วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Adult Basic Life Support 2025 for healthcare providers

Adult Basic Life Support 2025 for healthcare providers

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในผู้ใหญ่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

อ้างอิง 2025 AHA Guidelines for CPR and ECC, Part 7: Adult Basic Life Support และ algorithms ที่เกี่ยวข้อง ใช้ adult BLS เมื่อมีลักษณะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ (signs of puberty)

1. Recognition and activation of emergency response

  • ประเมินความปลอดภัยของสถานที่ก่อนเข้าช่วย ใช้ PPE ที่พร้อมใช้อย่างเหมาะสม โดยจัดระบบให้เริ่มการกู้ชีพได้รวดเร็ว
  • เมื่อพบผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้แตะไหล่และเรียก หากไม่ตอบสนองให้ร้องขอความช่วยเหลือ เรียกทีมกู้ชีพ และให้ผู้อื่นนำ AED/defibrillator กับอุปกรณ์กู้ชีพมา
  • บุคลากรทางการแพทย์ตรวจการหายใจและชีพจรพร้อมกัน ไม่เกิน 10 วินาที หากไม่หายใจหรือมีเพียง gasping และคลำชีพจรไม่ได้แน่ชัด ให้ถือว่าเป็น cardiac arrest และเริ่ม CPR
  • Agonal gasping เป็นการหายใจผิดปกติ ไม่ถือว่าผู้ป่วยหายใจได้เพียงพอ
  • หากอยู่คนเดียวให้ activate emergency response แล้วเริ่ม CPR ทันที ใช้โทรศัพท์เปิด speaker เมื่อทำได้ เพื่อโทรขอความช่วยเหลือพร้อมกู้ชีพ; ในประเทศไทยติดต่อ 1669 หรือระบบฉุกเฉินของหน่วยงาน
  • ประชาชนทั่วไปไม่ต้องตรวจชีพจร: ผู้ป่วยไม่ตอบสนองและไม่หายใจตามปกติให้เริ่ม chest compressions ผู้ที่ไม่ได้ฝึกหรือไม่พร้อมช่วยหายใจสามารถทำ compression-only CPR และทำตามคำแนะนำของผู้รับแจ้งเหตุ

แยกการช่วยเหลือตามการหายใจและชีพจร

การประเมิน

การช่วยเหลือ

มีชีพจรและหายใจปกติ

เฝ้าระวัง ดูแล airway และรอทีมช่วยเหลือ

มีชีพจร แต่ไม่หายใจหรือหายใจไม่เพียงพอ

ช่วยหายใจ 1 ครั้งทุก 6 วินาที และตรวจชีพจรทุก 2 นาที

ไม่หายใจตามปกติ และไม่มีชีพจรแน่ชัดภายใน 10 วินาที

CPR และใช้ AED/defibrillator ให้เร็วที่สุด

หากสงสัย opioid overdose ให้ opioid antagonist เช่น naloxone ตามความพร้อม โดยไม่ทำให้การช่วยหายใจ CPR หรือ defibrillation ล่าช้า

2. High-quality chest compression

เริ่มตามลำดับ C–A–B: chest compression → airway → breathing บุคลากรทางการแพทย์ควรทำทั้ง chest compressions และ ventilation สำหรับ adult cardiac arrest ทั้งจาก cardiac และ noncardiac causes

ตำแหน่งผู้ป่วยและผู้ช่วย

  • โดยทั่วไปให้กู้ชีพ ** ณ จุดที่พบผู้ป่วย** หากปลอดภัยและทำ CPR ได้มีคุณภาพ ไม่เคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็นจนทำให้เริ่มกดหน้าอกล่าช้า
  • จัดนอนหงายบนพื้นผิวแข็งเมื่อทำได้โดยไม่ชะลอ CPR ในโรงพยาบาลใช้ CPR mode ของเตียงหรือปรับพื้นรองรับตามความเหมาะสม
  • จัดระดับทรวงอกผู้ป่วยประมาณระดับเข่าของผู้กดหน้าอก เช่น คุกเข่าข้างผู้ป่วย หรือปรับเตียง/ใช้แท่นยืนที่มั่นคง
  • หากผู้ป่วย arrest ในท่านอนคว่ำ พิจารณาพลิกให้นอนหงายก่อน; หากพลิกอย่างปลอดภัยไม่ได้ อาจทำ prone CPR ตามบริบทและทักษะของทีม

