Pneumocystis jirovecii pneumonia (PJP/PCP) in HIV
1. เมื่อใดควรสงสัย
คิดถึง PJP ในผู้ป่วย HIV
โดยเฉพาะ ไม่ได้รับ ART และ CD4
<200 cells/µL ที่มี ไข้ ไอแห้ง
และเหนื่อยมากขึ้นแบบกึ่งเฉียบพลัน หลายวันถึงหลายสัปดาห์
โดยมักมีอาการประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนมาพบแพทย์
- ปัจจัยสนับสนุน: CD4 percentage <14%, เคยเป็น
PJP, oral thrush, น้ำหนักลด และ HIV RNA สูง
- เหนื่อยขณะออกแรงหรือออกซิเจนลดลงขณะเดินเป็นลักษณะที่พบได้เด่น
- ตรวจปอดปกติได้ประมาณ 50% จึงไม่ควรใช้ผลฟังปอดตัดโรค
- Hemoptysis
หรือ pleural effusion ไม่ใช่ลักษณะทั่วไป
ควรค้นหาโรคอื่นหรือการติดเชื้อร่วม
2. การตรวจเบื้องต้นและภาพรังสี
|
การตรวจ |
ลักษณะสำคัญและข้อจำกัด |
|
SpO₂
/ ABG |
ประเมิน hypoxemia;
A–a gradient กว้างพบได้บ่อย แม้ระยะแรก SpO₂
ขณะพักอาจยังปกติ |
|
CXR |
มักพบ bilateral
diffuse interstitial/alveolar infiltrates แต่ ระยะแรกปกติได้ถึงประมาณ
25% |
|
HRCT chest |
มักพบ bilateral
patchy ground-glass opacities; HRCT ปกติทำให้โอกาสเป็น PJP
ต่ำมาก แต่ภาพผิดปกติไม่ได้จำเพาะ |
|
LDH |
มักสูง แต่ไม่จำเพาะ
ไม่ใช้ยืนยันหรือตัดโรคเพียงอย่างเดียว |
|
Serum β-D-glucan (BDG) |
ใช้สนับสนุนการวินิจฉัย
ต้องแปลร่วมกับความเสี่ยง อาการ และผลตรวจทางเดินหายใจ |
อาจพบ lung cysts และ spontaneous
pneumothorax; หากเหนื่อยหรือ hypoxemia แย่ลงฉับพลันควรประเมินภาวะแทรกซ้อนนี้
3. การยืนยันการวินิจฉัย
ใช้ respiratory specimen ส่ง P. jirovecii PCR และ/หรือ DFA ตามความพร้อมของห้องปฏิบัติการ เชื้อไม่สามารถเพาะด้วยวิธีมาตรฐานได้
|
สิ่งส่งตรวจ |
การเลือกใช้ |
|
Induced sputum |
เริ่มในผู้ป่วยคงที่และให้ความร่วมมือ;
sensitivity ของ PCR ประมาณ 85–100% และ DFA ประมาณ 55–90% |
|
Bronchoalveolar lavage (BAL) |
ใช้เมื่อเก็บ induced
sputum ไม่ได้ หรือผลลบแต่ยังสงสัยสูง; diagnostic yield ประมาณ 90–100% |
|
Endotracheal aspirate |
ทางเลือกแรกที่เหมาะสมในผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ
อาจช่วยหลีกเลี่ยง bronchoscopy |
|
Upper airway specimen / oral
wash |
ใช้เมื่อเก็บตัวอย่างส่วนล่างไม่ได้
แต่ความแม่นยำต่ำกว่า ต้องระวังทั้งผลบวกและลบลวง |
ผล induced sputum เป็นลบ โดยเฉพาะ staining ไม่สามารถตัด PJP ได้ หากยังสงสัยสูงให้พิจารณา BAL ตามความปลอดภัย ผล PCR บวกต้องแปลร่วมกับอาการ
เพราะอาจเป็น colonization และยังไม่มีค่า Ct มาตรฐานที่แยก colonization จากโรคได้แน่นอน
4. การแปลผล β-D-glucan
- ใช้ >80 pg/mL เป็นระดับสนับสนุน PJP แต่ต้องอ้างอิงชนิด assay
และเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาหนึ่งในผู้ป่วย HIV พบ sensitivity
ประมาณ 92%, specificity 65%
- ผลบวกไม่จำเพาะต่อ PJP:
พบได้ในเชื้อราอื่น โดยเฉพาะ histoplasmosis หรือบวกลวงจาก albumin infusion และวัสดุ cellulose
บางชนิด
- ผลลบลดโอกาสเป็นโรค
แต่ ไม่ควรใช้ตัดโรคเพียงลำพังเมื่อ pretest probability สูง
5. แนวทางใช้ใน ER
1.
