Adult ACLS 2025
การช่วยชีวิตขั้นสูงในผู้ใหญ่ ตาม 2025
AHA Guidelines for CPR and ECC
บทความนี้สรุปการดูแล cardiac arrest และ peri-arrest arrhythmias จาก Part 9:
Adult Advanced Life Support ร่วมกับ algorithms ของ AHA 2025 และสรุปการดูแลหลัง ROSC จาก Part 11: Post–Cardiac Arrest Care ส่วนสถานการณ์พิเศษให้อ้างอิง
Part 10 และบทความเฉพาะเรื่อง
1. การประเมินและเริ่มกู้ชีพ
- ผู้ป่วยไม่ตอบสนอง ไม่หายใจตามปกติหรือมีเพียง gasping: ตรวจการหายใจและชีพจรพร้อมกัน ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที หากคลำชีพจรไม่ได้แน่ชัดให้เริ่ม CPR เรียกทีมกู้ชีพ
และติด monitor/defibrillator
- เริ่ม bag-mask ventilation และให้ออกซิเจนระหว่างเตรียมอุปกรณ์
พร้อมแยก rhythm เป็น shockable (VF/pulseless
VT) หรือ nonshockable (PEA/asystole)
- หากมีชีพจรแต่ไม่หายใจ ให้ช่วยหายใจ 1 ครั้งทุก
6 วินาที และประเมินชีพจรซ้ำทุก 2 นาที
- กำหนดผู้ทำ chest compression, airway, defibrillation,
vascular access/medication และผู้บันทึกเวลา
โดยหัวหน้าทีมประเมินคุณภาพ CPR และค้นหาสาเหตุที่แก้ไขได้ตลอดการกู้ชีพ
2. High-quality CPR
- กดหน้าอกเร็ว 100–120 ครั้ง/นาที ลึกอย่างน้อย 5
ซม. และหลีกเลี่ยงลึกเกิน 6 ซม.
ปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่
- ลดการหยุดกดหน้าอกให้สั้นที่สุด การตรวจ rhythm/pulse ควรใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที เปลี่ยนผู้กดทุก 2
นาที หรือเร็วขึ้นเมื่อเหนื่อย
- ยังไม่มี advanced airway: กดหน้าอกต่อช่วยหายใจ
30:2 ให้แต่ละครั้งประมาณ 1 วินาที
พอเห็นหน้าอกยก
- มี advanced airway: กดหน้าอกต่อเนื่อง ให้ลม 1
ครั้งทุก 6 วินาที (10 ครั้ง/นาที) หลีกเลี่ยง hyperventilation
- หลัง shock ให้กลับมากดหน้าอกทันที
ไม่หยุดตรวจชีพจรเป็นกิจวัตรหลัง shock
- ใช้ CPR feedback เมื่อมีอุปกรณ์; หาก ETCO₂ ต่ำหรือลดลง
ให้ทบทวนคุณภาพการกดหน้าอก การช่วยหายใจ ตำแหน่ง airway และสาเหตุของ arrest
3. VF / pulseless VT
1.
Shock ครั้งที่ 1 แล้ว CPR ต่อทันที 2 นาที
ระหว่างนี้เปิด vascular access
2.
ตรวจ rhythm; หากยังเป็น
VF/pVT ให้ shock ครั้งที่ 2
แล้ว CPR 2 นาที ให้ epinephrine 1
mg IV/IO ทุก 3–5 นาที และพิจารณา advanced airway พร้อม waveform
capnography
3.
ตรวจ rhythm; หากยังเป็น
VF/pVT ให้ shock ครั้งที่ 3
แล้ว CPR 2 นาที ให้ amiodarone หรือ lidocaine พร้อมรักษาสาเหตุที่แก้ไขได้
4.
ทำ CPR เป็นรอบละ
2 นาที ตรวจ rhythm และ shock เมื่อมีข้อบ่งชี้ ให้ epinephrine ตามช่วงเวลา
และติดตามการตอบสนอง
5.
