Acromegaly
ภาพรวม
เกิดจาก GH หลั่งมากเรื้อรัง
→ IGF-1 สูง ทำให้เนื้อเยื่อ กระดูกอ่อน กระดูก และอวัยวะต่าง ๆ โต
ร่วมกับความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม โดยเฉพาะ insulin resistance
- หากเกิด ก่อน epiphyseal
closure → gigantism;
ในผู้ใหญ่จะเกิด acral enlargement โดยไม่สูงขึ้น
- อายุเฉลี่ยเมื่อวินิจฉัยประมาณ 40–45 ปี
- อาการค่อยเป็นค่อยไป
อาจล่าช้าจากเริ่มมีอาการถึงวินิจฉัยเฉลี่ยประมาณ 12 ปี; ภาพถ่ายเก่าช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลง
สาเหตุ
- ส่วนใหญ่เกิดจาก GH-secreting
pituitary adenoma (somatotroph adenoma); ประมาณ 75% เป็น macroadenoma ≥10 mm เมื่อวินิจฉัย
- ประมาณ 40% ของ somatotroph adenoma พบ activating mutation ของ GNAS/Gs-α ทำให้ adenylyl
cyclase ทำงานต่อเนื่อง
- สาเหตุที่พบได้น้อยมาก ได้แก่ hypothalamic/ectopic GHRH
secretion และ ectopic GH secretion จาก
neuroendocrine tumor
- X-linked
acrogigantism (X-LAG) จาก Xq26.3 microduplication
ซึ่งเกี่ยวข้องกับ GPR101 มักเริ่มเป็น
gigantism ก่อนอายุ 5 ปี
อาการสำคัญ: แบ่งเป็นผลจากก้อนและผลจาก GH/IGF-1
|
กลไก |
ลักษณะสำคัญ |
|
Mass effect |
ปวดศีรษะ,
visual field defect โดยเฉพาะ bitemporal hemianopia,
cranial nerve palsy พบไม่บ่อย |
|
Pituitary dysfunction |
Hypogonadism พบบ่อยที่สุด;
ACTH และ TSH deficiency พบรองลงมา |
|
GH/IGF-1 excess |
มือเท้าและใบหน้าโต,
เหงื่อมาก, arthropathy, neuropathy, OSA, cardiovascular
disease และ glucose intolerance |
1. ลักษณะภายนอกและเนื้อเยื่ออ่อน
- แหวนคับ รองเท้าหรือถุงมือขนาดใหญ่ขึ้น มือเท้าใหญ่และหนา
- ใบหน้าหยาบขึ้น (coarse facial
features), จมูกและ frontal bone โต, ขากรรไกรใหญ่/ยื่น และฟันห่าง
- Macroglossia,
เนื้อเยื่อคอหอยและกล่องเสียงหนาขึ้น → เสียงทุ้ม กรน
และ OSA
- ผิวหนา ผิวมัน เหงื่อออกมากประมาณ 50%, skin tags และขนเพิ่มขึ้น
- อาจพบ cutis verticis gyrata คือหนังศีรษะหนาเป็นร่องและสัน
2. ระบบประสาท กระดูก และข้อ
- Carpal tunnel
syndrome มักเป็นสองข้าง; บางชุดข้อมูลพบได้สูงถึงประมาณ
64% เกี่ยวข้องกับ median nerve edema และมักดีขึ้นหลังควบคุมโรค
- Peripheral
neuropathy พบประมาณครึ่งหนึ่ง อาจเกิดร่วมกับ diabetic
neuropathy และทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- Hypertrophic
arthropathy จาก synovium และ cartilage
โต: ปวดเข่า ข้อเท้า สะโพก หรือกระดูกสันหลัง; โรคเรื้อรังอาจมีปวดหลังและ kyphosis
- เสี่ยง vertebral fracture เพิ่มขึ้น โดย hypogonadism
เป็นปัจจัยร่วมสำคัญ
3. ความผิดปกติของฮอร์โมนอื่น
- Hypogonadism ประมาณ
50%
- หญิง: ประจำเดือนขาด/มาน้อย มีบุตรยาก อาจมี galactorrhea
- ชาย: libido ลดลง, erectile
