนื้อตาย (necrosis): ค่อยเป็นค่อยไปหลายวัน กลางแผลม่วง–น้ำเงิน/ยุบเป็น eschar แล้วเป็นแผล; ขนาดมัก 1–2 ซม. (ใหญ่กว่านี้ได้แต่ไม่ปกติ); หยุดลามภายใน ~10 วัน, หายเองหลายสัปดาห์
  • ระบบ (พบไม่บ่อย; เด็กเสี่ยงหนักกว่า โดยเฉพาะ L. laeta): ไข้ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย; hemolysis (ซีด/ดีซ่าน/ปัสสาวะเข้ม), rhabdomyolysis, AKI, DIC (หายากแต่รุนแรง)

การวินิจฉัย

  • ยืนยันได้จริง ก็ต่อเมื่อ เห็นแมงมุมกำลังกัด และ ระบุชนิดได้
  • หากไม่ยืนยัน ให้คิดถึงโรคอื่นก่อน (ดู DDX) และใช้หลัก NOT RECLUSE แยกโรค: หลายจุด/นอกฤดู/บวมมาก/มีหนอง/แดงกลาง/แผลใหญ่นาน ฯลฯ ไม่น่าใช่ recluse
  • มีอาการระบบ (โดยเฉพาะเด็ก): ตรวจ CBC+smear, retic, LDH, bili, haptoglobin/Coombs, CK, lytes/Cr, UA dip (blood/urobilinogen), PT/INR, aPTT ± fibrinogen/D-dimer; เฝ้าระวัง hemolysis ดีเลย์ได้ถึงวันที่ 7

แยกโรคสำคัญ

  • CA-MRSA/cellulitis–abscess, deep fungi/NTM
  • Pyoderma gangrenosum, vasculitis/ulcer vascular, Sweet/NDH (dorsal hand)
  • แผลเขตร้อน/เดินทาง: leishmaniasis ฯลฯ

การรักษา

แผลเฉพาะที่ (ส่วนใหญ่)

  • ทำแผลพื้นฐาน: ล้างสบู่–น้ำ, ประคบเย็น, ยกอวัยวะ, ระงับปวด, ให้บาดทะยัก ตามเกณฑ์
  • ยาปฏิชีวนะ เฉพาะเมื่อมีหลักฐานติดเชื้อทุติยภูมิ
  • หลีกเลี่ยง: dapsone (ไม่มีประโยชน์+เสี่ยงพิษ), การขูด/ผ่าตัด ระยะต้น ขณะแผลยังลาม
  • เมื่อแผล demarcate/stable debridement/wound care มาตรฐาน; VAC อาจช่วยในบางราย

มีพิษระบบ / ภาวะแทรกซ้อน

  • รับไว้ admit ถ้ามี hemolysis/rhabdo/DIC/AKI
  • Hemolysis: เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด, PRBC transfusion เมื่อจำเป็น; ปรึกษาโลหิตวิทยา
  • Rhabdomyolysis: ให้น้ำเกลือเข้มข้นคง UO 200–300 mL/ชม. (เด็ก ~4 mL/kg/ชม.)
  • DIC/AKI: รักษาตามแนวทางมาตรฐาน/ICU ตามข้อบ่งชี้

แอนติพิษ (เฉพาะอเมริกาใต้)

  • มีใช้ใน บราซิล/ชิลี/เปรู เท่านั้น; พิจารณา เมื่อ
    • มีอาการระบบ ทุกเวลาหลังถูกกัด หรือ
    • เนื้อตายปานกลาง–รุนแรง มาภายใน < 48 ชม.
  • ให้ใน setting ที่พร้อมรับมือ anaphylaxis; ยังไม่มีขาย/อนุมัติในสหรัฐฯ

เด็ก/สตรีมีครรภ์

  • เด็กที่มีอาการระบบ นอน รพ. ตรวจ hemolysis/rhabdo; นัด ติดตามวันที่ 3 และ 7 แม้ไม่มีอาการ
  • รายงานการตั้งครรภ์—โดยมาก ปลอดภัยต่อทารก

