Renal and Perinephric Abscess
Clinical pearl: ควรสงสัยฝีในไตหรือรอบไตเมื่อผู้ป่วย
pyelonephritis ยังมีไข้หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมประมาณ
3 วัน การตรวจหลักคือ contrast-enhanced
CT และการรักษาประกอบด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับ source
control ตามตำแหน่งและขนาดฝี
1. นิยามและพยาธิกำเนิด
|
ภาวะ |
ลักษณะสำคัญ |
|
Renal abscess |
โพรงหนองมีผนังกั้นอยู่ภายใน
renal parenchyma มักเป็นภาวะแทรกซ้อนของ pyelonephritis
หรือเกิดจาก hematogenous seeding |
|
Perinephric abscess |
เนื้อตายและหนองกระจายในช่องระหว่าง
renal capsule กับ Gerota’s fascia มักมี
septation จึงระบายยากกว่า |
|
Lobar nephronia |
บริเวณ focal
ischemic bacterial nephritis ที่ยังไม่เป็นโพรงหนอง อาจพัฒนาเป็น
abscess ภายใน 1–3 วัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน |
เส้นทางการติดเชื้อสำคัญ:
- Ascending/urologic
infection: มักเป็น gram-negative enteric bacilli หรือ polymicrobial infection
- Hematogenous
spread: มักเกิดจาก Staphylococcus aureus;
renal lesion มักอยู่ที่ cortex และควรค้นหาแหล่งติดเชื้อ
เช่น endocarditis หรือ skin/soft-tissue
infection
- Perinephric
abscess อาจเกิดจาก renal abscess แตกผ่าน
capsule หรือพบได้น้อยจากการลุกลามของตับ ถุงน้ำดี
ตับอ่อน ลำไส้ ไส้ติ่ง หรือ vertebral osteomyelitis
เชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ E. coli, S.
aureus และ K. pneumoniae
2. ปัจจัยเสี่ยง
- Diabetes
mellitus
- นิ่ว โดยเฉพาะ staghorn calculus
- Urinary
obstruction หรือ obstructing tumor
- Vesicoureteral
reflux
- Neurogenic
bladder
- Papillary
necrosis
- Renal
cyst หรือ polycystic kidney disease
- Pregnancy
- Kidney
transplantation
- ความผิดปกติทางกายวิภาคของทางเดินปัสสาวะ
- การวินิจฉัยหรือรักษา pyelonephritis ล่าช้า
ประมาณสองในสามของ renal abscess จากเชื้อ gram-negative มีนิ่วหรือ vesicoureteral
reflux ร่วมด้วย
3. อาการและผลตรวจ
อาการมักค่อยเป็นค่อยไปและไม่จำเพาะ:
- ไข้ หนาวสั่น
- ปวดสีข้างหรือปวดท้องแบบไม่ชัดเจน
- อ่อนเพลีย เหงื่อออก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- Costovertebral
angle tenderness
- อาจคลำได้ก้อนหรือมีการอักเสบของผิวหนังบริเวณสีข้าง
- Dysuria/frequency
อาจไม่มี โดยเฉพาะเมื่อฝีไม่ติดต่อกับ collecting
system
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือ autonomic
neuropathy อาจแสดงอาการน้อยกว่าความรุนแรงจริง ส่วน perinephric
abscess ที่ลุกลามอาจทำให้เกิด RUQ pain, chest pain,
empyema หรือ subphrenic abscess
ผลตรวจที่พบได้:
- Leukocytosis
- ESR และ CRP สูงเกือบทุกราย
- เบาหวานอาจมี metabolic acidosis
- Pyuria,
bacteriuria และ proteinuria ใน renal
abscess ที่ติดต่อกับ collecting system
- Urinalysis
และ urine culture ปกติไม่ได้ตัดโรค
- Blood
culture อาจบวกใน hematogenous infection แต่ผลลบไม่ตัดโรค
4. การวินิจฉัย
ควรสงสัยเมื่อมี:
- ไข้และปวดสีข้างต่อเนื่องร่วมกับ inflammatory markers สูง
- Pyelonephritis
ที่ไม่ตอบสนองหรือดีขึ้นช้าหลังยาปฏิชีวนะเหมาะสม 72
ชั่วโมง
- Host
risk factors หรือ urinary obstruction
- S.