dysfunction, ขนเคราลดลง และอัณฑะเล็กลง
- Hyperprolactinemia
ประมาณ 30% จาก GH/PRL cosecretion หรือ stalk
effect
ระดับ PRL อาจช่วยชี้กลไก แต่ไม่ควรใช้ค่า 200 ng/mL เป็นเส้นแบ่งเด็ดขาด - Central
hypothyroidism และ ACTH deficiency พบได้น้อยกว่า
4. เมแทบอลิซึมและอวัยวะโต
- Insulin
resistance/hyperinsulinemia; พบเบาหวานประมาณ 30% และ impaired glucose tolerance อีกประมาณ 35%
- อาจมี hypertriglyceridemia และ hypercalciuria
- Hyperphosphatemia
พบได้บ่อยจาก renal phosphate reabsorption เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปไม่เกินประมาณ 5.5 mg/dL
- Thyroid
โตแบบ diffuse หรือ multinodular;
ส่วนใหญ่ thyroid function ปกติ
- อาจมีหัวใจ ตับ ปอด ไต ต่อมน้ำลาย และต่อมลูกหมากโต
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องให้ความสำคัญ
|
ระบบ |
ประเด็นสำคัญ |
|
หัวใจและหลอดเลือด |
Hypertension, LVH, diastolic
dysfunction, arrhythmia, valvular disease และ cardiomyopathy;
heart failure พบประมาณ 3–10% |
|
การนอนหลับ |
Sleep apnea ประมาณ 40–50%
ส่วนใหญ่เป็น obstructive; central apnea พบได้น้อย |
|
ลำไส้ใหญ่ |
Colonic adenoma เพิ่มขึ้น;
หลักฐานเรื่อง colorectal cancer มีความแปรปรวน
แต่มีแนวโน้มเสี่ยงเพิ่ม โดยเฉพาะโรคที่ควบคุมไม่ได้ |
|
สุขภาพจิต |
Depression ประมาณ 30%,
anxiety, ปัญหาภาพลักษณ์ ความเจ็บปวด และคุณภาพชีวิตลดลง |
- โรคหัวใจและ OSA อาจยังคงอยู่แม้ควบคุม GH/IGF-1 ได้แล้ว จึงต้องประเมินและรักษาแยกต่างหาก
- งาน meta-analysis พบ odds ของ colonic adenoma ประมาณ 2.5 เท่า และ colorectal cancer ประมาณ 4.4 เท่า แต่ข้อมูลมะเร็งมีจำนวนน้อยและช่วงความเชื่อมั่นกว้าง
- ความสัมพันธ์กับมะเร็งชนิดอื่นยังไม่สม่ำเสมอ; การพบ
thyroid cancer มากขึ้นอาจมีส่วนจากการตรวจ ultrasound
บ่อยขึ้น
พยากรณ์โรค
ข้อมูลในอดีตพบอัตราตายโดยรวมสูงกว่าประชากรทั่วไป
โดยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ เมื่อควบคุมโรคทางชีวเคมีได้
อัตราตายอาจใกล้เคียงประชากรทั่วไป ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ได้แก่
อายุ ความดันโลหิตสูง GH/IGF-1 สูง ประวัติฉายรังสี และ ACTH
deficiency
จุดชวนสงสัยในเวชปฏิบัติ: ผู้ใหญ่ที่ มือเท้าใหญ่ขึ้นหรือใบหน้าเปลี่ยนช้า ๆ ร่วมกับ เหงื่อมาก
กรน/OSA, bilateral CTS, เบาหวาน ความดันสูง
หรือปวดข้อหลายตำแหน่ง ควรนึกถึง acromegaly โดยเฉพาะเมื่อมีหลายลักษณะร่วมกัน
แม้ผู้ป่วยไม่ได้มาด้วยเรื่องรูปร่างเปลี่ยนแปลง
การวินิจฉัย
หลักสำคัญ: เริ่มตรวจ serum IGF-1 โดยเทียบช่วงอ้างอิงตามอายุ → หากผลก้ำกึ่งให้ประเมิน
GH suppression หลังรับประทาน glucose → เมื่อยืนยันทางชีวเคมีแล้วจึงทำ
pituitary MRI เพื่อหาสาเหตุ