คำแนะนำกลับบ้าน & ป้องกัน

  • เฝ้าดู ติดเชื้อทุติยภูมิ และสัญญาณเนื้อตายลาม/สีเข้มขึ้น; หากมี ไข้/อาเจียน/ปวดเมื่อย/ปัสสาวะสีเข้ม ให้กลับมาพบแพทย์ทันที
  • ป้องกันในบ้าน: เขย่าเสื้อผ้า/รองเท้า/ถุงมือก่อนสวม, จัดเตียงให้มีเฉพาะขาเตียงแตะพื้น (ห่างผนัง, เก็บชายผ้า, ไม่เก็บของใต้เตียง), ใช้ กับดักกาว ตามแนวฐานบัว (กันเด็ก/สัตว์เลี้ยงเข้าถึง), พ่นสารกำจัดแมลงโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

สาระสำคัญ: แผลเนื้อตายจาก recluse พบจริงน้อย นอกถิ่นชุก—อย่าลืม DDX, รักษาแผลแบบประคับประคอง, เฝ้าระวัง hemolysis ดีเลย์, หลีกเลี่ยง dapsone/ผ่าตัดเร็ว; แอนติพิษ ใช้ได้เฉพาะในอเมริกาใต้และผู้ป่วยคัดเลือก.

 

 

Seasonal Influenza ในผู้ใหญ่

Seasonal Influenza ในผู้ใหญ่

Key takeaways

  • onset ฉับพลัน: ไข้-ไอแห้ง-ปวดเมื่อยเด่น; incubation 1–4 วัน (เฉลี่ย 2) และ serial interval 3–4 วัน
  • ผู้สูงอายุ/กดภูมิ: อาจ ไม่มีไข้/ไม่มี myalgia ระวัง AMS เป็นตัวชี้นำ
  • ทุกราย ซักประวัติสัมผัสสัตว์ปีก/โคนม; ถ้าเข้าเกณฑ์ระบาดวิทยาให้คิดถึง avian influenza และส่งตรวจตามแนวทางสาธารณสุข

อาการและการดำเนินโรค (Uncomplicated illness)

  • อาการหลัก: ไข้ (มัก 37.8–40°C; อาจสูงถึง 41.1°C), ไอแห้ง, myalgia, malaise, sore throat, คัดจมูก, headache
  • ความแปรผันตามสายพันธุ์: H1N1 2009 GI sx พบบ่อยขึ้น; ฤดูกาล 2014–15 พบ parotitis มากขึ้น (ส่วนใหญ่ H3N2)
  • ตรวจร่างกาย: คอแดงเล็กน้อย, ต่อมน้ำเหลืองคอพบได้; ตรวจปอดมักปกติ
  • Lab/CXR: WBC ปกติหรือต่ำช่วงต้น; > 15,000/µL นึกถึง bacterial superinfection; CXR ปกติในโรคไม่ซับซ้อน
  • ระยะโรค: ไข้/อาการทางเดินหายใจ ~3 วันแรก ดีขึ้นเป็นลำดับ; ฟื้นตัวเต็มที่ 10–14 วัน (นานขึ้นใน > 65 ปี); อ่อนเพลียอาจคงอยู่นาน

ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ

Pneumonia (พบบ่อยสุด)

  • รูปแบบ: primary viral, secondary bacterial, หรือ mixed
  • เชื้อแบคทีเรียร่วมบ่อย: S. pneumoniae, S. aureus (MSSA/MRSA), GAS; อื่น ๆ เช่น H. influenzae, Klebsiella, Pseudomonas ฯลฯ
  • Primary viral PNA: ไข้สูง-หอบต่อเนื่องหลัง 3–5 วัน; CXR bilateral reticular/reticulonodular ± consolidation

หัวใจและหลอดเลือด

  • เสี่ยง MI ช่วง 7 วันแรก หลังยืนยันไข้หวัดใหญ่ (incidence ratio โดยรวม ~6; Influenza B สูงสุด ~10)
  • Myocarditis/pericarditis พบได้แต่หายาก; ECG changes ชั่วคราวพบได้

ระบบประสาท

  • ชัก, encephalopathy/encephalitis, GBS (RI ภายใน 90 วัน ~7; ภายใน 30 วัน ~16)

กล้ามเนื้อ/ไต

  • Myositis/rhabdo: ปวดกล้ามเนื้อกดเจ็บมาก (ขาเด่น), CPK สูง, myoglobinuria AKI ได้

อื่น ๆ/ร่วมติดเชื้อ

  • TSS จาก S. aureus/GAS, meningococcal meningitis (ความสัมพันธ์มีรายงาน), invasive pulmonary aspergillosis ใน ICU
  • ผู้ป่วยหนักอาจเกิด ARDS/shock/MOF