aureus bacteremia ที่มีอาการเข้ากับ renal
involvement
การประเมินเบื้องต้น:
- CBC,
creatinine/electrolytes, ESR/CRP
- Urinalysis
และ urine culture
- Blood
cultures ก่อนเริ่มยาปฏิชีวนะ
- ส่ง Gram stain และ culture จาก aspirate/drainage โดยเฉพาะ perinephric
abscess
Imaging
Contrast-enhanced CT เป็นการตรวจที่ดีที่สุด สำหรับยืนยันตำแหน่ง ขนาด obstruction และการลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง
ลักษณะ renal abscess:
- Walled-off
intrarenal cavity
- Central
low attenuation
- Rim
enhancement หลังฉีด contrast
- อาจมี renal enlargement, decreased attenuation, Gerota
fascia thickening หรือ gas
ลักษณะ perinephric abscess:
- Fluid/หนองใน perinephric space
- มักถูกจำกัดด้วย Gerota’s fascia แต่อาจลุกลามเข้า
psoas, flank, pelvis, subphrenic space, pleura หรือ mediastinum
Ultrasound ใช้ตรวจหรือใช้กำหนดตำแหน่งขณะระบายหนองได้
แต่ไวต่อ perinephric disease น้อยกว่า CT ส่วน MRI มีบทบาทเมื่อแยกการติดเชื้อออกจาก malignancy
ไม่ได้
5. การรักษา
ควรปรึกษา urology, infectious
diseases และ interventional radiology ตามความเหมาะสม
พร้อมประเมินและแก้ urinary obstruction อย่างเร่งด่วน
Empiric antibiotics
เก็บ blood/urine cultures ก่อน แล้วเริ่มยาฉีดที่ครอบคลุม MRSA และ gram-negative
bacilli
- Vancomycin:
loading 20–35 mg/kg IV จากนั้น 15–20 mg/kg IV ทุก 8–12 ชั่วโมง
ร่วมกับหนึ่งในต่อไปนี้ - Piperacillin–tazobactam:
3.375 g IV ทุก 4 ชั่วโมง หรือ 4.5
g IV ทุก 6 ชั่วโมง
- Cefepime:
1 g IV ทุก 8 ชั่วโมง หรือ 2 g IV
ทุก 12 ชั่วโมง
- Meropenem:
1 g IV ทุก 8 ชั่วโมง
- Imipenem–cilastatin:
500 mg IV ทุก 6 ชั่วโมง หรือ 1 g
IV ทุก 8 ชั่วโมง
ใช้ขนาดสูงในผู้ป่วยอาการรุนแรง และพิจารณา carbapenem
ใน critical illness/septic shock หรือมีความเสี่ยงเชื้อดื้อยา
รวมถึงต้องครอบคลุมเชื้อจาก urine culture ครั้งก่อนถ้ามี
ปรับขนาดยาตาม renal function, น้ำหนัก และ therapeutic drug monitoring ของ vancomycin
ตามแนวทางของสถานพยาบาล
เมื่อทราบผลเพาะเชื้อ:
- De-escalate
เป็นยาที่แคบที่สุดตาม susceptibility
- เชื้อ gram-negative ที่ไวต่อยาอาจเปลี่ยนเป็น ceftriaxone
หรือ oral agent เมื่อ drainage เพียงพอและอาการดีขึ้น
- MSSA อาจเปลี่ยนเป็น cefazolin
- หากเป็น S. aureus bacteremia ให้รักษาตามหลัก
complicated S. aureus bacteremia และประเมิน metastatic
focus/endocarditis
ระยะยาปฏิชีวนะโดยทั่วไป อย่างน้อย 2–3
สัปดาห์รวมช่วงก่อนและหลัง drainage และอาจนานขึ้นเมื่อ
drainage ไม่สมบูรณ์ อาการตอบสนองช้า inflammatory
markers ยังสูง หรือภาพรังสียังไม่ยุบ
Source control ตามตำแหน่งและขนาด
|
ภาวะ |
แนวทาง |
|
Renal abscess <5 ซม. |
เริ่มด้วยยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียวได้