หาก rhythm เปลี่ยนเป็น
PEA/asystole ให้ดำเนินตาม nonshockable pathway; หากเกิด ROSC ให้เริ่ม post–cardiac arrest
care ทันที
Defibrillation energy
- Biphasic
defibrillation: เลือกพลังงานตามรุ่นเครื่องและคำแนะนำผู้ผลิต
เช่น ZOLL R/X Series ใช้ลำดับค่าเริ่มต้น 120 → 150 → 200 J; Philips HeartStart
MRx/Intrepid หรือ Efficia DFM100 แนะนำเริ่ม
150 J โดยครั้งต่อไปใช้พลังงานเท่าเดิมหรือพิจารณาเพิ่มเป็น
200 J ตาม protocol ของหน่วยงาน
หากไม่ทราบค่าที่ผู้ผลิตแนะนำ ให้ใช้พลังงานสูงสุดของเครื่อง
- Monophasic:
360 J
- ใช้ single-shock strategy แล้วกลับไป CPR;
ข้อยกเว้น เช่น arrest หลัง cardiac
surgery ต้องใช้แนวทางเฉพาะ
- หากยังพบ VF/pVT หลัง ≥3
shocks ให้ตรวจตำแหน่งและการแนบสนิทของ pads พลังงาน คุณภาพ CPR และสาเหตุร่วม ประโยชน์ของ
vector change และ double sequential
defibrillation ยังไม่ชัดเจนตาม AHA 2025 จึงไม่ควรเขียนให้เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ต้องทำทุกราย
ยาสำหรับ shockable arrest
|
ยา |
ขนาด IV/IO |
|
Epinephrine |
1 mg ทุก 3–5
นาที |
|
Amiodarone |
ครั้งแรก 300
mg bolus; ครั้งที่สอง 150 mg |
|
Lidocaine (ทางเลือกแทน
amiodarone) |
ครั้งแรก 1–1.5
mg/kg; ครั้งที่สอง 0.5–0.75 mg/kg |
ใน shockable arrest ให้ความสำคัญกับ
defibrillation ก่อน และให้ epinephrine หลัง initial defibrillation attempts ไม่สำเร็จ;
algorithm วางไว้หลัง shock ครั้งที่ 2
ส่วน amiodarone/lidocaine วางไว้หลังครั้งที่
3
4. PEA / asystole
- CPR ทันที และให้ epinephrine 1 mg IV/IO ให้เร็วที่สุด จากนั้นทุก 3–5 นาที
- เปิด vascular access พิจารณา advanced
airway และค้นหา reversible causes
- ตรวจ rhythm ทุก 2 นาที
หากมี organized rhythm ให้ตรวจชีพจรสั้น ๆ; หากไม่มีชีพจรให้ CPR ต่อ
- หากเปลี่ยนเป็น VF/pVT ให้เข้าสู่ shockable
pathway
- ไม่ shock PEA/asystole; หากสงสัย asystole
ให้ตรวจสาย monitor, lead และ gain
โดยไม่ทำให้ CPR ล่าช้า
- ไม่ใช้ atropine หรือ electrical pacing
เป็นกิจวัตรสำหรับ established cardiac arrest
5. Vascular access, airway และ adjuncts
Vascular access
- พยายามเปิด IV เป็นทางเลือกแรก; หากไม่สำเร็จหรือทำไม่ได้ให้ใช้ IO
โดยไม่ปล่อยให้การเปิด IV ทำให้การให้ยาล่าช้า
- Central
venous access อาจพิจารณาโดยผู้ชำนาญเมื่อ IV/IO ไม่สำเร็จหรือทำไม่ได้ และต้องไม่รบกวน CPR/defibrillation
- การให้ยาผ่าน endotracheal tube ถูกนำออกจากคำแนะนำ
เนื่องจากระดับยาและผลทางเภสัชวิทยาไม่แน่นอน
Airway and ventilation
- ใช้ bag-mask ventilation หรือ advanced
airway ตามผู้ป่วย ทักษะผู้ทำ และระบบบริการ
- เลือก endotracheal tube หรือ supraglottic
airway ตามความเหมาะสม; การใส่ ETT
ต้องไม่ทำให้การกดหน้าอกหรือ shock ล่าช้า
- ใช้ continuous waveform capnography ยืนยันและติดตามตำแหน่ง
ETT ร่วมกับการประเมินทางคลินิก
- ระหว่าง CPR ใช้ความเข้มข้นออกซิเจนสูงสุดที่ทำได้;
หลัง ROSC จึงปรับตามค่าที่วัดได้เชื่อถือได้
Physiologic monitoring และ ultrasound