ควรตรวจในผู้ป่วยกลุ่มใด
- มีลักษณะจำเพาะ: มือเท้าใหญ่ขึ้น แหวนคับ รองเท้าขนาดเพิ่ม ขากรรไกรยื่น
ใบหน้าหยาบขึ้น หรือฟันห่าง
- มีหลายภาวะร่วมกัน แม้รูปลักษณ์ยังไม่ชัด เช่น OSA, เบาหวาน, carpal tunnel syndrome, colon polyps และหัวใจล้มเหลวร่วมกับความดันสูง
- ขากรรไกรยื่น หรือเริ่มกรนรุนแรง/มี OSA โดยไม่มี
obesity
- พบ pituitary mass โดยเฉพาะ macroadenoma แม้ไม่มีอาการชัดเจน
ไม่แนะนำคัดกรองทุกรายที่มีเพียง isolated
OSA, เบาหวานควบคุมยาก, arthropathy หรือ CTS
หากไม่มีลักษณะอื่นชวนสงสัย
1. Serum IGF-1: การตรวจเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด
IGF-1 สะท้อนการหลั่ง GH โดยรวม
และมีความผันผวนระหว่างวันน้อยกว่า GH
|
ผลตรวจ |
การแปลผล/ขั้นตอนต่อไป |
|
สูงชัดเจนตามเกณฑ์อายุ
+ ลักษณะทางคลินิกจำเพาะ |
ยืนยัน acromegaly
|
|
ปกติ
และไม่มีปัจจัยรบกวน |
เป็นหลักฐานสำคัญที่ค้านการวินิจฉัย |
|
ก้ำกึ่ง
หรือผลไม่สอดคล้องกับอาการ |
ทบทวนปัจจัยรบกวนและวิธีตรวจ;
ประเมินเพิ่มเติมด้วย OGTT |
ข้อควรระวังในการแปลผล
- ต้องใช้ age-adjusted reference range: IGF-1 สูงสุดช่วงวัยรุ่นและลดลงตามอายุ
ค่าที่ดูปกติสำหรับคนหนุ่มอาจสูงผิดปกติในผู้สูงอายุ
- ภาวะที่อาจทำให้
IGF-1 ต่ำจนบดบังโรค
ได้แก่ hypothyroidism, malnutrition, poorly controlled type 1 DM,
liver failure, kidney failure และ oral estrogen
- ค่าจากต่างห้องปฏิบัติการอาจเปรียบเทียบกันโดยตรงไม่ได้ เพราะ assay
และ calibration ต่างกัน
- หากสงสัยมากแต่ IGF-1 ปกติ
ต้องประเมินปัจจัยรบกวนก่อนตัดโรค
2. Oral glucose tolerance test: ประเมินการกด GH
ใช้เมื่อ IGF-1 ก้ำกึ่งหรือยังไม่สามารถสรุปการวินิจฉัยได้
- ให้ glucose 75 g รับประทาน
- ตรวจ GH ก่อนและที่ 2 ชั่วโมง
- คนปกติ GH ถูกกดลงหลังได้รับ glucose; ผู้ป่วย acromegaly กดได้ไม่เพียงพอ
เกณฑ์: GH หลัง glucose
>1 ng/mL สนับสนุนการวินิจฉัย โดยเกณฑ์นี้อ้างอิง standard
assays เป็นหลัก
ต้องแปลผลตามชนิด assay เพราะวิธีตรวจความไวสูงวัด
GH ได้ต่ำกว่านี้ และไม่ควรใช้ cutoff เดียวโดยไม่ทราบวิธีตรวจของห้องปฏิบัติการ
OGTT มีบทบาทประเมินการควบคุมโรคหลังผ่าตัด แต่ ไม่เหมาะสำหรับติดตามผู้ที่ได้รับ
somatostatin analogs เนื่องจากผล GH อาจไม่สอดคล้องกับ IGF-1
3. ไม่ใช้ random GH เพียงค่าเดียววินิจฉัย
GH หลั่งเป็นช่วงและเปลี่ยนตามการนอน
ออกกำลังกาย ความเครียด และการอดอาหาร
ทำให้ค่าของคนปกติกับผู้ป่วยทับซ้อนกันได้มาก นอกจากนี้ uncontrolled DM,
liver disease และ malnutrition อาจทำให้ GH
สูงได้
- Random
GH สูงเพียงค่าเดียวไม่ยืนยันโรค
- IGFBP-3
มีค่าทับซ้อนกับคนปกติมาก จึงมีประโยชน์จำกัด
- TRH/L-DOPA
dynamic tests แทบไม่มีบทบาทในการประเมินทั่วไป
4. เมื่อยืนยันทางชีวเคมีแล้ว: หาแหล่ง GH
excess