วิธีและเป้าหมายการกดหน้าอก

  • วางส้นมือกลางหน้าอกบน ครึ่งล่างถึงหนึ่งในสามส่วนล่างของ sternum มืออีกข้างซ้อนด้านบน หลีกเลี่ยงกด xiphoid หรือหน้าท้อง
  • แขนตรง จัดไหล่อยู่เหนือมือ และกดลงตั้งฉาก
  • ความเร็ว 100–120 ครั้ง/นาที
  • ความลึก อย่างน้อย 5 ซม. และหลีกเลี่ยงเกิน 6 ซม.
  • ปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่ ไม่ค้างน้ำหนักบนหน้าอก; ช่วงกดและช่วงคลายมีระยะเวลาใกล้เคียงกัน
  • ลดการหยุดกดหน้าอกให้สั้นที่สุด โดยเฉพาะก่อนและหลัง shock ตรวจชีพจรไม่เกิน 10 วินาที หากไม่แน่ชัดให้กดต่อทันที
  • เปลี่ยนผู้กดประมาณทุก 2 นาที หรือเร็วขึ้นเมื่อเหนื่อย โดยใช้ช่วงที่ต้องตรวจ rhythm ให้เกิด interruption น้อยที่สุด
  • พิจารณาใช้ audiovisual feedback เพื่อปรับ rate, depth และ recoil
  • Chest compression fraction (สัดส่วนเวลาที่กดหน้าอกระหว่างการกู้ชีพ) ควรอย่างน้อย 60% และให้สูงขึ้นเมื่อทำได้โดยคงการช่วยหายใจและ intervention ที่จำเป็น

3. Opening the airway

  • ไม่มีข้อสงสัย cervical spine injury: ใช้ head tilt–chin lift
  • สงสัย head/neck trauma: ผู้ที่ได้รับการฝึกใช้ jaw thrust without head extension และลดการเคลื่อนไหวคอตามความเหมาะสม
  • หาก jaw thrust และ airway adjunct ยังเปิด airway ไม่ได้ ให้ใช้ head tilt–chin lift เพราะการเปิด airway และให้ออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็น
  • อาจใช้ OPA/NPA เพื่อช่วย ventilation ตามการประเมินและข้อห้าม; ไม่ใช้ OPA ในผู้ป่วยที่ gag reflex ยังอยู่
  • หากสงสัย basilar skull fracture หรือ severe coagulopathy ให้เลือก OPA มากกว่า NPA เมื่อเหมาะสม
  • ไม่ทำ cricoid pressure เป็น routine ใน cardiac arrest เพราะอาจขัดขวาง ventilation หรือการใส่ advanced airway

4. Ventilation and compression-to-ventilation ratio

วิธีช่วยหายใจ

  • ใช้ mouth-to-mouth, mouth-to-mask หรือ bag-mask ventilation ตามความพร้อมและทักษะ
  • ให้ลมแต่ละครั้งประมาณ 1 วินาที ปริมาตรเพียงพอให้เห็นหน้าอกยก ไม่ใช้การบีบ bag ตามสัดส่วนตายตัวแทนการประเมินผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงทั้ง hypoventilation และ hyperventilation: การบีบ bag แล้วหน้าอกไม่ยกต้องแก้ airway และ mask seal; การให้ลมเร็วหรือมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยง gastric inflation และลด cardiac output
  • Bag-mask ที่มีผู้ช่วยสองคน: คนหนึ่งเปิด airway และจับ mask ให้แนบสนิทด้วยสองมือ อีกคนบีบ bag พร้อมสังเกต chest rise
  • ใช้ adult-size bag และ supplemental oxygen ตามอุปกรณ์ อย่าถือว่าการกดหน้าอกหรือ passive oxygen เพียงอย่างเดียวเป็นการช่วยหายใจที่เพียงพอ
  • ไม่ควรรอใส่ advanced airway ก่อนเริ่ม CPR/ventilation