การวินิจฉัย (Diagnosis)

เมื่อใดควรสงสัย

  • ช่วงฤดูกาลระบาด: ไข้ขึ้นฉับพลัน + ไอ/ปวดเมื่อย เพียงพอสำหรับ Dx ทางคลินิกในผู้ใหญ่สุขภาพดี (< 65 ปี) ไม่ต้องนอน รพ. หลังคัดกรอง COVID-19 แล้ว
  • ผู้สูงอายุ/กดภูมิ/มีโรคร่วม/ต้องนอน รพ. หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรตรวจยืนยัน

ใครควรตรวจ (เมื่อเชื้อกำลังระบาด)

  • ผู้ป่วย high risk หรือ immunocompromised ที่มี ILI (influenza-like illness)/PNA/โรคทางเดินหายใจไม่จำเพาะ
  • ผู้ป่วยนอน รพ. มีอาการทางเดินหายใจ หรือกำเริบของโรคเรื้อรัง
  • นอกฤดูกาล: พิจารณาตาม risk exposure (สัมผัสผู้ป่วย/การระบาด/เดินทาง)

การเลือกการทดสอบ

  • Preferred: Molecular assays (NAAT/RT-PCR)ไว/จำเพาะสูง; แยก A/B และ A subtypes ได้ (แบบ conventional/multiplex รวม SARS-CoV-2)
  • Rapid molecular (POC 15–30 นาที): ใช้ได้เมื่อเข้าถึง RT-PCR ยาก (แยก A/B แต่ไม่ subtype)
  • Antigen assays (RIDT/IFA): ไวต่ำ–ปานกลาง หลีกเลี่ยงใช้เดี่ยว ๆ ในผู้ป่วยนอน รพ.; ผลลบ ไม่ตัดโรค, ผลบวกช่วงความชุกต่ำ คิดถึง false-positive ตามด้วย NAAT ตามบริบท
  • Viral culture: เฝ้าระวังสาธารณสุข; Serology: ไม่แนะนำในการดูแลประจำ

การเก็บตัวอย่าง

  • เก็บ เร็วสุด ภายใน < 4 วัน หลังเริ่มป่วย; nasopharyngeal (NP) เป็นหลัก
  • ถ้าไม่ได้ NP: เก็บ nasal + throat รวมกัน; ใช้ flocked swab ใส่ VTM ทันที
  • ผู้ป่วยใส่ท่อ/สงสัย LRT involvement หรือ URT-PCR ลบซ้ำ ๆ เก็บ ETA/BAL
  • ขนส่งบน ice/แช่เย็น; อย่าตรวจจาก serum/urine/stool/CSF

การทำ Subtyping สำหรับผู้ป่วยนอน รพ.

  • ตามคำแนะนำ CDC (ม.ค. 2025): กรณีมี avian influenza (H5) outbreak หากผลเบื้องต้นเป็น A แต่ ไม่ระบุ H1/H3 ให้สั่ง subtyping influenza A

เมื่อควรส่งตรวจดื้อยา (Antiviral resistance)

  • ติดเชื้อระหว่าง/หลัง post-exposure prophylaxis
  • Immunocompromised/รุนแรง ที่ยัง PCR positive 7–10 วัน หลังได้ neuraminidase inhibitor/baloxavir
  • ได้ ขนาดยาไม่พอ แล้วอาการคงอยู่ ส่งตัวอย่างไปห้องปฏิบัติการอ้างอิงเพื่อทดสอบดื้อยา

การประเมินเพิ่มเติมเมื่อสงสัยภาวะแทรกซ้อน/ไม่ดีขึ้น

  • มี PNA signs, abnormal lung sound, ไข้ > 3–5 วัน, ไข้กลับ, อาการทรุด
  • ตรวจ: CXR, COVID-19 test, sputum Gram/culture, blood cultures (ก่อนให้ยาปฏิชีวนะ), nasal MRSA PCR, pneumococcal urine Ag, Legionella Ag/PCR; รายรุนแรงพิจารณา bronchoscopy เก็บตัวอย่าง

แยกโรค (Differential)

  • ไวรัสทางเดินหายใจอื่น: COVID-19 (anosmia/ageusia พบบ่อยกว่า), RSV, rhinovirus, parainfluenza, adenovirus, MERS-CoV
  • Novel influenza A (สัมผัสสัตว์ปีก/สัตว์/เดินทางพื้นที่ระบาด) Dx ต้อง molecular assay เฉพาะ ผ่านห้องแล็บสาธารณสุข
  • Bacterial pneumonia: อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนหรือเป็นอิสระ