Pituitary MRI แบบ dedicated sella เป็นการตรวจหลัก
- มากกว่า 95% เกิดจาก somatotroph
adenoma
- ประมาณ 75–80% เป็น macroadenoma ≥10
mm
- ประเมินขนาดก้อนและการลุกลามเข้า suprasellar/parasellar
region
- MRI แยก functioning จาก nonfunctioning
adenoma ไม่ได้ ต้องอาศัยผลฮอร์โมน
- การพบ pituitary incidentaloma เพียงอย่างเดียวจึงไม่ยืนยัน
acromegaly และ MRI ไม่พบก้อนก็ยังไม่ตัดโรค
หากยืนยันโรคแต่ MRI ไม่พบก้อนชัดเจน
- ยังอาจเป็น pituitary adenoma ขนาดเล็กที่ตรวจไม่เห็น
- พิจารณา chest/abdominal imaging ± DOTATATE PET เพื่อหา ectopic source ตามบริบท
- Ectopic
GHRH secretion พบประมาณ 0.5%
- พิจารณาตรวจ serum GHRH
เมื่อไม่พบ pituitary adenoma ชัดเจน
หรือพยาธิวิทยาหลังผ่าตัดพบ somatotroph
hyperplasia แทน adenoma; ไม่ใช่การตรวจ
routine
5. ประเมินเพิ่มเติมหลังวินิจฉัย
ประเมิน pituitary hormone
deficiencies, ความเสี่ยงกระดูกพรุน/กระดูกสันหลังหัก,
colon polyps และโรคร่วม โดยเฉพาะ ความดันสูง โรคหัวใจ เบาหวาน
และ OSA
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง: รอให้หน้าตาเปลี่ยนชัดจึงตรวจ, ใช้ random
GH ตัดสินโรค, แปล IGF-1 โดยไม่เทียบอายุ และวินิจฉัยจากภาพ MRI โดยไม่มีหลักฐานทางชีวเคมี
การรักษาและติดตาม
ผู้ป่วยเกือบทุกรายควรได้รับการรักษา แม้ไม่มีอาการหรือดูเหมือนโรคไม่ดำเนินต่อ เนื่องจากเพิ่ม morbidity
และ mortality ยกเว้นผู้ที่มีอายุขัยจำกัดจนไม่น่าจะได้รับประโยชน์
เป้าหมายการรักษา
- IGF-1 กลับสู่ช่วงปกติตามอายุ เป็นตัวชี้วัดหลัก; เป้าหมาย GH คือ <1 ng/mL โดยต้องคำนึงถึง assay
- ควบคุมขนาดก้อน ลด headache/visual impairment และรักษาการทำงานของต่อมใต้สมอง
- ลดอาการและภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และ OSA
- Soft-tissue swelling และ metabolic abnormalities มักดีขึ้น แต่ การเปลี่ยนแปลงกระดูก
ขากรรไกร และข้อมักไม่ย้อนกลับ
1. Transsphenoidal surgery: การรักษาเริ่มต้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่
เหมาะกับ microadenoma,
macroadenoma ที่คาดว่าตัดได้หมด หรือก้อนที่ทำให้ การมองเห็นผิดปกติ ควรทำโดยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้าน
pituitary surgery
- ก้อนใหญ่ที่ตัดไม่หมด อาจทำ debulking
เพื่อลด mass effect และเพิ่มโอกาสตอบสนองต่อยาภายหลัง
- อัตรา remission ในศูนย์ที่มีประสบการณ์: microadenoma ประมาณ 80–90%; macroadenoma <50% ขึ้นกับการลุกลามและเกณฑ์ประเมิน
- ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ: hypopituitarism, AVP deficiency,
CSF leak และ meningitis
- หลังผ่าตัดสำเร็จ GH ลดเร็ว ส่วน IGF-1 อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน; บวม
