Acute contrast reactions: Management
& Evaluation
Management
1. ภาพรวม
- Acute
reaction หมายถึงอาการภายใน 1 ชั่วโมง หลังได้รับ contrast โดยส่วนใหญ่เกิดภายใน 20 นาที และปฏิกิริยาที่คุกคามชีวิตส่วนใหญ่เกิดในช่วงนี้
- Nonionic
low-/iso-osmolar iodinated contrast: เกิด acute
reaction ประมาณ 0.15–0.7% โดย >98% เป็นอาการเล็กน้อย; เสียชีวิต <1:170,000
- Gadolinium:
เกิดประมาณ 0.02–0.09% โดย
>96% เป็นอาการเล็กน้อย
- ไม่มี
cross-reactivity ที่คาดหมายระหว่าง iodinated
contrast, gadolinium และ ultrasound microbubble
contrast ประวัติแพ้ชนิดหนึ่งจึงไม่ได้ห้ามใช้อีกกลุ่มโดยอัตโนมัติ
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ allergic-like reaction คือ
เคยมีปฏิกิริยารุนแรงต่อ
contrast กลุ่มเดียวกัน
2. แยก allergic-like กับ
physiologic reaction
|
ลักษณะ |
Allergic-like |
Physiologic |
|
กลไก/ความสัมพันธ์กับขนาดยา |
Idiosyncratic ไม่สัมพันธ์กับขนาดยา
และเกิดได้ตั้งแต่ครั้งแรก |
สัมพันธ์กับขนาดและความเข้มข้น
จากผล chemotoxic/osmotic |
|
ผิวหนัง/เยื่อบุ |
คัน ลมพิษ แดง บวม
จาม น้ำมูกไหล |
ร้อนวูบวาบ หนาวสั่น |
|
ทางเดินหายใจ |
เสียงแหบ stridor,
bronchospasm, ไอซ้ำ ๆ |
Pulmonary edema อาจเกิดจากผลต่อหัวใจ |
|
ระบบไหลเวียน |
Anaphylactic shock มักมี
hypotension + tachycardia |
Vasovagal มักมี hypotension
+ bradycardia; อาจมี hypertension, arrhythmia |
|
อื่น ๆ |
อาการหลายระบบร่วมกัน |
คลื่นไส้ อาเจียน
รสโลหะ ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก ชัก |
หากมีลักษณะผสมหรือแยกไม่ได้ ให้รักษาเป็น allergic-like
reaction ก่อน โดยเฉพาะเมื่อมี
cardiopulmonary compromise
3. ประเมินทันทีเมื่อมีอาการ
1.
หยุดฉีด contrast และคง IV access
2.
ประเมิน responsiveness และ ABC; ถ้า cardiac arrest ให้เริ่ม
ACLS/PALS
3.
ประเมินเสียงพูด เสียงแหบ throat
tightness และ stridor เพื่อหา upper
airway edema
4.
วัด BP, HR, RR, SpO₂;
ติด continuous monitoring หากผิดปกติ
5.
ตรวจผิวหนังและฟังปอดหา wheezing
หรือ pulmonary edema
6.