อัตราการกดหน้าอกและช่วยหายใจ

สถานการณ์

อัตราที่ใช้

Cardiac arrest ยังไม่มี advanced airway

30 compressions : 2 breaths

Cardiac arrest มี ETT หรือ supraglottic airway

กดหน้าอกต่อเนื่องและช่วยหายใจ 1 ครั้งทุก 6 วินาที

Respiratory arrest ยังมีชีพจร

ช่วยหายใจ 1 ครั้งทุก 6 วินาที ตรวจชีพจรทุก 2 นาที

บุคลากรทางการแพทย์อาจพิจารณา continuous compressions with asynchronous breaths แม้ยังไม่มี advanced airway ตาม protocol ของระบบ (Class 2b) แต่ 30:2 เป็นแนวทางหลักที่ใช้ได้ทั่วไป และทำให้ประเมิน visible chest rise ในช่วงช่วยหายใจได้ชัดเจน

หากให้ลมทางปากไม่ได้ อาจใช้ mouth-to-nose; ในผู้มี tracheal stoma อาจช่วยหายใจผ่าน stoma ด้วย mask ที่แนบสนิทตามกายวิภาคและอุปกรณ์ที่มี

5. Rapid defibrillation และ AED

  • ทำ CPR ระหว่างนำเครื่องมา ติด pads และเตรียมเครื่อง เมื่อพร้อมให้วิเคราะห์ rhythm และ shock ตามข้อบ่งชี้ ไม่ต้องรอครบ CPR cycle หรือรอให้กดครบ 30 วินาที
  • Witnessed/monitored VF/pVT ที่มีเครื่องติดอยู่หรือพร้อมทันที สามารถ defibrillate ได้ทันที
  • ติดแผ่นบนผิวหนังโดยตรงแบบ anterolateral หรือ anteroposterior ตามภาพและคู่มือเครื่อง แผ่นด้านข้างใน anterolateral ควรอยู่บริเวณ mid-axillary ไม่ติดมาด้านหน้ามากเกินไป
  • ใช้ adult pads/paddles ที่เหมาะสม แนวทางระบุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 8 ซม.
  • สามารถเลื่อนเสื้อชั้นในให้พ้นตำแหน่งแผ่นโดยไม่จำเป็นต้องถอดทั้งหมด หากติดแผ่นบนผิวหนังได้ถูกต้องและไม่ทำให้ล่าช้า

เมื่อใช้ AED

1.       เปิดเครื่องและติด pads ขณะทีมทำ CPR ต่อเมื่อทำได้

2.       หยุดสัมผัสผู้ป่วยเมื่อเครื่องวิเคราะห์ rhythm

3.       หากเครื่องแนะนำ shock ให้ตรวจว่าไม่มีผู้ใดสัมผัสผู้ป่วยแล้วให้ shock 1 ครั้ง

4.       กลับมากดหน้าอกทันที 2 นาที ไม่หยุดตรวจชีพจรหรือ rhythm ทันทีหลัง shock เป็น routine

5.       หากเครื่องไม่แนะนำ shock ให้ CPR ต่อทันที 2 นาที แล้วทำตามรอบการวิเคราะห์ของเครื่อง จนทีม ALS รับช่วงหรือมี signs of life ที่ต้องประเมิน

Manual defibrillation

ใช้เมื่อมีผู้ที่ฝึกอ่าน rhythm และใช้เครื่องได้เหมาะสม รายละเอียดอยู่ใน Adult ACLS 2025