ประเมินความรุนแรงก่อน: respiratory distress, SpO₂, ความต้องการออกซิเจน
และ ABG เมื่อจำเป็น
2.
ส่ง CXR; หาก CXR
ปกติหรือไม่ชัดแต่ยังสงสัย ให้พิจารณา HRCT
3.
เก็บ induced sputum หรือ endotracheal aspirate ส่ง PCR ± DFA และพิจารณา serum BDG
4.
หากอาการหนักและสงสัยสูง
ให้เริ่ม empiric treatment โดยไม่รอผลยืนยัน พร้อมเก็บสิ่งส่งตรวจให้เร็วที่สุด
การเริ่มรักษาแล้วไม่ได้ทำให้หมดโอกาสตรวจพบเชื้อทันที
5.
หากผลลบแต่ยังสงสัยสูง
ให้ทบทวนคุณภาพตัวอย่าง พิจารณา BAL และค้นหาโรคอื่นหรือ coinfection
6. โรคร่วมและโรคเลียนแบบที่ห้ามพลาด
ประมาณ 15% มีโรคอื่นหรือการติดเชื้อร่วม และอาจสูงกว่านี้ในพื้นที่ที่ TB ชุก
- TB: ต้องคิดถึงเสมอ; advanced HIV อาจไม่มี cavity
หรือมี CXR ปกติ
- Bacterial
pneumonia, influenza และ COVID-19: สามารถเกิดร่วมกับ PJP ได้
- Histoplasmosis:
อาจมี diffuse infiltrates และ BDG
สูงเหมือนกัน; adenopathy, hepatosplenomegaly หรือ mucosal ulcers ช่วยชี้นำ
- CMV pneumonitis:
พบไม่บ่อยใน HIV ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม CD4
<50; การยืนยันต้องมีหลักฐานทางพยาธิวิทยาที่เข้าได้
- Pulmonary
Kaposi sarcoma: อาจไม่มีรอยโรคผิวหนัง
จุดจำ: ผู้ป่วย HIV
ที่มี ไอแห้ง + เหนื่อยกึ่งเฉียบพลัน + hypoxemia ต้องคิดถึง PJP แม้ฟังปอดและ CXR ปกติ; ผลตรวจพบ PJP แล้วก็ยังต้องประเมิน
TB และการติดเชื้อร่วม โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่ดีขึ้นตามคาด
การรักษาและการป้องกัน
1. ประเมินความรุนแรงก่อนเริ่มรักษา
ประเมิน respiratory distress, RR, SpO₂,
ความต้องการออกซิเจน ประวัติแพ้ยา การทำงานของไต
และความสามารถในการรับประทาน/ดูดซึมยา
|
ความรุนแรง |
Oxygenation |
แนวทางเบื้องต้น |
|
Mild |
PaO₂ ≥70 mmHg และ A–a
gradient <35 mmHg |
TMP-SMX รับประทาน;
ไม่ต้องให้ steroid |
|
Moderate |
PaO₂ 60–<70 หรือ A–a
gradient 35–<45 |
TMP-SMX + steroid; รับไว้ในโรงพยาบาล |
|
Severe |
PaO₂ <60 หรือ A–a
gradient ≥45 หรือมี impending respiratory
failure |
TMP-SMX IV + steroid; ประเมิน ICU |
NIH แนะนำเริ่ม IV ในกลุ่ม moderate-to-severe แล้วเปลี่ยนเป็นรับประทานเมื่อดีขึ้น หากสงสัย PJP สูง
ให้เริ่มรักษาระหว่างรอผลยืนยัน
2. ยาหลัก: TMP-SMX นาน 21
วัน
- ขนาด TMP 15–20 mg/kg/day แบ่งทุก 6–8 ชั่วโมง โดยคำนวณจาก TMP component
- Mild และรับประทานได้: ใช้ PO; severe หรือดูดซึมยาไม่ดี:
ใช้ IV
- ปรับขนาดตามการทำงานของไต
- DS = TMP/SMX 160/800 mg; SS =
80/400 mg
- ตัวอย่างผู้ป่วย 60 kg: TMP เป้าหมาย 900–1,200
mg/day; DS 2 เม็ดทุก 8 ชั่วโมง ให้ TMP 960 mg/day
- แม้เกิด PJP ระหว่างได้รับ TMP-SMX
prophylaxis ยังใช้ TMP-SMX ขนาดรักษาได้
โดยประเมิน adherence ร่วมด้วย
ข้อมูลขนาดต่ำกว่ามาตรฐานมีแนวโน้มลดพิษจากยา
แต่ยังไม่ควรใช้แทนขนาดมาตรฐานเป็นกิจวัตรในผู้ป่วยหนัก
3. Adjunctive corticosteroid
ให้เมื่อ PaO₂ room air <70
mmHg หรือ A–a gradient ≥35 mmHg เริ่มเร็วที่สุด โดยควรภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มยารักษา
PJP
|
ช่วงเวลา |
Prednisone PO |
|
วันที่ 1–5 |
40 mg วันละ 2
ครั้ง |
|
วันที่ 6–10 |
40 mg วันละครั้ง |
|
วันที่ 11–21 |
20 mg วันละครั้ง |
หากต้องให้ IV: NIH ใช้ methylprednisolone
80% ของขนาด prednisone เช่น prednisone
40 mg เทียบกับ methylprednisolone 32 mg ซึ่งต่างจากเอกสารแนบที่ระบุ
75%
4. ทางเลือกเมื่อใช้ TMP-SMX ไม่ได้
ทุกสูตรรักษา 21 วัน
|
สูตร |
ขนาดในผู้ใหญ่ |
ข้อพิจารณา |
|
Clindamycin + primaquine |
Clindamycin PO 450 mg ทุก 6 ชม. หรือ 600 mg ทุก 8
ชม.; ถ้ารุนแรงใช้ IV 600 mg ทุก 6 ชม. หรือ 900 mg ทุก 8
ชม. ร่วมกับ primaquine base 30 mg PO/day |
ใช้ได้รวมถึง severe
disease; primaquine มีเฉพาะยารับประทาน |
|
TMP + dapsone |
TMP 5 mg/kg PO ทุก 8
ชม. + dapsone 100 mg/day |
สำหรับ mild–moderate |
|
Atovaquone |
750 mg PO วันละ 2
ครั้ง พร้อมอาหาร |
เหมาะกับ mild
disease; ประสิทธิภาพต่ำกว่า TMP-SMX |
|
Pentamidine IV |
4 mg/kg/day infusion ≥60
นาที |
ทางเลือกใน severe
disease โดยเฉพาะเมื่อรับประทานไม่ได้; ต้องเฝ้าระวังพิษใกล้ชิด |
ตรวจ G6PD ก่อนให้ primaquine หรือ dapsone และใช้ยาอื่นหากพร่องเอนไซม์ ระวัง hemolysis และ methemoglobinemia
Aerosolized pentamidine ใช้ป้องกัน ไม่ใช้รักษา PJP
5. การติดตามและภาวะแทรกซ้อนจากยา
ตรวจ baseline และติดตาม CBC,
creatinine/eGFR, electrolytes โดยเฉพาะ K และ
liver enzymes
- TMP-SMX:
rash, fever, cytopenia, hyperkalemia, AKI และ hepatitis;
TMP อาจทำให้ creatinine สูงจากการยับยั้ง
tubular secretion โดย GFR ไม่ลด
แต่ต้องแยกจาก AKI จริง
- Primaquine/dapsone:
hemolysis และ methemoglobinemia; หาก SpO₂
ต่ำผิดสัดส่วนกับ PaO₂ ให้คิดถึงภาวะนี้
- Pentamidine:
hypotension, arrhythmia, nephrotoxicity, pancreatitis และ hypo-/hyperglycemia;
ติดตาม ECG, BP, glucose, renal function และ electrolytes
- ผื่นเล็กน้อยอาจรักษาต่อหรือพิจารณา
desensitization หลังอาการหายตามความเหมาะสม
แต่ SJS/TEN ห้าม rechallenge/desensitization
- ไม่เติม leucovorin เพื่อป้องกัน myelosuppression
ระหว่างรักษาด้วย TMP-SMX เพราะอาจเพิ่ม
treatment failure
ผู้ป่วยนอกควรประเมินซ้ำภายใน 1 สัปดาห์ หรือเร็วกว่านั้นหากอาการแย่ลง
6. หากอาการไม่ดีขึ้น
อาการอาจแย่ลงในช่วง 2–3 วันแรก จาก inflammatory response จึงยังไม่สรุปว่าเชื้อดื้อยา แต่ต้องประเมินสาเหตุอันตรายทันทีหากทรุดลง
หากไม่ดีขึ้นหลัง 4–8 วัน ให้ทบทวน:
- การวินิจฉัย ขนาดยา adherence และการดูดซึม
- Coinfection
เช่น TB, bacterial pneumonia หรือเชื้อราอื่น
- Pneumothorax,
fluid overload และพิษจากยา
- พิจารณา bronchoscopy/BAL หากยังไม่ยืนยันหรือสงสัยโรคร่วม
หากรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ PO ให้เปลี่ยนเป็น IV ตามความเหมาะสม; หากล้มเหลวต่อ TMP-SMX พิจารณา clindamycin–primaquine
หรือ IV pentamidine ร่วมกับอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ
7. ART และ secondary prophylaxis
- ถ้ายังไม่ได้ ART: เริ่มภายใน 2 สัปดาห์หลังเริ่มรักษา PJP เมื่อสามารถให้ยาได้
- ถ้าใช้อยู่แล้ว โดยทั่วไปให้ต่อ พร้อมตรวจ drug interactions
- หลังครบ 21 วัน ให้ secondary
prophylaxis ต่อทันที โดยใช้ TMP-SMX เป็นหลัก
8. Primary prophylaxis
ผู้ที่ยังไม่ได้ ART หรือกำลังเริ่ม ART: ให้เมื่อ CD4 <200 cells/µL
ผู้ที่ใช้ ART อยู่แล้ว: ให้/เริ่มใหม่เมื่อ
- CD4 <100
ไม่ว่า viral load เท่าใด หรือ
- CD4 100–200
และมี HIV RNA ตรวจพบอย่างต่อเนื่อง
สูตรป้องกันที่ใช้บ่อย
- TMP-SMX
DS 1 เม็ดวันละครั้ง หรือ SS
1 เม็ดวันละครั้ง
- หากต้องป้องกัน toxoplasmosis ร่วมด้วย
โดยเฉพาะ Toxoplasma IgG positive และ CD4 <100 นิยม DS วันละครั้ง
- ทางเลือก: DS 1 เม็ดสัปดาห์ละ 3 วัน, atovaquone 1,500 mg/day พร้อมอาหาร
หรือสูตร dapsone ตามความเหมาะสม
- Dapsone เดี่ยวและ pentamidine ไม่ป้องกัน toxoplasmosis จึงต้องเลือกสูตรให้ครอบคลุมหากมีข้อบ่งชี้
การหยุด prophylaxis: โดยทั่วไปเมื่อ ART ทำให้ CD4 ≥200 ต่อเนื่อง ≥3
เดือน; อาจพิจารณาหยุดที่ CD4 100–200 หาก viral load undetectable ต่อเนื่อง 3–6 เดือน ส่วน CD4 <100 ควรให้ต่อ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น