ถ้าปานกลาง–รุนแรง:
เรียกทีมช่วยเหลือ ให้ออกซิเจน และบันทึกเวลาอาการ/การรักษาต่อเนื่อง
4. ประเมินความรุนแรงของ allergic-like
reaction
|
ระดับ |
ตัวอย่าง |
|
Mild |
ลมพิษหรือคันเฉพาะที่
บวมผิวหนังเล็กน้อย คันคอเล็กน้อย คัดจมูก จาม |
|
Moderate |
ลมพิษกระจาย
หน้า/ริมฝีปากบวมโดยยังไม่หอบ แน่นคอหรือเสียงแหบโดยยังไม่หอบ bronchospasm
ที่ไม่มีหรือมี hypoxia เล็กน้อย |
|
Severe |
บวมร่วมกับหอบ,
stridor/airway compromise, bronchospasm ร่วมกับ hypoxia,
anaphylactic shock |
Moderate reaction ต้องรักษาและติดตามใกล้ชิด
เพราะอาจลุกลามได้ แต่ ไม่ใช่ทุกกรณีต้องให้ epinephrine เช่น ลมพิษกระจายอย่างเดียว
5. การรักษา allergic-like reaction
Epinephrine เป็นยาหลักเมื่อมี anaphylaxis,
shock หรือ airway compromise
ข้อบ่งชี้สำคัญ ได้แก่
- อาการหลายระบบ เช่น ลมพิษร่วมกับ wheezing/ไอซ้ำ
ๆ/เสียงแหบ
- Hypotension
จาก anaphylaxis
- Laryngeal
edema เช่น เสียงแหบหรือ inspiratory stridor
ไม่มี absolute contraindication ต่อ epinephrine
เมื่อเป็น anaphylaxis
ขนาด epinephrine
|
วิธีให้ |
ขนาดและข้อพิจารณา |
|
IM — วิธีแรกที่แนะนำ |
ใช้ความเข้มข้น 1
mg/mL ฉีดต้นขาด้านนอก; ให้ซ้ำทุก 5–15
นาที หรือเร็วกว่านั้นตามอาการ |
|
ผู้ใหญ่/วัยรุ่น
>25 กก. |
0.3 mg IM = 0.3 mL |
|
เด็ก 10–25 กก. |
0.15 mg IM = 0.15 mL |
|
ทารก <10 กก. |
เอกสารระบุ 0.1
mg IM = 0.1 mL |
|
IV infusion |
พิจารณาเมื่อไม่ตอบสนองต่อ
IM 2 ครั้ง; ผู้ใหญ่เริ่ม 0.1
mcg/kg/min เพิ่มครั้งละ 0.05 mcg/kg/min ทุก 2–3 นาทีตามการตอบสนอง ต้องใช้ infusion
pump และ continuous monitoring |
|
IV bolus |
สงวนให้ผู้มีประสบการณ์เมื่อ
IM ไม่ได้ผลและให้ infusion ไม่ได้;
ผู้ใหญ่ 50–100 mcg slow IV โดยใช้ 0.1
mg/mL; แนะนำหลีกเลี่ยง IV bolus ในเด็ก |
ระวังความเข้มข้นและหน่วยยา:
IM ใช้ 1 mg/mL ส่วน IV bolus ตามข้างต้นใช้ 0.1 mg/mL; epinephrine ขนาดรักษา
anaphylaxis ที่ยังมีชีพจรแตกต่างจากขนาดใน cardiac
arrest
รักษาตามอาการร่วม
|
อาการ |
การรักษา |
|
Hypotension/shock |
Epinephrine ทันที +
rapid isotonic crystalloid; ผู้ใหญ่ NS 1–2 L,
เด็ก 20 mL/kg ใน 5–10 นาที ประเมินซ้ำและให้ซ้ำตามความจำเป็น |
|
Laryngeal edema |
Epinephrine พร้อมเตรียมจัดการ
airway และติดตามใกล้ชิด |
|
Bronchospasm |
ให้ inhaled
beta₂-agonist
เสริม; ถ้ามีอาการระบบอื่นร่วมให้ epinephrine
ส่วน mild isolated bronchospasm อาจใช้ bronchodilator
อย่างเดียว |
|
ลมพิษ/คันกระจาย |
H1 antihistamine เช่น
diphenhydramine 25–50 mg IM/IV ในผู้ใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการ |
|
Mild localized reaction |
เฝ้าดูอาการ อย่างน้อย
30 นาทีและจนกว่าอาการหาย;
antihistamine อาจไม่จำเป็น |
Antihistamine และ bronchodilator เป็นยาร่วม ไม่สามารถทดแทน epinephrine ในการรักษา shock
หรือ upper airway edema ได้ หากให้ antihistamine ที่ทำให้ง่วง
ต้องแจ้งผู้ป่วยไม่ให้ขับรถกลับเอง
6. การรักษา physiologic reaction
Vasovagal: hypotension + bradycardia