  • Biphasic: ตามคำแนะนำผู้ผลิต; หากไม่ทราบให้ใช้พลังงานสูงสุดของเครื่อง
  • ตัวอย่างที่ตรวจสอบจากคู่มือ: ZOLL R/X Series มี adult default sequence 120 → 150 → 200 J; Philips HeartStart MRx/Intrepid แนะนำ adult dose 150 J โดยลำดับครั้งต่อไปขึ้นกับรุ่น การตั้งค่า และ protocol
  • Shock ครั้งต่อไปอาจใช้พลังงานเท่าเดิมหรือพิจารณาสูงขึ้นตามเครื่องและแนวทางของหน่วยงาน
  • ไม่เขียนเหมารวมว่าพลังงาน biphasic สูงกว่าค่าเริ่มต้นที่แนะนำจะทำให้ myocardial dysfunction เสมอ เพราะ AHA เปิดให้เพิ่มพลังงานและใช้ maximum dose เมื่อไม่ทราบคำแนะนำผู้ผลิต

ข้อควรระวังระหว่างใช้เครื่อง

  • ไม่สัมผัสผู้ป่วยขณะ shock แม้ใส่ถุงมือ
  • เช็ดผิวหนังที่เปียกบริเวณ pads และให้อุปกรณ์/ผู้ช่วยอยู่ในสภาพปลอดภัย ไม่ shock ขณะผู้ป่วยยังอยู่ในน้ำ
  • หากขนทำให้ pads แนบไม่สนิท ให้เตรียมผิวหนังเฉพาะจุดอย่างรวดเร็วตามคู่มือ
  • ไม่ติด pads ทับ medication patch หรือ implantable device โดยตรง; การเว้นระยะให้ยึดคู่มือรุ่นที่ใช้ ไม่ใช้ระยะเดียวกับทุกเครื่อง
  • จัด oxygen และอุปกรณ์ตามมาตรการป้องกันไฟ/ประกายไฟของหน่วยงาน ไม่ปล่อยออกซิเจนไหลผ่านบริเวณ shock
  • หลีกเลี่ยงการเสียเวลาเอาเครื่องประดับทุกชิ้นออก หากไม่ได้รบกวนการติด pads

6. Foreign-body airway obstruction (FBAO)

Mild obstruction

ยังไอได้แรง พูดหรือหายใจได้: ให้ไอเพื่อขับสิ่งแปลกปลอม สังเกตอาการ ไม่เริ่ม back blows/thrusts ขณะไอยังมีประสิทธิภาพ และเฝ้าระวังการเปลี่ยนเป็น severe obstruction

Severe obstruction ขณะยังรู้สึกตัว

มีไออ่อนหรือไอไม่ได้ พูดไม่ได้ หายใจลำบากมาก สีผิวเปลี่ยน หรือระดับความรู้สึกตัวลดลง:

1.       เรียกความช่วยเหลือและ activate emergency response

2.       ให้ 5 back blows ระหว่างสะบัก โดยประคองและโน้มลำตัวไปข้างหน้า

3.       ตามด้วย 5 abdominal thrusts

4.       ทำเป็นรอบ 5 + 5 จนสิ่งแปลกปลอมออก หรือผู้ป่วยไม่ตอบสนอง หยุดเมื่อ obstruction หาย ไม่ต้องทำให้ครบจำนวน

5.       ในหญิงตั้งครรภ์ระยะท้าย หรือโอบรอบหน้าท้องไม่ได้ ให้ใช้ 5 back blows สลับ 5 chest thrusts แทน abdominal thrusts