การรักษา Seasonal Influenza ในผู้ใหญ่

หลักการทั่วไป

  • ประเมินที่เหมาะสมต่อการนอนโรงพยาบาล: ขาดน้ำ, หายใจลำบาก/เขียว/SpO2 ต่ำ, ภาวะหัวใจ-ปอดผิดปกติ, AMS, ผู้ป่วยรุนแรง หรือมีโรคร่วมเสี่ยงสูง
  • รักษาประคับประคอง: ให้สารน้ำเพียงพอ, ยาลดไข้/แก้ปวด (acetaminophen/NSAIDs)

ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล (Severe/complicated)

  • ให้ยาต้านไวรัสทันที ไม่ต้องรอผลตรวจ และไม่ยุติแม้ antigen ลบถ้าความน่าจะเป็นสูง
    • ถ้า PCR บนทางเดินหายใจส่วนบนลบแต่สงสัยสูง/มี PNA เก็บ ตัวอย่างทางเดินหายใจส่วนล่าง เพิ่ม
  • ยาที่แนะนำ (preferred): Oseltamivir
    • ไม่แนะนำ เพิ่มขนาดยาจากมาตรฐาน (ไม่มีหลักฐานได้ประโยชน์)
  • ทางเลือกเมื่อกินยาไม่ได้/จำเป็น:
    • Peramivir IV ใช้ได้ในรายรุนแรงที่กินยาไม่ได้ (นิยม 600 mg IV วันละครั้ง 5 วัน)
    • Zanamivir IV (หากเข้าถึงได้ในบางประเทศ) 5–10 วัน
    • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ สำหรับ baloxavir ในรายรุนแรง
  • ระยะเวลา: โดยทั่วไป 5 วัน; พิจารณา ยืดถึง 10 วัน หากอาการทางเดินหายใจล่างยังรุนแรง/กดภูมิ และยัง PCR positive หลัง 5 วัน
  • ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียร่วม (ให้เพิ่มนอกเหนือจากยาต้านไวรัส) เมื่อมี:
    • หายใจล้มเหลว/ช็อก, ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงหลัง 3–5 วัน
    • ครอบคลุม S. pneumoniae, S. aureus (รวม MRSA), GAS ตามแนวทาง CAP

ผู้ป่วยนอก (Outpatients)

ควรให้ยาต้านไวรัส (ไม่ขึ้นกับระยะเวลาที่ป่วย):

  • กลุ่ม เสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน หรือ อาการทรง/แย่ลง
  • ผู้ที่มีโอกาสแพร่สู่ผู้เสี่ยงสูง (เช่น อยู่บ้านเดียวกับผู้เปราะบาง, บุคลากรการแพทย์)

การตัดสินใจในผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่เสี่ยงสูง:

  • อาการ < 48 ชม.: พิจารณาให้ยาแบบ shared decision—ช่วยลดอาการได้ ~24 ชม. มากสุดเมื่อเริ่ม < 12 ชม.
  • อาการ > 48 ชม.: โดยรวม งดให้ยา (ประโยชน์น้อย)

ระยะเวลา:

  • Oseltamivir/Zanamivir (สูดดม): 5 วัน
  • Peramivir/Baloxavir: ให้ครั้งเดียว

การเลือกยาต้านไวรัส (Adults)

  • Oseltamivir (preferred): หลักฐานประสิทธิผล/ความปลอดภัยมากสุด
    • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้/อาเจียน (ลดได้เมื่อรับประทานหลังอาหาร); รายงานเหตุการณ์ทางระบบประสาทพบสัมพันธ์เชิงสังเกต ไม่ยืนยันเหตุ-ผล
  • Baloxavir (oral single dose): ลดอาการ ~1 วัน; หลีกเลี่ยงในผู้กดภูมิ (เสี่ยงเกิดดื้อระหว่างรักษา)
    • ผลข้างเคียง: ท้องเสีย, รายงาน hypersensitivity หลังขึ้นทะเบียน
  • Zanamivir (inhaled): ลดอาการเล็กน้อย; ห้ามใช้ใน asthma/COPD (เสี่ยงหลอดลมตีบ) และ ห้าม ใส่ nebulizer/เครื่องช่วยหายใจ
  • Peramivir (IV): ใช้เมื่อกิน/สูดไม่ได้; หลักฐานในผู้ป่วยนอกใกล้เคียง oseltamivir; ในผู้ป่วยในประโยชน์ยังไม่ชัด

หมายเหตุขนาดยา (ผู้ใหญ่ทั่วไป):
Oseltamivir 75 mg PO BID 5 วัน (ปรับลดตามไต); Zanamivir 10 mg สูด BID 5 วัน; Peramivir 600 mg IV single dose (รายรุนแรงบางแนวทางใช้ วันละครั้ง 5 วัน); Baloxavir single dose ตามน้ำหนัก.