- ETCO₂
หรือ arterial pressure สามารถใช้ติดตามและปรับคุณภาพ
CPR เมื่อมีเครื่องมือ
- ETCO₂
เพิ่มขึ้นฉับพลัน หรือมี arterial waveform ที่สอดคล้องกับ spontaneous circulation อาจบ่งชี้
ROSC ให้ยืนยันด้วยการประเมินที่เหมาะสม
- ไม่กำหนดว่า ROSC ต้องมี ETCO₂
ถึง 35–40 mmHg เสมอ และไม่ใช้ ETCO₂
ต่ำเพียงตัวเดียวตัดสินหยุด CPR
- POCUS โดยผู้ชำนาญอาจช่วยหาสาเหตุ เช่น tamponade หากไม่ทำให้หยุด
CPR นานขึ้น ควรเตรียม probe และเก็บภาพในช่วงตรวจ
rhythm แล้วกลับมากดหน้าอกทันที
- ไม่ใช้ cardiac standstill หรือ RV
dilatation เพียงอย่างเดียวตัดสินหยุดกู้ชีพหรือวินิจฉัย PE
ยาหรือวิธีที่ไม่ใช้เป็นกิจวัตร
- ไม่ให้ calcium, sodium bicarbonate หรือ magnesium
เป็น routine ใน cardiac arrest; ให้เมื่อมีข้อบ่งชี้จำเพาะตามสาเหตุ
- Magnesium
อาจใช้ใน recurrent polymorphic VT ที่สัมพันธ์กับ
long QT (torsades de pointes) ไม่ใช่ยาประจำสำหรับ VF
หรือ polymorphic VT ที่ QT ปกติ
- ไม่ใช้ high-dose epinephrine เป็น routine;
vasopressin เดี่ยวหรือร่วม epinephrine ไม่มีข้อได้เปรียบในการใช้แทน
epinephrine
- ไม่ใช้ head-up CPR นอก clinical trials
6. Reversible causes: 5H 5T
|
5H |
5T |
|
Hypovolemia |
Tension pneumothorax |
|
Hypoxia |
Tamponade, cardiac |
|
Hydrogen ion (acidosis) |
Toxins |
|
Hypo-/hyperkalemia |
Thrombosis, pulmonary |
|
Hypothermia |
Thrombosis, coronary |
ซักประวัติเหตุการณ์ก่อน arrest ยา โรคประจำตัว และข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์ ตรวจร่างกายและเลือก POCT/laboratory/POCUS
ที่ช่วยเปลี่ยนการรักษา โดยไม่รบกวน CPR การพบ
acidosis หลัง arrest ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ให้
bicarbonate ทุกราย
ควรตรวจ glucose และค้นหา trauma
ตามบริบทด้วย แต่แยกให้ชัดว่า AHA algorithm ใช้
5H 5T การแยก narrow-/wide-complex PEA อาจช่วยตั้งสมมติฐานทางคลินิก แต่ไม่ใช่กฎวินิจฉัยสาเหตุหรือ algorithm
หลักของ AHA 2025
7. Bradycardia with a pulse
ประเมินว่าอัตราหัวใจช้าเหมาะกับสภาวะผู้ป่วยหรือไม่
โดย bradyarrhythmia ที่ต้องพิจารณารักษามักมี HR
<50/min และมี hypotension, acute altered mental
status, shock, ischemic chest discomfort หรือ acute heart
failure ที่สัมพันธ์กับหัวใจเต้นช้า
- ดูแล airway/ventilation, oxygen ตามความเหมาะสม,
monitor, IV และ 12-lead ECG พร้อมแก้ hypoxia,
ischemia, electrolyte disturbance หรือ drug toxicity
- หากมี cardiopulmonary compromise ให้ atropine
1 mg IV bolus ซ้ำทุก 3–5 นาที
รวมไม่เกิน 3 mg
- หากไม่ตอบสนอง ให้ transcutaneous pacing และ/หรือ
dopamine 5–20 mcg/kg/min หรือ epinephrine 2–10
mcg/min ปรับตามการตอบสนอง
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและเตรียม temporary transvenous pacing หากยังไม่คงที่
- ใน high-grade AV block ที่ unstable ให้เตรียม pacing ทันที ไม่รอให้ atropine
ครบทุกขนาดก่อน; ขณะ pacing ต้องยืนยันทั้ง electrical และ mechanical