น้ำตาลสูง ปวดศีรษะ และการมองเห็นอาจดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
ประเมินหลังผ่าตัดประมาณ 12 สัปดาห์
- ตรวจ IGF-1 และ random GH; หาก GH >1 ng/mL ให้ประเมิน GH
suppression หลัง glucose
- ทำ pituitary MRI ≥12 สัปดาห์ เพื่อลดการแปลผลสับสนจากวัสดุอุดและการเปลี่ยนแปลงหลังผ่าตัด
- หาก biochemical remission และไม่มีก้อนเหลือ → ติดตามระยะยาว
- หากมีก้อนเหลือที่ตัดได้หรือยังกดโครงสร้างสำคัญ → พิจารณาผ่าตัดซ้ำ
- หาก IGF-1 ยังสูง → ให้ยาเพิ่มเติม
- แม้ remission แล้ว อาจกลับเป็นซ้ำประมาณ 3–10%
ในระยะหลายปี
2. การรักษาด้วยยา
ใช้เมื่อโรคยังไม่สงบหลังผ่าตัด หรือเป็น primary
therapy ในผู้ที่ผ่าตัดไม่ได้/ไม่ต้องการผ่าตัด หรือมี extensive
cavernous sinus invasion โดยไม่กด optic chiasm
อาจให้ยาก่อนผ่าตัดในผู้ที่มี macroglossia/laryngeal
swelling รุนแรง, OSA หรือ cardiac
dysfunction เพื่อช่วยลดความเสี่ยง
แต่หลักฐานยังไม่สนับสนุนการให้ก่อนผ่าตัดเป็นกิจวัตรเพื่อเพิ่ม remission
|
ยา |
บทบาทและขนาดที่ระบุในเอกสาร |
ประเด็นสำคัญ |
|
Octreotide LAR |
เริ่ม 20
mg IM ทุก 4 สัปดาห์; หาก IGF-1 ยังสูงหลังประมาณ 2 เดือน เพิ่มเป็น 30 แล้ว 40 mg |
ลด GH และอาจลดขนาดก้อน |
|
Lanreotide depot/autogel |
60–120 mg deep SC ทุก 4–6 สัปดาห์ ตามสูตรและการตอบสนอง |
ประสิทธิภาพโดยรวมใกล้เคียง
octreotide LAR |
|
Pegvisomant |
GH receptor antagonist; เริ่ม 10 mg SC/day, เพิ่มครั้งละ 5
mg ตาม IGF-1; ขนาดสูงสุดตามฉลากที่เอกสารอ้างคือ
30 mg/day |
ติดตามด้วย IGF-1
ไม่ใช้ GH; ไม่ออกฤทธิ์ยับยั้งก้อนโดยตรง |
|
Cabergoline |
เหมาะกับโรคที่ biochemical
abnormality และอาการน้อย หรือใช้เสริม SRL; เริ่ม 0.5 mg/week หรือ 0.25 mg สัปดาห์ละ 2 ครั้ง, เพิ่มได้ถึง
1 mg สัปดาห์ละ 2 ครั้ง |
ยารับประทาน
ราคาต่ำกว่า แต่ประสิทธิภาพด้อยกว่า SRL |
|
Pasireotide LAR |
ทางเลือกเมื่อสูตรหลักไม่ได้ผล
โดยเฉพาะมีก้อนเหลือมาก |
ระวัง hyperglycemia
ประมาณ 50–60% |
|
Oral octreotide |
Maintenance ในผู้ที่ตอบสนองและทนต่อ
injectable octreotide/lanreotide |
รับประทานวันละ 2
ครั้ง ขณะท้องว่าง |
|
Paltusotine |
Oral selective SRL วันละครั้งขณะท้องว่าง;
ประสิทธิผลทั้งการเริ่มยาและเปลี่ยนจาก injectable SRL |
เป็นทางเลือกยารับประทาน |
Somatostatin receptor ligands: ข้อควรรู้
- Octreotide/lanreotide
ทำให้ IGF-1 ปกติประมาณ 40–60%
และช่วยลดขนาดก้อนในบางราย
- Densely
granulated adenoma และ T2-hypointense MRI มีแนวโน้มตอบสนองดีกว่า
- ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องอืด ถ่ายเหลว/ดูดซึมไขมันลดลง
มักดีขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง
- เพิ่ม gallstones/sludge แต่ ไม่แนะนำ routine
gallbladder ultrasound หากไม่มีอาการ