ควบคุมการติดเชื้อ & การกลับไปทำงาน/เรียน

  • หน้ากาก + ล้างมือ ลดแพร่เชื้อในครัวเรือน
  • ให้ผู้ป่วย หยุดงาน/เรียน จนกว่า พ้นไข้ > 24 ชม. โดยไม่ใช้ยาลดไข้ และอาการดีขึ้น

เมื่ออาการไม่ทุเลา/ทรุด

1.       ค้นหาการติดเชื้อร่วม: CXR, COVID-19 test, เสมหะ/เลือดเพาะเชื้อ, nares MRSA PCR, pneumococcal urine Ag, Legionella test; รายรุนแรงพิจารณา bronchoscopy เก็บตัวอย่าง

2.       พิจารณาดื้อยา หาก: ได้ PEP/ขนาดไม่พอ, กดภูมิหรือรุนแรงและยัง PCR positive > 7–10 วัน, หรือแย่ลงระหว่าง/หลังต้านไวรัส

o   ถ้าสงสัย ดื้อ oseltamivir งด oseltamivir/ peramivir, ให้ zanamivir (ไม่มี cross-resistance โดยทั่วไป); ถ้าสูดไม่ได้ พิจารณา baloxavir (ข้อมูลจำกัด) หรือ zanamivir IV หากเข้าถึง

o   ส่งตัวอย่างทางเดินหายใจไปทดสอบความไวต่อยา (phenotype/genotype) ผ่านห้องปฏิบัติการที่รองรับ

 

จุดเน้นตามหลักฐาน

  • เริ่มยาต้านไวรัสเร็วที่สุด ให้ประโยชน์สูงสุด (รวมถึงลดตาย/LOS ในข้อมูลเชิงสังเกต)
  • ไม่แนะนำ combination therapy เป็นกิจวัตร (รวม baloxavir + NAIs)
  • ไม่ใช้ adamantanes (amantadine/rimantadine) เนื่องจากดื้อสูง

การใช้ยาต้านไวรัสป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่ (Seasonal Influenza Chemoprophylaxis)

แก่นความคิด

  • วัคซีน = หัวใจหลัก ของการป้องกัน; ยาต้านไวรัสใช้เป็น เครื่องมือเสริม/ชั่วคราว ในคนที่ฉีดไม่ได้/ยังไม่ทันฉีด/คาดว่าภูมิขึ้นไม่ดี
  • ไม่แนะนำใช้เป็นวงกว้าง ทั้งก่อนหรือหลังสัมผัสในชุมชนทั่วไป
  • ใช้เมื่อมี ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง หรือเพื่อป้องกันผู้ใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง
  • เริ่มภายใน 48 ชม.หลังสัมผัส (post-exposure prophylaxis, PEP) จึงจะได้ประโยชน์
  • หากมีอาการระหว่างรับยา หยุดเคมีป้องกัน ตรวจยืนยัน เปลี่ยนเป็นขนาดรักษา (พิจารณาใช้ยาคนละกลไกเพื่อลดโอกาสดื้อยา)

ใคร “พอจะให้” เคมีป้องกัน

Pre-exposure (PrEP) ในช่วงมีการระบาดในชุมชน:

1.       ผู้มีความเสี่ยง สูงมาก ที่ฉีดไม่ได้/คาดว่าภูมิไม่ดี

2.       ผู้มีความเสี่ยงสูงที่ เพิ่งฉีดวัคซีน (ยังไม่ครบ 2 สัปดาห์) ให้ชั่วคราว 2 สัปดาห์ จนภูมิขึ้น

3.       ผู้ใกล้ชิดแนบชิดของกลุ่ม (1)–(2) ที่ไม่สามารถฉีด/รับยาได้เอง ให้ตลอดช่วงที่มีการสัมผัสต่อเนื่อง