หาก stable และไม่มี obstruction |
|
Renal abscess <5 ซม. แต่ไม่ดีขึ้นหลังรักษาหลายวัน |
พิจารณา percutaneous
drainage หากทำได้ |
|
Renal abscess >5 ซม. |
Percutaneous drainage ร่วมกับยาปฏิชีวนะ |
|
Perinephric abscess |
โดยทั่วไปควร drainage
เพื่อ source control และเก็บตัวอย่างวินิจฉัย
ไม่ขึ้นกับขนาด |
|
Perinephric abscess <3 ซม. |
อาจรักษาด้วยยาอย่างเดียวในรายคัดเลือก
หากทราบเชื้อจากตัวอย่างอื่นและอาการคงที่ |
|
Obstruction/anatomic lesion |
Urgent urologic decompression และแก้สาเหตุ |
|
ระบายผ่านผิวหนังไม่ได้หรือล้มเหลว |
Surgical drainage; อาจต้อง rescue nephrectomy |
|
ไตเล็ก
แผลเป็นมาก ทำงานไม่ดี หรือถูกทำลายเรื้อรัง |
พิจารณา nephrectomy |
Percutaneous drainage เป็นวิธีที่ต้องการเมื่อทำได้เพราะ
morbidity ต่ำกว่าการผ่าตัด สายระบายมักคาไว้จน output
เหลือน้อย ซึ่งโดยทั่วไปอาจใช้เวลาถึงประมาณ 7 วัน
สำหรับ perinephric abscess ในผู้ป่วย stable หากสามารถ drainage ได้ทันที อาจเก็บ aspirate ก่อนเริ่มยาเพื่อเพิ่ม diagnostic
yield แต่ ห้ามชะลอยา ใน sepsis, hemodynamic
instability หรือเมื่อ drainage ทำได้ไม่รวดเร็ว
6. การติดตาม
ติดตาม:
- ไข้และ hemodynamic status
- Flank
pain
- WBC,
ESR และ CRP
- Renal
function
- ปริมาณและลักษณะของสิ่งระบายจาก catheter
- Toxicity
ของยาปฏิชีวนะ
ทำ repeat imaging เมื่อ:
- อาการหรือค่าการอักเสบไม่ดีขึ้น
- ไข้ยังคงอยู่หรือกลับเป็นซ้ำ
- Drain
output ผิดปกติหรือสงสัยสายอุดตัน
- สงสัย residual collection, septation หรือการลุกลาม
- หลายแห่งอาจทำ ultrasound ก่อนจำหน่ายเพื่อประเมินการตอบสนอง
ภาพรังสีอาจยุบช้ากว่าอาการทางคลินิก โดย renal
abscess ขนาดไม่เกิน 5 ซม.
ที่รักษาด้วยยาอาจใช้เวลาประมาณ 3–14 สัปดาห์ จึงหายทาง CT
7. Differential diagnosis สำคัญ
- Acute
lobar nephronia
- Papillary
necrosis
- Emphysematous
pyelonephritis
- Xanthogranulomatous
pyelonephritis
- Malakoplakia
- Renal
cell carcinoma
- Pancreatic
collection ที่ลุกลามเข้า left perinephric space
หากภาพไม่สามารถแยก abscess จาก malignancy ได้ อาจจำเป็นต้อง aspirate หรือ biopsy เพื่อ culture และ
histopathology
แนวทางปฏิบัติย่อ
1.
Pyelonephritis ไม่ดีขึ้นภายใน 72
ชั่วโมง → ทำ contrast CT
2.
เก็บ blood/urine culture และประเมิน sepsis กับ obstruction
3.
เริ่ม vancomycin ร่วมกับ broad gram-negative coverage
4.
Renal abscess <5 ซม. และ stable
→ ทดลองยาปฏิชีวนะ
5.
Renal abscess >5 ซม. → percutaneous
drainage
6.
Perinephric abscess → โดยทั่วไปควร drainage และส่ง culture
7.
แก้ obstruction ทันที; ผ่าตัดเมื่อ drainage ล้มเหลวหรือไตถูกทำลาย
8.
รักษารวมอย่างน้อย 2–3 สัปดาห์ และติดตาม clinical response, ESR/CRP และ imaging
ตามข้อบ่งชี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น