Dyslipidemia: Screening (Adult)
หลักการ
การตรวจ lipid profile มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อ atherosclerotic
cardiovascular disease (ASCVD) ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น
ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยจากค่าไขมันเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังใช้ในการค้นหา familial
dyslipidemia, ประเมินสาเหตุของโรค (เช่น pancreatitis) และติดตามผลการรักษา
คำจำกัดความที่ควรรู้
|
คำศัพท์ |
ความหมาย |
|
Lipid disorder |
ความผิดปกติของการเผาผลาญไขมันโดยรวม |
|
Lipoprotein disorder |
ความผิดปกติของ lipoprotein
ที่ขนส่ง cholesterol และ triglyceride |
|
Dyslipidemia |
ระดับไขมันที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและอาจต้องรักษา |
|
Hyperlipidemia |
Total cholesterol, LDL-C หรือ triglyceride สูง |
เหตุผลในการคัดกรอง
- LDL-C
และ total cholesterol มีความสัมพันธ์แบบ
ต่อเนื่อง (log-linear) กับความเสี่ยง CAD
- การรักษาผู้ที่มีความเสี่ยงสูงช่วยลด cardiovascular events
- Hypercholesterolemia
พบได้บ่อยและเป็นปัจจัยสำคัญของ CVD ทั่วโลก
- การตรวจ lipid profile ทำได้ง่าย ราคาไม่แพง
และเชื่อถือได้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าการคัดกรองประชากรอายุน้อยทุกคนช่วยลด
hard outcomes จึงควรใช้ผลตรวจร่วมกับการประเมินความเสี่ยง
ASCVD โดยรวม
ใครควรได้รับการตรวจ
Baseline screening
ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยตรวจในวัยเด็ก
- ควรตรวจ lipid profile เมื่อเริ่มดูแลในระบบผู้ใหญ่ เพื่อคัดกรอง familial dyslipidemia และประเมินความเสี่ยง
ASCVD
หากผลปกติ
ความถี่ในการตรวจครั้งต่อไปขึ้นกับระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย
ความถี่ของการตรวจ
ผู้ป่วยความเสี่ยงสูง
ได้แก่
- Hypertension
- Diabetes
- Smoking
- Family
history ของ premature CAD
แนะนำตรวจซ้ำ
- ชาย อายุ 25–30 ปี
- หญิง อายุ 30–35 ปี
ผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำ
แนะนำตรวจซ้ำ
- ชาย อายุ 35 ปี
- หญิง อายุ 45 ปี
ทั้งนี้สามารถปรับให้เร็วหรือช้ากว่านี้ตามความเหมาะสมและโอกาสในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเริ่มยา
ปัจจัยเสี่ยง ASCVD ที่ต้องประเมินร่วม
- อายุ
- เพศชาย
- Hypertension
- Diabetes
mellitus
- Smoking
- Obesity
- Physical
inactivity
- Family
history ของ premature CAD
- ชาย <55 ปี
- หญิง <65 ปี
ควรตรวจอะไร
การตรวจที่แนะนำ
Complete lipid profile
ประกอบด้วย
- Total
cholesterol
- LDL-C
- HDL-C
- Non-HDL
cholesterol
- Triglyceride
แม้ว่าการคำนวณความเสี่ยง ASCVD บางระบบใช้เพียง total cholesterol และ HDL-C
แต่ complete lipid profile ให้ข้อมูลมากกว่าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อย
Fasting หรือ Non-fasting
Non-fasting
ใช้ได้สำหรับการคัดกรองทั่วไป
ควรตรวจแบบ Fasting หาก
- สงสัย hypertriglyceridemia
- Family
history ของ genetic dyslipidemia
- Diabetes
- Obesity
- ใช้ยาที่ทำให้ TG สูง (เช่น corticosteroids)
- Total
cholesterol >250 mg/dL
- HDL-C
<40 mg/dL
เพราะช่วยประเมิน triglyceride และคำนวณ LDL-C ได้แม่นยำขึ้น
ความสำคัญของ Triglyceride
มีประโยชน์ในการ
- คำนวณ LDL-C (ในบางวิธี)
- ค้นหา familial dyslipidemia
- ช่วยวินิจฉัย metabolic disorders
- ประเมินความเสี่ยง acute pancreatitis เมื่อ
TG สูงมาก
อย่างไรก็ตาม TG มีความสามารถในการทำนาย
CAD ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดที่รวม HDL-C
Non-HDL cholesterol
คำนวณ
Non-HDL = Total cholesterol −
HDL-C
มีหลักฐานว่า
- ทำนายความเสี่ยง CAD ได้ดีกว่า LDL-C เพียงอย่างเดียว
- ระดับ non-HDL ที่สูงสัมพันธ์กับความเสี่ยง CVD
ระยะยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จึงเป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี triglyceride สูง
ApoB และ Lipoprotein(a)
ไม่แนะนำตรวจเป็น routine
อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มี
- ความเสี่ยง ASCVD สูง
- Strong
family history
- Risk-enhancing
factors
เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม
การใช้ผลตรวจ
ผล lipid profile ควรนำไปใช้ร่วมกับ
ASCVD risk calculator เพื่อประเมินความเสี่ยง 10
ปี และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องการปรับพฤติกรรมและการเริ่ม lipid-lowering
therapy ไม่ควรใช้ค่า LDL-C เพียงตัวเดียวในการตัดสินใจ
การตรวจซ้ำ
หากยังไม่เข้าเกณฑ์รักษา
- ประเมิน ASCVD risk และตรวจ lipid ทุก 5 ปี
หาก
- ค่าไขมันใกล้เกณฑ์เริ่มรักษา
- มีความเสี่ยง CVD สูงขึ้น
แนะนำตรวจทุก 3 ปี
ควรหยุดตรวจเมื่อใด
ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
แนวทางจากเอกสารนี้เสนอว่า
- ผู้ที่สุขภาพดีและไม่มี ASCVD สามารถตรวจต่อได้จนถึง
อายุ 79 ปี
- หากมี ผล lipid profile ปกติหลายครั้งติดต่อกัน อาจพิจารณาหยุดตรวจเมื่ออายุ 65 ปี
- ผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปีและไม่เคยตรวจมาก่อน
ยังควรได้รับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง
Clinical Pearls
- Complete
lipid profile เป็นการตรวจคัดกรองที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
- Non-fasting
lipid profile ใช้ได้ในผู้ป่วยทั่วไป แต่ควรตรวจ fasting
หากสงสัย hypertriglyceridemia หรือ familial
dyslipidemia
- Non-HDL
cholesterol เป็นตัวทำนายความเสี่ยง ASCVD ที่ดีกว่า LDL-C เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อ
triglyceride สูง
- ApoB
และ Lp(a) ไม่จำเป็นต้องตรวจเป็น routine
แต่เป็น risk-enhancing factors ที่อาจพิจารณาในผู้ป่วยบางราย
- ผลการตรวจควรใช้ร่วมกับ ASCVD risk calculator เพื่อวางแผนการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
- หากผลปกติและความเสี่ยงต่ำ แนะนำตรวจซ้ำ ทุก 5 ปี ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือค่าใกล้เกณฑ์รักษาให้ตรวจซ้ำ
ทุก 3 ปี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น