Post-exposure (PEP) (ภายใน 48 ชม.หลังสัมผัส):

  • ผู้เสี่ยง สูงมาก (เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง) ที่วัคซีนใช้ไม่ได้/คาดว่าไม่ได้ผล
  • ผู้ไม่ได้ฉีด ที่เป็น ผู้ใกล้ชิดในบ้าน ของคนเสี่ยงสูง

ทางเลือกที่สมเหตุสมผลแทน PrEP/PEP คือ สอนให้เริ่มรักษาเร็ว ทันทีที่มีอาการ


ตัวเลือกยาและขนาด (ผู้ใหญ่ทั่วไป)

ยา

บทบาท

ขนาดและระยะเวลา

หมายเหตุสำคัญ

Oseltamivir (PO)

PrEP/PEP

75 mg วันละครั้ง - PEP: 7 วัน หลังสัมผัส - PrEP: ตลอดช่วงเสี่ยง/จนครบ 14 วันหลังฉีดวัคซีน

คลื่นไส้/อาเจียนพบได้; ถ้าสงสัยดื้อ oseltamivir ใช้ zanamivir หรือ baloxavir แทนตามข้อบ่งชี้

Zanamivir (สูดผง)

PrEP/PEP

10 mg (2 พัฟ) วันละครั้ง ระยะเวลาเท่า oseltamivir

ห้ามใช้ในหืด/COPD (เสี่ยง bronchospasm)

Baloxavir (PO)

PEP เท่านั้น

ครั้งเดียว ตามน้ำหนัก: 40 mg (20–< 80 กก.), 80 mg (> 80 กก.)

หลีกเลี่ยงใช้กว้างขวางเพราะ ดื้อยาเกิดง่าย; ไม่แนะนำในตั้งครรภ์/หลังคลอดใหม่; ไม่ใช้ PrEP

Peramivir/Adamantanes

ไม่แนะนำ เพื่อการป้องกัน


เมื่อสงสัย/พบการดื้อยา

  • หากสงสัย ดื้อ oseltamivir (เช่น ติดเชื้อระหว่าง/หลัง PEP ด้วย oseltamivir): เลี่ยง oseltamivir/peramivir ใช้ zanamivir หรือ baloxavir (ถ้าไม่ตั้งครรภ์)
  • หากได้รับ zanamivir อยู่และป่วย: พิจารณา baloxavir
  • หากได้รับ baloxavir อยู่และป่วย: พิจารณา oseltamivir หรือ zanamivir

สถานพยาบาล/หน่วยปิด (Institutional Outbreak)

  • เริ่ม เฝ้าระวังเชิงรุก เมื่อพบเคสยืนยัน 1 ราย (LTCH) หรือ HA-influenza 1 ราย (รพ.)
  • หากพบ > 2 เคสในหน่วยเดียวกันภายใน 72 ชม.: ให้ เคมีป้องกันผู้ป่วย/ผู้อยู่อาศัยที่ยังไม่ป่วยทั้งหน่วย ไม่ขึ้นกับสถานะวัคซีน
    • ยา/ขนาด: oseltamivir 75 mg วันละครั้ง หรือ zanamivir 10 mg วันละครั้ง
    • ระยะเวลา: อย่างน้อย 14 วัน และ > 7 วัน หลังอาการของเคสสุดท้ายเริ่ม
    • ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง: อาจให้ ขนาดรักษา 5 วัน ก่อนลดเป็นขนาดป้องกัน
  • บุคลากรสาธารณสุข: ให้ฉีดวัคซีนทุกฤดูกาล; รายที่ยังไม่ฉีด/เพิ่งฉีด <14 วัน หรือมีข้อพิจารณาด้านกำลังคน อาจให้เคมีป้องกันตลอดช่วงการระบาดหน่วยนั้น

ข้อควรระวัง/ข้อห้ามสำคัญ

  • Zanamivir: หลีกเลี่ยงในหืด/COPD
  • Baloxavir: ไม่แนะนำใน ตั้งครรภ์/ระยะหลังคลอดทันที; ระวังการเลือกใช้เพราะ ดื้อยาเกิดได้
  • Adamantanes (amantadine/rimantadine): ไม่ใช้ (ดื้อสูง)
  • ผลข้างเคียงพบบ่อย: oseltamivir (คลื่นไส้/อาเจียน), zanamivir (หลอดลมตีบ), baloxavir (GI เล็กน้อย; ประเด็นหลักคือดื้อยา)