- อาจพบ bradycardia และผลต่อ glucose
metabolism
Pegvisomant: การติดตามเฉพาะ
- ตรวจ IGF-1 ทุก 4–6 สัปดาห์ หลังเริ่มหรือปรับยา; เมื่อคงที่อย่างน้อยทุก 6
เดือน
- ตรวจ liver tests ทุกเดือนใน 6 เดือนแรก แล้วทุก 4–6 เดือน; แนะนำหยุดเมื่อ transaminases สูง >3
เท่า
- ติดตาม MRI อย่างน้อยปีละครั้ง เพราะก้อนอาจโตต่อได้ แม้ IGF-1 ควบคุมได้
- ระวัง lipohypertrophy บริเวณฉีด
เมื่อยาเดี่ยวไม่เพียงพอ
- SRL
+ pegvisomant เมื่อ IGF-1 ยังสูง
- SRL
+ cabergoline เมื่อ IGF-1 ลดลงจนใกล้ปกติแล้ว
แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย
3. Radiation therapy
สงวนสำหรับโรคที่ ควบคุมไม่ได้ด้วยการผ่าตัดและยา หรือมีข้อจำกัดต่อวิธีดังกล่าว
- ใช้ stereotactic radiosurgery หรือ fractionated
RT ตามขนาดและตำแหน่งก้อน
- ควบคุมก้อนได้ดี แต่ ผลลด GH/IGF-1 ใช้เวลาหลายปี จึงต้องให้ยาระหว่างรอผล
- SRS มี biochemical response ประมาณ 50–60%
ที่ 5–10 ปี
- ภาวะแทรกซ้อนหลักคือ hypopituitarism ประมาณ
40% ภายใน 10 ปี และเพิ่มขึ้นตามเวลา
- ตรวจ pituitary hormones อย่างน้อยปีละครั้ง
และติดตามผลข้างเคียงระยะยาว
4. การติดตามระยะยาว
|
สิ่งที่ติดตาม |
แนวทาง |
|
IGF-1 หลัง remission |
ตรวจซ้ำที่ 6
เดือน แล้วปีละครั้ง |
|
IGF-1 ระหว่างปรับยา |
ทุก 2–3 เดือน; pegvisomant ใช้ช่วง 4–6 สัปดาห์ |
|
เมื่อควบคุมได้ด้วยยา |
ทุก 6 เดือน |
|
Pituitary MRI |
ที่ ≥12
สัปดาห์หลังผ่าตัด แล้วปีละครั้งในช่วงแรก
ก่อนลดความถี่ตามความเหมาะสม |
|
Visual field |
หากก้อนอยู่ใกล้หรือคุกคาม
optic chiasm |
|
Colonoscopy |
Baseline; ทุก 5
ปีหากพบ polyp หรือ IGF-1 ยังสูง และทุก 10 ปีหากไม่พบ polyp และ IGF-1 ปกติ โดยปรับตามลักษณะ polyp |
|
โรคร่วม |
ประเมินและรักษา HT,
cardiac disease, DM, OSA และ pituitary deficiencies ต่อเนื่อง |
ไม่แนะนำให้ GH replacement เป็นกิจวัตร ในผู้ที่เกิด GH deficiency หลังรักษา acromegaly เพราะข้อมูลประโยชน์และความเสี่ยงยังขัดแย้งกัน
5. การตั้งครรภ์
- ควบคุมโรคก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลด gestational DM และ hypertension
- หยุด somatostatin analogs 2 เดือน และ pegvisomant 1 เดือน ก่อนพยายามตั้งครรภ์
- ระหว่างตั้งครรภ์โดยทั่วไปพักยา; อาจใช้ short-acting
octreotide เมื่อจำเป็นเพื่อควบคุม headache/ก้อน ภายใต้ทีมเฉพาะทาง
- ไม่ตรวจ GH/IGF-1 เป็นกิจวัตร เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของการตั้งครรภ์รบกวนการแปลผล
- Macroadenoma:
ตรวจ visual field ทุก trimester;
หากผิดปกติใหม่ → MRI ไม่ฉีด contrast และพิจารณาผ่าตัดหากก้อนโตจนการมองเห็นเสีย
- ให้นมได้หากยังไม่จำเป็นต้องเริ่มยาทันทีหลังคลอด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น