- ให้นอนราบยกขา และประเมิน perfusion
- หากมี altered mental status, cyanosis หรือ hypoperfusion
ให้ rapid IV fluid
- ถ้าไม่ตอบสนองต่อ fluid เริ่มต้น ให้
atropine:
- ผู้ใหญ่ 0.6–1 mg IV ซ้ำทุก 3–5
นาที รวมไม่เกิน 3 mg
- เด็ก 0.02 mg/kg IV, สูงสุดครั้งละ
0.5 mg ซ้ำได้อีก 1 ครั้งใน 3–5 นาที รวมสูงสุด 1 mg
อาการอื่น
- Mild
flushing, chills, nausea, metallic taste: มักหายเอง
ให้ reassurance และเฝ้าดู
- Hypertension
ไม่มีอาการ: มักชั่วคราว ติดตามจนลดลง; หากมี acute
end-organ injury รักษาเป็น hypertensive emergency
- Chest
pain, arrhythmia, pulmonary edema, seizure: ประเมินและรักษาตามกลุ่มอาการ
ไม่ควรสรุปว่าเป็นการแพ้ทั้งหมด
7. หลังควบคุมอาการ
- Moderate/severe
reaction ควรส่ง ED หรือพื้นที่ที่ติดตามอาการต่อเนื่องได้;
เกณฑ์สังเกต ≥30 นาทีข้างต้นใช้กับ
mild allergic-like reaction ไม่ใช่เกณฑ์จำหน่ายหลัง
anaphylaxis
- บันทึก ชื่อ contrast ที่แน่นอน
ขนาด วิธีให้ เวลาเริ่มอาการ อาการและระยะเวลา vital signs ยาที่ให้และการตอบสนอง
- ระบุทั้ง ชนิดปฏิกิริยา: allergic-like/physiologic และ ความรุนแรง: mild/moderate/severe เพื่อใช้วางแผนการตรวจครั้งต่อไป
Serum tryptase
พิจารณาใน severe reaction โดยเฉพาะเมื่อแยก allergic-like กับ physiologic
ไม่ชัดเจน
- เก็บช่วง 30 นาทีถึงไม่เกิน 4 ชั่วโมง หลังเริ่มอาการ
- เก็บ baseline อีกครั้ง >24 ชั่วโมงหลังอาการหาย เพื่อเปรียบเทียบ
- ค่าสูงสนับสนุน mast-cell activation แต่ ค่าปกติไม่ตัด
anaphylaxis
- ไม่รอผลตรวจเพื่อเริ่มรักษา
การประเมินภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่เคยมี Immediate hypersensitivity ต่อสารทึบรังสี
1. แยก hypersensitivity ออกจาก physiologic
reaction ก่อน
Immediate reaction เกิดภายใน ไม่กี่นาทีถึง 1 ชั่วโมง หลังให้ contrast ส่วน delayed
reaction เกิดหลังหลายชั่วโมงถึงหลายวัน
และไม่ใช่ขอบเขตหลักของบทความนี้
|
กลุ่ม |
ลักษณะสำคัญ |
|
Immediate hypersensitivity
reaction: IHR |
ลมพิษ angioedema
ผื่นแดงกระจาย เสียงแหบ/stridor จาก laryngeal
edema, bronchospasm และ hypotensive shock |
|
Physiologic reaction |
ร้อนวูบวาบ หนาวสั่น
รสโลหะ คลื่นไส้อาเจียน เจ็บหน้าอก arrhythmia ชัก hypertension
หรือ vasovagal ที่มี hypotension +
bradycardia |
IHR อาจเป็น IgE-mediated โดยเฉพาะรายรุนแรง หรือเกิดจาก non-IgE mast-cell activation เช่นผ่าน MRGPRX2 จึง เกิดได้แม้ไม่เคยได้รับสารนั้นมาก่อน
และผล skin test ลบไม่ตัดปฏิกิริยาแบบ non-IgE
2. แนวคิดป้องกันการเกิดซ้ำ
เปลี่ยนจาก ให้ premedication เป็นมาตรการแรกทุกราย มาเป็น
ประเมินความเสี่ยงและเลือก contrast คนละตัวกับ culprit agent
- การเปลี่ยนสารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการลด recurrence
- ผู้ที่เคยเกิดปฏิกิริยารุนแรงยังเกิดซ้ำได้ แม้ได้รับ glucocorticoid
premedication
- Skin
testing มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ ระบุสารทางเลือกที่น่าจะทนได้
- ไม่ควรถือว่า premedication หรือผลทดสอบลบรับประกันความปลอดภัย