capture และให้ analgesia/sedation เมื่อทำได้
- หากไม่มี compromise ให้เฝ้าระวังและรักษาสาเหตุ
8. Tachyarrhythmia with a pulse
ประเมิน ABC, oxygen เมื่อ
hypoxemic, monitor, BP, SpO₂, IV และ 12-lead
ECG หากทำได้ โดย tachyarrhythmia มักมี HR
≥150/min
แต่ใช้สภาพผู้ป่วยและชนิด rhythm ร่วมตัดสินใจ
ต้องแยกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นสาเหตุของ instability
หรือเป็นการตอบสนองต่อโรคอื่น เช่น sinus
tachycardia จาก sepsis, hypovolemia หรือ hypoxia
ควรรักษาสาเหตุ
Unstable tachyarrhythmia
หาก tachyarrhythmia ทำให้
hypotension, acute altered mental status, shock, ischemic chest
discomfort หรือ acute heart failure ให้ synchronized
cardioversion และ sedation เมื่อทำได้โดยไม่ทำให้
shock ล่าช้า
|
Rhythm |
พลังงานเริ่มต้นตาม
AHA Electrical Cardioversion Algorithm 2025 |
|
Atrial fibrillation |
200 J |
|
Atrial flutter |
200 J |
|
Narrow-complex tachycardia |
100 J |
|
Monomorphic VT |
100 J |
|
Polymorphic VT |
Unsynchronized high-energy shock
(defibrillation) |
ตรวจ sync markers ก่อน shock
และอาจต้องเปิด sync ใหม่หลังแต่ละครั้ง หาก sync
ทำให้เกิดความล่าช้าในผู้ป่วยวิกฤต ให้ unsynchronized shock
ทันที พิจารณาเพิ่มพลังงานและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่สำเร็จ
Stable tachyarrhythmia
- Regular
narrow-complex: vagal maneuver แล้ว adenosine 6
mg rapid IV push ตามด้วย NS flush; หากจำเป็นให้
12 mg พิจารณา beta-blocker หรือ diltiazem/verapamil
ตาม rhythm และข้อห้าม หรือ cardioversion
หากยาไม่ได้ผล/มีข้อห้าม
- Regular
monomorphic wide-complex: พิจารณา antiarrhythmic
infusion และ expert consultation; adenosine อาจใช้ได้เฉพาะเมื่อ stable, regular และ monomorphic
- Irregular
wide-complex หรือ polymorphic: ห้ามใช้
adenosine; sustained polymorphic VT ต้อง defibrillate
ทันที แม้ตรวจพบชีพจร
- ไม่ให้ verapamil/diltiazem ใน wide-complex
tachycardia ที่ยังไม่ทราบกลไก
- AF/flutter:
เลือก rate/rhythm control ตาม clinical
context; ประเมินระยะเวลาของ AF และ anticoagulation/thromboembolic
risk เมื่อต้องทำ cardioversion โดยไม่ชะลอ
emergency cardioversion ในผู้ป่วย unstable
- หากสงสัย pre-excited AF หลีกเลี่ยง AV
nodal blocking agents รวมถึง IV amiodarone และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
|
ยาสำหรับ stable
wide-QRS tachycardia |
วิธีให้ |
|
Amiodarone |
150 mg IV over 10 min; ซ้ำได้เมื่อ VT กลับมา จากนั้น 1 mg/min ใน 6 ชั่วโมงแรก |
|
Procainamide |
20–50 mg/min จน rhythm
หยุด, เกิด hypotension, QRS กว้างขึ้น >50% หรือครบ 17 mg/kg;
maintenance 1–4 mg/min; หลีกเลี่ยงใน prolonged QT หรือ CHF |
ขนาด amiodarone ในผู้ป่วยมีชีพจรต่างจากขนาด
bolus ใน cardiac arrest และไม่ควรให้ antiarrhythmics
หลายชนิดร่วมกันโดยไม่มีการประเมินความเสี่ยง
9. Termination of resuscitation (TOR)
TOR rules ต่อไปนี้ใช้ประกอบการพิจารณา adult