 

ประเด็นปฏิบัติที่ช่วยตัดสินใจ

  • ประเมิน: ระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย/ผู้ใกล้ชิด, สถานะวัคซีน, ลักษณะการสัมผัส, ความพร้อมเริ่มยา < 48 ชม., ความสามารถรับยา ครบคอร์ส
  • ให้วัคซีนทันที เมื่อไม่มีข้อห้าม แม้จะให้ PEP/PrEP ร่วม
  • เน้น เริ่มรักษาเร็ว หากมีอาการระหว่างรับเคมีป้องกัน และพิจารณา เปลี่ยนคลาสยา เพื่อลดโอกาสดื้อ

 


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้ใหญ่ (Seasonal Influenza Vaccination)

แก่นสาร

  • ฉีดเป็นประจำทุกปีสำหรับทุกคนอายุ > 6 เดือน; ผู้ใหญ่ฉีด 1 โดส/ฤดูกาล
  • ฉีด ก่อนเริ่มระบาด (โดยทั่วไปก่อนสิ้น ต.ค. ในซีกโลกเหนือ) แต่ ฉีดเมื่อใดก็ได้ตลอดฤดูกาล หากยังไม่ได้ฉีด
  • ภูมิคุ้มกัน อาจเสื่อมตามเวลา; หลีกเลี่ยงการฉีดช่วง ก.ค.–ส.ค. ในผู้ใหญ่ที่ไม่ตั้งครรภ์ เว้นแต่เกรงว่าจะพลาดโอกาสฉีด

ชนิดและองค์ประกอบวัคซีน (สหรัฐฯ ปัจจุบันเป็น ไตรวาเลนต์ ทั้งหมด)

  • Egg-based IIV3: H1N1 A/Victoria/4897/2022-like, H3N2 A/Croatia/10136RV/2023-like, B/Victoria B/Austria/1359417/2021-like
  • ccIIV3/RIV3 (ไม่ใช้ไข่): H1N1 A/Wisconsin/67/2022-like, H3N2 A/District of Columbia/27/2023-like, B/Victoria B/Austria/1359417/2021-like
  • ทำไมกลับเป็นไตรวาเลนต์: B/Yamagata ไม่พบหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2020 ตัดออก

สูตรวัคซีนที่มี

  • IIV (ฉีดกล้ามเนื้อ)
    • มาตรฐาน (split/subunit)
    • Jet-injector “เข็มฟรี” (Afluria, อายุ 18–64 ปี)
    • Adjuvanted (MF59) > 65 ปี
    • High-dose (HD-IIV) > 65 ปี
  • ccIIV (cell-based) > 6 เดือน
  • RIV (recombinant HA) > 9 ปี
  • LAIV (live attenuated พ่นจมูก) อายุ 2–49 ปี เฉพาะ ผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่ตั้งครรภ์

เลือกวัคซีนให้ใคร ใช้อะไร

  • < 49 ปี สุขภาพดี ไม่ตั้งครรภ์: IIV / RIV / LAIV ได้ทั้งหมด
  • มีข้อห้าม LAIV (ตั้งครรภ์, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคหัวใจ/ปอด/เมตาบอลิกเรื้อรัง ฯลฯ): ใช้ IIV หรือ RIV
  • อายุ 50–64 ปี: IIV หรือ RIV
  • อายุ > 65 ปี (แนะนำตาม ACIP): เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอันดับแรก
    • HD-IIV3 หรือ aIIV3 (adjuvanted) หรือ RIV3
    • ถ้าไม่มี IIV มาตรฐาน ยอมรับได้
  • กลัวเข็ม: LAIV (ถ้าไม่มีข้อห้าม) หรือ IIV แบบ jet-injector (18–64 ปี)

การฉีดร่วมกับวัคซีนอื่น

  • ฉีดพร้อมกันได้กับ COVID-19, RSV, PCV15/PCV20/PPV23, RZV (ฉีดคนละตำแหน่ง)
  • LAIV กับวัคซีนมีชีวิตอื่น: ถ้าไม่ได้ฉีดวันเดียวกัน ให้เว้น > 4 สัปดาห์

วัคซีนกับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

  • IIV/RIV ฉีดได้แม้กำลังใช้ยาต้านไวรัส
  • LAIV อาจถูกยาต้านไวรัสหักฤทธิ์ ถ้าได้รับในช่วงเวลาเหล่านี้ ให้ฉีดซ้ำด้วย IIV/RIV
    • Oseltamivir/zanamivir: ภายใน 48 ชม. ถึง +14 วัน รอบ LAIV
    • Peramivir: 5 วัน ถึง +14 วัน
    • Baloxavir: 17 วัน ถึง +14 วัน

ข้อห้าม/ข้อควรระวังสำคัญ

  • ห้ามฉีด: เคย anaphylaxis ต่อวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ส่วนประกอบ
  • แพ้ไข่ไม่ใช่ข้อห้าม: ให้ วัคซีนใดก็ได้ที่เหมาะกับอายุ ไม่ต้องคัดกรองประวัติแพ้ไข่
  • ผู้มีประวัติ GBS: ชั่งน้ำหนักประโยชน์/ความเสี่ยง—หากเป็นกลุ่มเสี่ยงโรครุนแรง มักยังแนะนำให้ฉีด (บางรายเลื่อน > 12 เดือนหลัง GBS) หรือพิจารณาให้เคมีป้องกันช่วงฤดูกาล
  • กินยาต้านการแข็งตัวเลือด: ฉีด IM ได้ ใช้เข็มเล็ก กดนาน > 2 นาที ไม่ถู
  • LAIV ข้อห้าม/ข้อควรระวัง: ตั้งครรภ์, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคประจำตัวบางอย่าง, ใช้แอสไพรินเรื้อรัง, และผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยภูมิคุ้มกันกดที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมป้องกันพิเศษ

ประสิทธิผล/หลักฐานสรุป

  • โดยรวมประสิทธิผลในชุมชน ประมาณ 40–60% ต่อการป่วยยืนยัน และช่วย ลดความรุนแรง/การนอน รพ./การตาย เมื่อติดเชื้อ
  • ผู้สูงอายุ > 65 ปี: HD-IIV / aIIV / RIV ให้การป้องกัน ดีกว่า IIV มาตรฐาน และลดการเสียชีวิตจากปอดบวม/สาเหตุหัวใจ-ปอด
  • RIV มักดีกว่า IIV มาตรฐานเล็กน้อย; ccIIV ใกล้เคียง IIV; LAIV ใกล้เคียง IIV ในผู้ใหญ่แข็งแรง
  • ชนิดไวรัส/ความตรงกันสายพันธุ์มีผล: มัก ต่ำกว่าใน H3N2; แม้ mismatch ยังมีประโยชน์ชัดเจน
  • โรคหัวใจ/หลอดเลือด: ลด MACE และ CV mortality อย่างมีนัยสำคัญ
  • โรคปอดเรื้อรัง: ลดความเสี่ยงติดเชื้อยืนยันได้พอควร

อาการไม่พึงประสงค์โดยสรุป

  • IIV/ccIIV/RIV: ปวดตำแหน่งฉีด, ไข้ต่ำ/ปวดเมื่อยบางราย (HD-IIV ปฏิกิริยาเฉพาะที่มากกว่าเล็กน้อย)
  • Jet-injector: ปฏิกิริยาเฉพาะที่มากกว่าการใช้เข็ม แต่หายเองใน ~3 วัน
  • LAIV: คัดจมูก/น้ำมูก/ปวดศีรษะ/เจ็บคอ; อาการรุนแรง พบได้น้อยมาก
  • GBS หลังวัคซีน: หลักฐาน ไม่สม่ำเสมอ/เสี่ยงต่ำมาก; การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เองสัมพันธ์กับความเสี่ยง GBS มากกว่า

 

ปฏิบัติการเร็วในคลินิก (Quick picks)

  • ผู้ใหญ่ทุกคน: เสนอฉีดทันทีที่มีวัคซีน; หลีกเลี่ยงเลื่อนโดยไม่จำเป็น
  • > 65 ปี: ให้ HD-IIV3 / aIIV3 / RIV3 เป็นอันดับแรก
  • ข้อห้าม LAIV ใช้ IIV/RIV
  • ร่วมฉีด COVID-19/RSV/PCV/RZV ได้ (คนละตำแหน่ง)
  • ใช้ IIV/RIV หากเพิ่ง/กำลังรับ ยาต้านไวรัส; ระวังหน้าต่างเวลา ถ้าใช้ LAIV
  • แพ้ไข่: ฉีดได้ทุกสูตรที่เหมาะกับอายุ