เมื่อหมดสติ/ไม่ตอบสนอง

  • ประคองลงบนพื้นเรียบ เรียกทีมช่วยเหลือและนำ AED มา หากยังไม่ได้ทำ
  • เริ่ม CPR ด้วย chest compressions ไม่เสียเวลารอ pulse check เพื่อเริ่มช่วยในผู้ที่หมดสติจาก severe FBAO
  • ทุกครั้งที่เปิด airway เพื่อช่วยหายใจ ให้มองหาสิ่งแปลกปลอมและเอาออก เฉพาะที่มองเห็นและเข้าถึงได้
  • ห้าม blind finger sweep เพราะอาจดันสิ่งแปลกปลอมลึกขึ้น
  • ทำ CPR และประเมินต่อจนช่วยหายใจได้ ผู้ป่วยตอบสนอง หรือทีม advanced care รับช่วง
  • Suction-based airway clearance devices ยังมีหลักฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่เพียงพอ ไม่ควรทำให้วิธีมาตรฐานล่าช้า

7. Opioid-associated emergencies

  • ไม่ตอบสนองแต่ยังมีชีพจร และไม่หายใจตามปกติ: เปิด airway และช่วยหายใจทันที ร่วมกับให้ naloxone ตาม protocol ตรวจชีพจรทุก 2 นาที
  • ไม่มีชีพจรแน่ชัด: CPR + AED/defibrillation เป็นลำดับสำคัญ อาจให้ naloxone หากมี แต่ไม่ทำให้ CPR หรือ shock ล่าช้า และไม่รอดูผลยาแทนการกู้ชีพ
  • Naloxone ไม่ทดแทน ventilation; ผู้ที่กลับมาหายใจได้ยังต้องเฝ้าระวัง recurrent respiratory depression และรับการประเมินต่อ

8. ผู้ป่วยอ้วนและ mechanical CPR

  • ผู้ป่วยอ้วนใช้เทคนิคและเป้าหมาย CPR เช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป อาจต้องเพิ่มแรงเพื่อให้ได้ depth ที่เหมาะสม และเปลี่ยนผู้กดเร็วขึ้นหากเหนื่อย
  • ไม่ชะลอ chest compressions เพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงพื้นหรือสอด CPR board; ในผู้ป่วยอ้วน partial backboard ไม่ได้แสดงประโยชน์เหนือการกดบน hospital mattress
  • ไม่ใช้ mechanical CPR เป็น routine แต่พิจารณาในสถานการณ์ที่ manual CPR คุณภาพดีทำได้ยากหรือเสี่ยงอันตราย เช่น บางกรณีระหว่าง transport หรือหัตถการ โดยลด interruption ตอนติดตั้งและถอดเครื่อง

9. เมื่อมี signs of life

หากผู้ป่วยเริ่มตอบสนองหรือหายใจตามปกติ ให้ประเมินชีพจรและการหายใจอย่างรวดเร็ว หาก ROSC ให้ดูแล airway, oxygenation, ventilation และ circulation พร้อมเข้าสู่ post–cardiac arrest care ตามบทความ Adult ACLS 2025

ผู้ที่ไม่รู้สึกตัวแต่หายใจปกติและไม่ต้อง CPR อาจจัด recovery position ตามบริบท พร้อมติดตามการหายใจอย่างใกล้ชิด การมี gasping ไม่ใช่ข้อบ่งชี้จัดท่าพักฟื้นแทน CPR

 

เอกสารอ้างอิง

1.       AHA. Part 7: Adult Basic Life Support. 2025 Guidelines for CPR and ECC. DOI: 10.1161/CIR.0000000000001369. เนื้อหาบนเว็บไซต์ AHA.

2.       AHA 2025 Adult BLS for Healthcare Professionals Algorithm และ Adult FBAO Algorithm.

3.       AHA 2025 Part 9: Adult Advanced Life Support และ Algorithms.

4.       คู่มือผู้ผลิตที่ใช้ประกอบรายละเอียดเครื่อง: ZOLL R Series, ZOLL X Series configuration, Philips Intrepid IFU, Philips MRx.

5.       AHA 2025 Part 10: Special Circumstances of Resuscitation.

ปรับปรุงจาก Adult BLS 2020 — ER Goldbook. ตรวจทานวันที่ 1 ตุลาคม 2026

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น