OHCA ในระบบ EMS ที่เหมาะกับ rule ภายใต้ medical control และแนวทางท้องถิ่น
ไม่ใช่เกณฑ์หยุด CPR สำหรับผู้ป่วยทุกกลุ่ม
|
Rule |
ต้องเข้าเกณฑ์ทุกข้อ |
|
BLS / Universal TOR |
Arrest ไม่ได้มี EMS
personnel เป็นผู้เห็นเหตุการณ์; ไม่เคยมี ROSC;
ไม่เคยได้รับ shock |
|
ALS TOR |
Arrest ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์;
ไม่มี bystander CPR; ไม่มี ROSC หลัง full ALS care; ไม่เคยได้รับ shock |
- BLS
TOR ใช้เมื่อ ALS ไม่พร้อมหรือมาล่าช้ามาก;
ALS TOR สำหรับ ALS EMS; Universal TOR สำหรับระบบตอบสนองที่มีทั้ง
BLS และ ALS
- ไม่มีคำแนะนำให้หยุด CPR ทุกรายเมื่อครบ 20
นาที ต้องประเมินคุณภาพการกู้ชีพ
สาเหตุที่แก้ไขได้ โอกาสการรักษาเพิ่มเติมและบริบทของผู้ป่วย (ดูเรื่อง cardiac
arrest prognosis profile)
- ในผู้ป่วยใส่ ETT แล้ว ETCO₂
ไม่เกิน 10 mmHg หลัง ALS 20 นาที อาจใช้เป็นข้อมูลหนึ่งในการประเมินหลายองค์ประกอบ
ห้ามใช้เป็นเกณฑ์เดี่ยว
- ในผู้ป่วยไม่ได้ใส่ ETT ห้ามใช้ค่า ETCO₂
cutoff ใด ๆ เป็นข้อบ่งชี้หยุด CPR
- ไม่ใช้ rules เหล่านี้โดยตรงใน IHCA,
trauma หรือ overdose ซึ่งไม่ได้อยู่ในประชากรที่
rule ผ่านการตรวจสอบ และควรระมัดระวังการนำ rule
จากต่างระบบมาใช้ในไทย
10. Post–cardiac arrest care
Initial stabilization
- ประเมิน airway และยืนยันตำแหน่ง advanced
airway
- ให้ FiO₂ 100% จนวัด oxygenation
ได้เชื่อถือได้ จากนั้นปรับให้ SpO₂
90–98% หรือ PaO₂ 60–105 mmHg
- ปรับ ventilation ให้ PaCO₂
35–45 mmHg โดยใช้ ABG ประกอบ ไม่ใช้
ETCO₂ แทน PaCO₂
โดยตรง; ใน severe acidemia ต้องปรับตาม physiology
- รักษา MAP ≥65 mmHg ด้วย
fluid และ/หรือ vasoactive drugs ตามชนิด
shock; AHA ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้เลือก vasopressor
ตัวเดียวสำหรับผู้ป่วยหลัง arrest ทุกราย
- ทำ 12-lead ECG ให้เร็วที่สุด และเลือก echocardiography/POCUS
หรือพิจารณา head-to-pelvis CT เพื่อหาสาเหตุและภาวะแทรกซ้อน
- หลีกเลี่ยง glucose <70 และ >180
mg/dL
Coronary angiography และ circulatory
support
- ทำ emergency coronary angiography เมื่อสงสัย cardiac
cause และมี persistent ST elevation ไม่ว่าผู้ป่วยจะ
coma หรือไม่
- แม้ไม่มี ST elevation อาจทำ emergency
angiography ในรายที่มี cardiogenic shock, recurrent
ventricular arrhythmias หรือ significant ongoing
myocardial ischemia
- ไม่ทำ immediate angiography เป็น routine
ในผู้ป่วย comatose ที่ stable และไม่มีข้อบ่งชี้ข้างต้น
- ผู้รอดชีวิตที่สงสัย cardiac etiology ควรได้รับการประเมิน
coronary angiography ก่อนจำหน่าย โดยเฉพาะ initial
shockable rhythm, unexplained LV systolic dysfunction หรือ severe
ischemia
- Temporary
mechanical circulatory support อาจใช้ในผู้ป่วยที่คัดเลือกและมี
refractory cardiogenic shock โดยทีมชำนาญ ไม่ใช้เป็น routine
Temperature control
- ผู้ป่วยที่ไม่ทำตาม verbal commands หลัง ROSC
ให้ใช้ deliberate, protocolized temperature
control ไม่ว่า arrest ที่ใดหรือ rhythm