3. ใครควรส่งประเมินโดยแพทย์ภูมิแพ้
|
สถานการณ์ |
บทบาทของ skin
testing |
|
Recent severe IHR/anaphylaxis และคาดว่าจะต้องใช้ contrast อีก |
เป็นข้อบ่งชี้ชัดที่สุด
โดยเฉพาะเคยมี hypotension/cardiovascular compromise |
|
Breakthrough reaction แม้ให้ premedication |
อาจช่วยระบุ culprit
และสารทางเลือก |
|
Mild/moderate IHR เช่น urticaria/angioedema หรือ isolated
bronchospasm |
แนวทางต่างกัน: American
consensus เน้น severe reaction ส่วนยุโรป/เกาหลีครอบคลุมกว้างกว่า |
|
ไม่เคยมี IHR
ต่อ contrast |
ไม่ใช้ skin
test เพื่อ screening |
|
มี atopy, แพ้ยาอื่น, asthma, cardiac disease, mastocytosis หรือใช้ beta-blocker อย่างเดียว |
ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ทดสอบ
แม้บางภาวะอาจเพิ่มความรุนแรงหากเกิดปฏิกิริยา |
ควรทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ drug allergy ในสถานที่พร้อมรักษา anaphylaxis เพราะมีโอกาสเกิด systemic
reaction จากการทดสอบ แม้พบน้อยมาก
4. เวลาและวิธีทดสอบ iodinated contrast
ช่วงเหมาะสม: 2–6 เดือนหลังปฏิกิริยา
- ทดสอบเร็วหรือช้ากว่าช่วงนี้อาจพบผลบวกน้อยลง
- หากเหตุการณ์ผ่านมาหลายปี ยังทดสอบได้ แต่ต้องแปลผลลบอย่างระมัดระวัง
- การที่ skin reactivity ลดลงตามเวลา ไม่ได้ยืนยันว่าการแพ้หายแล้ว
ทดสอบทั้ง culprit agent หากทราบชื่อ และสารทางเลือกหลายตัว ที่มีใช้จริงในหน่วยรังสี พร้อม histamine และ saline
controls
|
ขั้นตอน |
วิธีตามเอกสาร |
|
Skin prick test ก่อน |
ใช้ contrast
ไม่เจือจาง |
|
หาก prick
test ลบ → Intradermal test |
โดยทั่วไปใช้ความเจือจาง
1:10 ประมาณ 30–32 mg iodine/mL |
|
ปริมาณ intradermal |
ประมาณ 0.02
mL ให้เกิด initial bleb ราว 5
mm |
|
Prick test บวก |
Wheal ≥3 mm พร้อม surrounding erythema ภายใน 15–20 นาที โดยแปลร่วมกับ controls |
|
Intradermal test บวก |
Wheal โตจากขนาดเริ่มต้น
≥3 mm พร้อม erythema ที่ประมาณ 20 นาที |
Skin prick test มี sensitivity ต่ำ จึงต้องทำ intradermal test ต่อเมื่อผล prick
ลบตามข้อบ่งชี้
5. การแปลผล: ผลลบช่วยเลือกสาร
แต่ไม่รับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ
- ผลบวก: สนับสนุน mast-cell–mediated
reaction แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าเป็น IgE-mediated เสมอไป → หลีกเลี่ยงสารที่ทดสอบบวก
- ผลลบต่อ culprit: ไม่ตัด clinical
reactivity จึงยังควรเลือก สารอื่นที่ทดสอบลบ
- Negative
predictive value ของ iodinated contrast skin testing ในงานศึกษาส่วนใหญ่ 91–100%; meta-analysis
ประมาณ 95%
- พบผลบวกบ่อยขึ้นเมื่ออาการเดิมรุนแรง: meta-analysis พบ intradermal test บวกประมาณ 17% ใน IHR ทุกระดับ เทียบกับ 52% ใน severe IHR
ข้อมูลสนับสนุนประโยชน์ของการเลือกสารตามผลทดสอบ
แต่ยังมี recurrence ได้ ตัวอย่างการศึกษาเกาหลีพบเกิดซ้ำ 15% เมื่อใช้สารตามคำแนะนำจากผลทดสอบ
เทียบกับ 53% เมื่อไม่ใช้ตามคำแนะนำ โดยทุกคนได้รับ premedication และเป็นข้อมูลที่มีข้อจำกัดด้านการเปรียบเทียบกลุ่ม
6. Cross-reactivity ภายในกลุ่ม iodinated