เริ่มต้นเป็นอะไร
- เลือกและควบคุมอุณหภูมิเป้าหมายในช่วง 32–37.5°C; ไม่จำเป็นต้อง cooling ถึง 33°C ทุกราย
- พิจารณาควบคุมอุณหภูมิ รวมอย่างน้อย 36 ชั่วโมง ระยะเวลานี้รวมช่วง hypothermic
control และช่วง normothermic/fever-prevention control
ตาม protocol ไม่ได้หมายถึงต้องคง 33°C
ตลอด 36 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยง rapid rewarming >0.5°C/ชั่วโมง
และไม่ใช้ rapid infusion of cold IV fluid เป็น routine
ใน prehospital setting
Seizure และ neuroprognostication
- ผู้ป่วยที่ไม่ทำตามคำสั่งควรได้รับ EEG อย่างรวดเร็ว
และพิจารณาติดตามซ้ำ/ต่อเนื่อง
- รักษา clinical seizures และพิจารณารักษา electrographic
seizures; ไม่ให้ antiseizure prophylaxis เป็น routine
- หากมี myoclonus ให้ตรวจ EEG เพื่อจำแนก ไม่ใช้ myoclonus เพียงอย่างเดียวสรุปพยากรณ์โรค
และไม่ให้ยาเพื่อกด myoclonus ที่ไม่มี EEG
correlate เพียงเพื่อหวังผลทางระบบประสาท
- ใช้ multimodal neuroprognostication ร่วม
clinical examination, EEG/SSEP, imaging และ biomarkers
ตามความพร้อมและช่วงเวลาที่เหมาะสม
- สรุปผลเมื่ออย่างน้อย 72 ชั่วโมงหลัง normothermia และหยุด sedatives
โดยต้องแน่ใจว่าไม่มีผลยาหรือปัจจัยรบกวนเหลืออยู่ ผู้ที่ทำ hypothermic
control จึงมักประเมินสรุปได้ประมาณ ≥5
วันหลัง ROSC
- หากผลยังไม่ชัดเจนให้ติดตามซ้ำ
และสื่อสารความไม่แน่นอนกับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
- ประโยชน์ของ prophylactic antibiotics และ steroids
หลัง ROSC ยังไม่แน่นอน
ให้เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก
11. สถานการณ์พิเศษและการฟื้นฟู
Cardiac arrest จาก hypothermia,
drowning, pregnancy, pulmonary embolism, electrolyte disturbance, poisoning และ arrest หลัง cardiac surgery ต้องใช้ standard resuscitation ร่วมกับการรักษาจำเพาะตาม
Part 10: Adult and Pediatric Special Circumstances of Resuscitation
การใช้ ECPR ต้องคัดเลือกผู้ป่วยและดำเนินการผ่านระบบที่พร้อม
สามารถเริ่มได้รวดเร็ว และมีการรักษาสาเหตุร่วม ควรใช้แนวทางของศูนย์และ systems
of care ประกอบ
ก่อนจำหน่าย ประเมินความบกพร่องทางกาย ความคิด
ความจำ อารมณ์ และความต้องการของผู้ดูแล วางแผน rehabilitation และติดตามหลังจำหน่าย
พร้อมให้คำแนะนำการกลับไปทำกิจวัตรหรือทำงานตามสภาพผู้ป่วย
เอกสารอ้างอิง
1.
2025 AHA Guidelines. Part 9: Adult Advanced Life
Support. DOI: 10.1161/CIR.0000000000001376.
อ่านเนื้อหาเดียวกันผ่าน AHA
CPR & ECC Guidelines.
2.
2025
AHA CPR & ECC Guidelines: Part 7 Adult BLS, Part 4 Systems of Care และ Part 10 Special Circumstances.
3.
AHA
2025 Algorithms: Adult Cardiac Arrest, Bradycardia, Tachyarrhythmia,
Electrical Cardioversion, TOR และ Post–Cardiac Arrest
Care.
4.
2025
AHA Guidelines. Part 11: Post–Cardiac Arrest Care.
ปรับปรุงจากบทความ Adult ACLS
2020 — ER Goldbook. ตรวจทานวันที่ 1 ตุลาคม
2026
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น