contrast
- ผู้ป่วยอาจตอบสนองต่อสารมากกว่าหนึ่งตัว; meta-analysis พบประมาณ 39% มี reactivity ต่อ ≥2 agents จาก skin
testing หรือ graded challenge
- ยังไม่มีรูปแบบ cross-reactivity ที่ทำนายได้แน่นอนจากโครงสร้างเพียงอย่างเดียว
- ความคล้ายของ side chain อาจมีบทบาท จึงพิจารณาสารที่ side chain ต่างจาก
culprit หากทำได้
- การแบ่ง ionic/nonionic หรือ monomer/dimer
อย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับเลือกสารที่ปลอดภัย
- ควรใช้ผลทดสอบร่วมกับข้อมูลสารที่มีจริงในโรงพยาบาล
7. Graded challenge / Drug provocation testing: DPT
ไม่ใช่การตรวจ routine ใช้เฉพาะรายในศูนย์เชี่ยวชาญ
เช่น ผู้เคย anaphylaxis รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับ contrast
ซ้ำในอนาคต
- ใช้เฉพาะสารที่ skin test ลบ
- ให้ incremental doses ภายใต้การดูแลของแพทย์ภูมิแพ้
และพร้อมกู้ชีพ
- ยังไม่มี protocol หรือขนาดรวมที่เป็นมาตรฐานและผ่าน
validation
- ไม่ควรตีความว่าการทน “test dose” ปริมาณเล็กน้อยรับประกันการทนขนาดตรวจจริง
- ประเมินการทำงานของไตก่อน โดยเฉพาะ ongoing AKI หรือ eGFR <30 mL/min/1.73 m²
8. Gadolinium-based contrast agents: GBCA
IHR มีอาการคล้าย iodinated contrast โดยพบบ่อยเป็น urticaria; anaphylaxis พบได้น้อยแต่เกิดตั้งแต่
exposure แรกได้
Meta-analysis ในเอกสารพบ:
- IHR ทั้งหมดประมาณ 9.2 ต่อ 10,000 administrations
- Severe
IHR ประมาณ 0.52 ต่อ 10,000 administrations
การประเมิน
- ทบทวนประวัติ ชื่อ GBCA อาการ ความรุนแรง และ acute
tryptase หากมี
- Skin
prick test ใช้ ไม่เจือจาง
- Intradermal
test ใช้ 1:10
- ไม่ควรใช้ undiluted GBCA สำหรับ intradermal เป็นมาตรฐาน เพราะอาจเกิด irritant/nonspecific
positive
- ทดสอบ culprit และสารทางเลือกต่าง molecular
structure class; หลีกเลี่ยงสารที่ทดสอบบวก
ข้อมูล NPV ดูดี
แต่จำนวนผู้ป่วยยังน้อย จึงไม่ควรตีความเทียบเท่าหลักฐานขนาดใหญ่
การเลือกสารครั้งถัดไป
ผู้เคย moderate/severe IHR ควรพิจารณาการตรวจทางเลือกที่ตอบคำถามทางคลินิกได้
หรือประเมินภูมิแพ้เพื่อเลือก skin test-negative GBCA
การศึกษาย้อนหลังในผู้เคย mild IHR พบ recurrence:
|
การให้ GBCA
ครั้งถัดไป |
อัตราเกิดซ้ำ |
|
ตัวเดิม |
26% |
|
เปลี่ยนตัว แต่ molecular
structure class เดิม |
12% |
|
เปลี่ยนเป็นคนละ molecular
structure class |
6% |
ยังไม่พิสูจน์ประโยชน์ของ premedication ในการป้องกัน GBCA IHR ซ้ำ และในการศึกษาข้างต้นไม่พบประโยชน์เพิ่มจากการเปลี่ยนสาร
9. Basophil activation test: BAT
ยังเป็น investigational/adjunct
test ไม่ใช่ตัวแทน skin testing หรือ clinical assessment เพราะ sensitivity แปรผันและข้อมูล predictive value ยังจำกัด
ประเด็นใช้จริง: บันทึก
ชื่อสารที่ก่อเหตุ อาการ เวลาเริ่ม และความรุนแรงให้ชัด;
ผู้เคย severe IHR ควรส่งแพทย์ภูมิแพ้
โดยเหมาะที่สุดใน 2–6 เดือน เพื่อช่วยเลือกสารทางเลือก และการให้ครั้งถัดไปต้องมีแผนรับมือ anaphylaxis
แม้ผลทดสอบลบหรือได้รับ premedication แล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น